การดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะข้ามผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปให้ได้ในวันนี้ ยังเป็นความสนใจของสังคมและผู้คนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งเป็นความหวั่นวิตกที่ยังตรึงอยู่ในสังคมและในใจผู้คน ท่ามกลางการเมืองที่ยังไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเท่าใดนัก โดยเฉพาะมิติการจัดการด้านเศรษฐกิจ!
ถึงแม้ประเทศไทยจะได้รับการยกย่องในเรื่องการจัดการด้านสุขภาพ การจัดการปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด ว่ามีคุณภาพดีระดับต้นๆ ของโลก แต่ปากท้องความเป็นอยู่ที่เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจนั้น สำคัญไม่แพ้สุขภาพ! ทั้งผู้คนและสังคมจึงต้องกอบกู้ฟื้นฟูกันต่อไป
ถ้าพิจารณากรณีการจัดการปัญหาโควิดโดยรวม หากย้อนศึกษาความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศจะพบว่า แม้สภาพก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด “จีน” เป็นประเทศที่ได้รับความสนใจในด้านความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยกระตุ้นสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ให้จีนเปลี่ยนผ่านสู่โลกศตวรรษที่ 21 อย่างยิ่งใหญ่จนโลกทั้งใบต้องหันมามอง!
แต่เมื่อจีนเผชิญวิกฤตการณ์โควิด-19 ก็เกิดการกระแทกทำลายคลื่นโลกาภิวัตน์จนหลายประเทศแตกกระจุย!
เรียนรู้จาก Kurzarbeit แก้วิกฤตแบบประเทศเยอรมนี
เยอรมนี กลับเป็นประเทศที่โดดเด่นในการจัดการกับสถานการณ์โควิดได้น่าสนใจที่สุด เป็นการจัดการในมิติของปัญหาสุขภาพคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จนฝ่าวิกฤตการณ์ได้และเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด!
ภาพรวมวิกฤตโควิดตั้งแต่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ติดโควิดมากกว่า 15 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 6 แสนคน! แต่คนเยอรมันติดโควิดกว่า 204,000 คน เสียชีวิต 9,182 คน เทียบเป็นร้อยละแล้วน้อยกว่าประเทศข้างเคียงในตะวันตกมากนัก!
เนื่องจากรัฐบาลเยอรมันสามารถจัดการปัญหาบนความสมดุลระหว่างการปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจได้ดี จึงลดความสูญเสียได้มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก! แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของประเทศจะถูกปิดล้อมท่ามกลางการระบาดอย่างหนักในยุโรปก็ตาม

ด้วยนโยบาย Kurzarbeit ที่ช่วยให้การจัดการเศรษฐกิจในวิกฤตโควิดของเยอรมนีแตกต่างจากประเทศอื่นๆ กล่าวคือ นอกจากรัฐบาลเยอรมันจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้ากับหลายกลุ่มสังคมในประเทศด้วยการใช้นโยบายการเงิน-การคลังที่เยี่ยมยอดแล้ว ยังสร้างหลายมาตรการช่วยเหลือ กระจายถึงทุกกลุ่มเศรษฐกิจ-สังคมได้ครอบคลุมและรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็น การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดการให้เงินกู้ดอกเบี้ยที่ต่ำมากและยืดหยุ่น การจัดความช่วยเหลือแบบแพ็กเกจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสูงกว่าอเมริกาถึง 4 เท่า โดยเฉพาะการใช้นโยบาย Kurzarbeit ที่เน้นดูแลช่วยเหลือนายจ้างที่ประสบปัญหาวิกฤตโควิด โดยรัฐบาลประกาศลดเวลาการทำงานของพนักงานลงและช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย เพื่อให้กิจการและการจ้างงานดำเนินไปต่อได้
พนักงานจึงไม่ต้องตกงานและได้รับเงินเดือนต่อเนื่อง เป็นการช่วยเหลือกลุ่มเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานให้อยู่ต่อไปได้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการแก้ปัญหาที่แม่นตรง ไม่เลือกปฏิบัติ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและผู้คนทุกกลุ่ม ที่สำคัญที่สุดคือ จัดการปัญหาทั้งระบบได้ “ทันเวลา” ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์!
การจัดการปัญหาที่รวดเร็ว-แม่นตรง ทำให้เศรษฐกิจ-สังคมเยอรมนีไปต่อได้ดี ท่ามกลางวิกฤตการระบาดท่วมโลกครั้งนี้!
เพราะวันนี้ เยอรมนีมีอัตราการตกงานต่ำกว่าร้อยละ 6 ขณะที่ประเทศอื่นในโลกนี้มีคนตกงานมากมายทั่วถ้วน บางประเทศสูงกว่าร้อยละ 20 หรือบางประเทศก็เกินร้อยละ 30 ชนิดที่เรียกว่า หาทางเยียวยาลำบากทีเดียว
การจัดการวิกฤตการณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงแบบเยอรมนีจึงเป็นตัวแบบด้านการทำงาน-การบริหารจัดการของรัฐ ที่ลดความสูญเปล่า ความเสียหาย อย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อสุขภาพและเศรษฐกิจโดยรวม!
สถานการณ์เมืองไทยในภาวะที่ ‘ขาดสมดุล’
ประเทศไทยคงต้องหันมาพิจารณาถึงประเด็นประสิทธิภาพ ความแม่นตรง และการใช้งบประมาณให้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อการจัดการปัญหาโควิดให้ถ่องแท้!
สมการการบริหารจัดการวิกฤตนี้ ว่าด้วย ความจำกัดของงบประมาณ ความแม่นตรง-ทันเวลาของการจัดการปัญหา การปรับฐานและสร้างความก้าวหน้า-อยู่รอดที่จะไปต่อในอนาคต รวมทั้งสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ ที่เป็นต้นทุนสำคัญของมนุษย์ ฯลฯ
ที่กล่าวมานี้เป็นผลรวมที่จะบ่งชี้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่มีความหมายต่อความอยู่รอดและอนาคตของประเทศ!
แม้ว่าการใช้งบประมาณโปรยหว่านตามวิธีคิดคิดการเมืองประชานิยม จะช่วยพยุงเศรษฐกิจสังคมไว้ได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่ “การไปต่ออย่างมีอนาคต” เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ

