วิเคราะห์ความสำเร็จ Liverpool มีตำนาน Boot Room อยู่เบื้องหลัง บทที่ 1 Organization Management : ความผูกพันในองค์กร

พลันเมื่อปรมาจารย์ Bill Shankly ย่างเท้าเข้ามาใน Anfield ดูเหมือนว่า วัฒนธรรมของสโมสร Liverpool จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล


Organization Engagement: ความผูกพันในองค์กร

แน่นอนว่า วิสัยทัศน์ของ Shankly ในปี ค.ศ. 1960 แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก 9 ผู้จัดการทีม Liverpool ก่อนหน้าเขา
Bill Shankly Liverpool
Bill Shankly
Shankly ได้ยกระดับสถานะทีมฟุตบอลของชนชั้นแรงงานในเมือง Liverpool สถาปนาเกียรติยศก้าวไกลไปในยุโรป
Liverpool Football Club ที่เคยลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 แม้จะเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในยุคของ Tom Watson David Ashworth Matt McQueen และ George Kay
แต่ความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของ The Kop ทั้งมวล กลับตกอยู่กับ ปรมาจารย์ Bill Shankly เกือบทั้งหมด
ทั้งในฐานะผู้จัดการทีมที่พลิกโฉมหน้าสโมสรฟุตบอลธรรมดา ให้ก้าวสู่เส้นทางเกียรติยศในยุโรป
และที่สำคัญที่สุด Shankly คือผู้จุดประกาย Cultural Transformation หรือการเปลี่ยนสภาพวัฒนธรรม และกระบวนทัศน์ จากทีมระดับ Local สู่ Continental ภาคพื้นทวีป

Bill Shankly Liverpool

จากวิสัยทัศน์ แค่ความสำเร็จเหนือคู่แข่งแห่งลุ่มน้ำ Mersey อย่าง Everton สู่การต่อกรกับราชันย์แห่งยุโรป Real Madrid
แม้ต้นทศวรรษ 1960 สโมสร Liverpool จะขยับสถานะทางการเงินขึ้นมาได้มากกว่ายุคก่อตั้งเยอะแล้ว ทว่า ก็ยังมิอาจทำตัวฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเหมือนทีมเจ้าบุญทุ่มชั้นนำในยุโรปได้
และแม้จะมีห้องหับกว้างขวางมากมายให้เลือกใช้สำหรับการประชุมทีม เพื่อวางแผนการเล่น ทว่า มหาคุรุ Shankly กลับเลือก “ห้องเก็บสตั๊ด” เล็กๆ ใต้อัฒจันทร์เป็นที่สุมหัว
หากเรามองย้อนกลับไป เหตุผลหลักคงไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากว่า Bill Shankly ต้องการใช้พื้นที่เล็กๆ แห่งนั้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสต๊าฟโค้ชกับนักเตะ
www.flickr.com

การเลือก “ห้องเก็บสตั๊ด” หรือ Boot Room ส่งนัยสำคัญที่ว่า สถานที่นี้จะมีบรรดานักเตะเยาวชนที่รอวันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เด็กๆ เหล่านี้มีหน้าที่ทำความสะอาดรองเท้า หรือ “ขัดสตั๊ด” ให้กับรุ่นพี่

 

ขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของเด็กน้อยเหล่านั้น ก็รอวันที่จะได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นสต๊าฟโค้ชในวันที่พวกเขาแขวนรองเท้า และเหล่าสต๊าฟทั้งหลาย ต่างก็มองไปที่ตำแหน่งผู้จัดการทีม ที่จะต้องว่างลงในอนาคตข้างหน้า

 

พูดอีกแบบก็คือ ที่ Shankly จงใจเลือก “ห้องเก็บสตั๊ด” เล็กๆ แห่งนี้ ก็เพื่อต้องการสร้างบรรยากาศให้เกิด “ความผูกพันในองค์กร”