รัฐต้องไม่ปล่อยให้สังคมเผชิญวิกฤตและเข้าไปแก้ปัญหา แต่กลับกลายเป็นการสร้าง ปัญหาสังคมบริโภคนิยมที่อ่อนแอ อยู่ด้วยตัวเองลำบาก ไร้อนาคต ด้วยการเน้นมาตรการช่วยสร้างงาน พัฒนาความก้าวหน้าและทักษะให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในภาคเกษตร บริการ และอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย
เพราะสังคมการผลิต-สังคมผู้ประกอบการ จะเป็นแก่นแกนในการสร้างความเคลื่อนไหวที่มีความหมายต่ออนาคต ไม่ทำลายสังคม-เศรษฐกิจ ให้เปลี่ยนกลายเป็นแค่สังคมนักบริโภค!
การช่วยเหลือของรัฐที่เกิดขึ้นและที่จะทำต่อไป ควรต้องทบทวนมาตรการที่มีต่อผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า มาตรการการเงิน การคลัง มาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือ เยียวยา และสนับสนุน โดยต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่ปล่อยให้ล่าช้าไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการหลายกลุ่มต้องล้มหายตายจากเป็นแน่!
หมดเวลา เช้าชาม-เย็นชาม!
หลังเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ หากรัฐยังต้วมเตี้ยม เช้าชาม-เย็นชาม คงเห็นการล้มหายตายจากของกิจการนับพันๆ ราย จากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและการประกอบการแน่!
หากนับตั้งแต่หัวขบวนจนถึงปลายห่วงโซ่การผลิตและบริการ อุตสาหกรรมหลายประเภทต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อุตสาหกรรมรถยนต์–ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เคยทำเงินปีละมากกว่า 4 ล้านล้านบาท กำลังตกอยู่ในสภาวะอันตราย ค่อยๆ ทยอยล้มหายตายจากไปในกระแสวิกฤตนี้ ปัจจุบันการผลิตลดวูบลงเหลือราวร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทรุดวูบทันตา แต่หลังจากมีการผ่อนปรนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เศรษฐกิจการค้าก็ค่อยๆ ปรับฐานขึ้น แต่กว่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้จะโตกลับคืน คงทำได้เพียงร้อยละ 50 เพราะเราสูญเสียรายได้ด้านการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ!

อุตสาหกรรมเกษตร ยังไปต่อได้ แม้จะมีการปรับลดลงบ้างแต่ก็เป็นตัวช่วยที่สำคัญในกระแสการระบาดนี้
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ก็กำลังเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและวิถีชีวิตปัจจุบัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มน่าพึงพอใจ
อุตสาหกรรมการบิน ทรุดหนักลงกว่าร้อยละ 70 คงเหลือเรื่องการซ่อมบำรุงอากาศยานและการขนส่งทางอากาศให้เดินต่อได้ และน่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในการฟื้นฟูกิจการหลังจากนี้
นี่คือตัวอย่างความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมต่างๆ จากหน้างาน ซึ่งคาดการณ์ว่า ผลรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะทำให้จีดีพีติดลบมากกว่าร้อยละ 10!
เป็นภาพรวมทางเศรษฐกิจที่รัฐต้องตระหนักและต้องจัดสรรมาตรการที่มีดุลยภาพ ทั้งเรื่องสุขภาพ มิติเศรษฐกิจ และการมีอนาคตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งรัฐจะต้องตระหนักรู้ ต้องทำอย่างแม่นตรงและทันเวลา
ไม่งั้นเราไปรอดยาก!

เรื่อง : Apichartology
เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างไร แล้วทางรอดอยู่ตรงไหน ต้องอ่าน!
อีกนานแค่ไหน เราจึงจะพ้นจาก Economic Crisis และ COVID Crisis