“ความผูกพันในองค์กร” หรือ Organization Engagement มีที่มาจากแนวคิด Employee Engagement หรือ “ความผูกพันของพนักงาน” (ที่มีต่อ “องค์กร”)
คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1990 โดย William Kahn เจ้าของฉายา “บิดาแห่งทฤษฎีความผูกพันในองค์กร”
William Kahn ได้ให้คำนิยามของ “ความผูกพันในองค์กร” ว่า หมายถึง การเสริมสร้างให้บุคลากรภายในองค์กรมีส่วนร่วมกับการบริหารงานในองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรนั้นๆ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
โดยเป้าหมายสูงสุดของ “ความผูกพันในองค์กร” ก็คือ ความรู้สึกของการเป็นเจ้าขององค์กรร่วมกันนั่นเอง
กฎ “ความผูกพันในองค์กร” 3 ข้อ ของ William Kahn ประกอบด้วย
  1. Meaningfulness: การสร้างให้พนักงานเข้าใจถึงคุณค่าของเนื้องาน ว่างานแต่ละชิ้นที่พวกเขารับผิดชอบ มีความหมายสำหรับองค์กรมากเพียงไร
  2. Safety: นอกจากเรื่องสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการทำงานแล้ว องค์กรยังต้องให้ความมั่นใจกับพนักงานในประเด็นความมั่นคงและยั่งยืนในวิชาชีพแก่พวกเขาด้วย
  3. Availability: พนักงานมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พร้อมรับสถานการณ์ ทั้งเหตุการณ์ปกติ หรือปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดหมาย
Boot Room Liverpool
www.coroflot.com
หากเรานำทฤษฎี “ความผูกพันในองค์กร” ในทศวรรษ 1990 ของ William Kahn ไปจับแนวคิดของ Bill Shankly สุดยอดผู้จัดการทีม Liverpool ยุคทศวรรษ 1960 แล้ว
จะเห็นได้ว่า Bill Shankly ได้สร้าง Boot Room Theory ขึ้นมาก่อน Organization Engagement ของ William Kahn นานถึง 3 ทศวรรษด้วยกัน
ในทุกๆ เช้า Shankly จะเปิดมุมกาแฟบน “โต๊ะน้ำชา” ใน Boot Room ทันทีที่เขาเดินทางมาถึง Anfield เพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบบรรดาสต๊าฟโค้ช
และเมื่อถึงเวลาซ้อม เมื่อบรรดานักเตะทยอยเข้ามาเปลี่ยนรองเท้าสตั๊ดกันที่ Boot Room แห่งนี้ นอกจาก Bill Shankly จะเริ่มร่ายมนต์ถึงแผนการซ้อมประจำวันแล้ว
แทคติคใหม่ๆ และเทคนิคที่หลากหลาย ก็มักจะพรั่งพรูออกจากสมองของเขาในช่วงเวลานั้น พร้อมกับการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเหล่านักเตะ เช่นเดียวกับที่เขาทำกับบรรดาสต๊าฟโค้ชในตอนเช้า
และเมื่อถึงวันแข่ง ขณะที่เด็กๆ นักเตะเยาวชนของสโมสรกำลังประจำการตระเตรียมความสะอาดรองเท้าสตั๊ดของรุ่นพี่ 11 ตัวจริง
สต๊าฟโค้ชและผู้เล่นสำรองก็จะช่วยกันลำเลียงอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำแข็ง ขวดเกลือแร่ และน้ำดื่ม หรือหยูกยาสารพัด ไปยังซุ้มม้านั่งข้างสนาม
ในบรรยากาศเกื้อกูลแบบนี้ เหมาะอย่างยิ่งที่ Shankly จะกระชับความสัมพันธ์ของทุกคนในทีมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

Bill Shankly Liverpool

นอกจากจะกระตุ้น ปลุกเร้า ให้นักเตะเกิดความฮึกเหิมก่อนลงสนามแล้ว Bill Shankly ยังหลอมรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของทีม ภายใน Boot Room แห่งนั้นตลอดมา

“โต๊น้ำชา” ใน Boot Room แห่งนี้ เปรียบได้กับ “โต๊ะกลม” ที่กษัตริย์ Arthur ใช้ประชุม “อัศวิน” ก่อนออกรบ

 

ภายใต้แนวคิด Organization Engagement เช่นเดียวกัน กษัตริย์ Arthur  ได้ใช้ “โต๊ะกลม” เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันของสมาชิก “อัศวิน” ทุกคน

 

เพราะ “โต๊ะกลม” ไม่มีด้านหัว หรือด้านท้าย!

“อัศวินโต๊ะน้ำชา” ของ Bill Shankly ก็เช่นเดียวกัน สมาชิกในทีม Liverpool ทุกคน “เท่าเทียมกัน”
ไม่ว่าจะผู้จัดการทีมคือ Shankly เอง หรือสต๊าฟโค้ช ทีมชุดใหญ่ นักเตะ 11 คนแรก หรือตัวสำรอง กระทั่ง “เด็กขัดรองเท้า” หรือนักบอลเยาวชนของทีม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอร์ดบริหาร และผู้อำนวยการสโมสร ทุกคน “เท่าเทียมกัน” ที่ Liverpool
Bill Shankly ได้หลอมรวม Liverpool ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเริ่มจาก Boot Room แห่งนั้น
Boot Room Theory หรือ “ทฤษฎีความสำเร็จ” ของสโมสร Liverpool ในวันนี้ คือวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ส่งทอดแรงบันดาลใจในห้องเก็บสตั๊ด สู่ความสำเร็จบนผืนหญ้า
นอกจากที่ Shankly จะสร้าง Cultural Transformation หรือ “เปลี่ยนสภาพวัฒนธรรม” ดั้งเดิมของ Liverpool แล้ว เขายังสร้าง Organization Engagement หรือ “ความผูกพันในองค์กร” ให้เกิดขึ้นในใจบุคลากรของสโมสรทุกคน
หลอมรวม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผูกพัน และส่งต่อวัฒนธรรม จาก Boot Room แห่งนั้น-จนถึงวันนี้
ไม่มีเปลี่ยนแปลง

ขอบคุณภาพเปิดจาก www.placenorthwest.co.uk


อ่านบทที่ 2 ต่อเลย

วิเคราะห์ความสำเร็จ Liverpool มีตำนาน Boot Room อยู่เบื้องหลัง บทที่ 2 จาก Underdog Club สู่ Theory Z