“เมื่อได้รู้ผลว่าผมได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนที่ได้รับ ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. และให้เตรียมตัวเข้าเฝ้าฯ ผมคิดว่ามันเป็นความฝัน ทว่า ในอีกทางหนึ่ง อนาคตของผมมันจะชัดเจนขึ้นมาทันทีตั้งแต่ได้ยินข่าวดีนั้น”

คำพูดเคล้ารอยยิ้มของ นิคม แก้วเจิม นักเรียนทุนพระราชทานฯ รุ่นที่ 1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ในวันนี้อยู่ในชุดข้าราชการครูอันทรงเกียรติ ปฏิบัติงานในตำแหน่งครู โรงเรียนปากท่อพิทยาคม จังหวัดราชบุรี บ่งบอกได้ดีถึงความภาคภูมิใจในฐานะ นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ของปวงชนชาวไทย
ความรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนี้ ไม่ต่างกับ สุภัทชา รอดเทศ นักเรียนทุนพระราชทานฯ รุ่นที่ 11 ซึ่งตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จังหวัดราชบุรี ที่กล่าวว่า “ทุนการศึกษานี้นับเป็น “โอกาส” ที่สูงสุดในชีวิตของหนู”
และทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ที่รุ่นพี่ อดีตนักเรียนทุนฯรุ่นที่ 1 และนักเรียนทุนฯรุ่นปัจจุบัน ได้กล่าวถึงนี้ คือ “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” หรือ ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ขึ้นเมื่อปี 2552 โครงการในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ทั้งนี้ พระองค์ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคงต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามความสามารถของแต่ละคน อันเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย
และด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้ นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ทุกรุ่น ต่างน้อมนำ ยึดมั่น ปฏิบัติตนตามแนวพระราชดำรัส ซึ่งเป็นหลักการเดียวกัน คือ “เรียนดี ความรู้ดี การงานดี ชีวิตสดใส ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ” นั่นเอง
ชีวิตใหม่ ที่เปลี่ยนไป เพราะการได้เป็นนักเรียน ‘ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ.’ ของ ครูนิคม
หากชีวิตของ ครูนิคม ดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็นในบริบทของฐานะและสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว ตัวเขาเองบอกตามตรงว่า ยังจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมายืนอยู่ในจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้ได้อย่างไร
“ส่วนตัวผมมีภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป เมื่อมีน้องชายเพิ่มอีกคน ที่บ้านก็เริ่มจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น พ่อและแม่เลยตัดสินใจไปทำงานที่กรุงเทพ”

“ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่กับตายายที่จังหวัดหนองคาย และได้มีโอกาสมาอยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวก็เมื่อพ่อแม่ย้ายมาทำงานก่อสร้างที่หัวหิน ผมเลยได้ย้ายมาเรียนต่อ ม.2 ที่โรงเรียนหัวหินวิทยาคม แต่ตอนนั้นก็มีเหตุให้เกือบต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ก็พอดีกับได้รับทราบว่ามีการเสนอชื่อผมให้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ.”
“ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีทุนการศึกษาพระราชทาน จนเมื่อครูแนะแนวแจ้งว่าท่านจะเสนอผมให้รับทุนของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในตอนนั้นผมตื่นเต้นมากแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะทราบว่ามีการเสนอชื่อไปหลายคนและอาจจะมีคนที่เหมาะสมกว่า”
”กระทั่งได้รับแจ้งอีกครั้งว่าได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนฯและให้เตรียมตัวเข้าเฝ้าฯ มันเหมือนความฝัน และดีใจมากจริงๆที่จะได้เรียนต่อ”

“ถ้าไม่ได้รับทุนนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตผมเองจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าผมอยากเรียนต่อทางบ้านก็ต้องลำบากกันมากขึ้น เนื่องจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย มีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งค่าครองชีพ และก็ค่าเทอม หากทางบ้านส่งไม่ไหวก็คงไม่ได้เรียนต่อหรือไม่ก็คงทั้งทำงานและเรียนไปด้วยครับ ซึ่งก็คงจะทำให้การเรียนนั้นไม่ดีเท่าที่ควร แต่เมื่อได้รับทุนการศึกษาพระราชทานฯทางบ้านก็สบายใจเรื่องค่าเล่าเรียนว่าผมมีเงินเรียนถึงจบปริญญาตรีแน่นอน โดยที่พ่อและแม่นั้นไม่ต้องมาลำบาก”
“ทุนการศึกษาพระราชทานฯ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ให้ชีวิตใหม่กับเด็กคนหนึ่งที่อนาคตไม่แน่นอนเลยในวันนั้น ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี มีโอกาสได้ทำงานที่ดี และมีโอกาสตอบแทนพระคุณพ่อแม่ แบ่งเบาภาระของทางบ้านได้ ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้”
และในวันนี้ ในฐานะนักเรียนทุนพระราชทาน ในหลวงรัชกาลที่ 10 ครูนิคมได้ต่อยอดโอกาสนั้น ส่งต่อโอกาสให้กับเยาวชนของชาติอีกมากมาย ในวิถีทางที่เขาเชื่อมั่น
“ตั้งแต่วันที่ผมศึกษาจบ ผมตั้งปณิธานไว้ว่าในฐานะนักเรียนทุนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ผมอยากจะเป็นผู้ให้ ให้กับคนอื่นที่เขายังไม่มีโอกาส ต้องการความช่วยเหลือ คนที่เขาต้องการโอกาสเหมือนกับผมในตอนนั้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นด้านความรู้ หรือความสามารถตามแต่ที่ผมสามารถทำได้”
“โชคดีมากที่ผมได้เป็นครู ซึ่งมีลูกศิษย์มากมายในแต่ละปีการศึกษา ผมจึงมีโอกาสได้สนับสนุนเด็กๆ ที่มีความสามารถด้านต่างๆเท่าที่ผมจะทำได้ โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร เพียงแค่อยากให้เขาได้รับโอกาสได้เรียนรู้ หากมีโอกาสและเวลาที่สะดวกผมก็จะไปร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา ทุกกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนจัดด้วยครับ”
นักส่งเสริมวิชาการเกษตร อาชีพในฝันของ สุภัทชา ที่เป็นไปได้เพราะ ทุน ม.ท.ศ.
แม้จะเป็นนักเรียนที่เรียนดีมาตลอด แต่ชีวิตของ สุภัทชา หรือน้องกระแต ก็ไม่ได้โรคด้วยกลีบกุหลาบ เพราะตั้งแต่เด็ก พ่อและแม่ของเธอต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับ-ส่ง ไป-กลับ บ้านและโรงเรียนเป็นระยะทาง 28 กิโลเมตร ทุกวัน
ด้วยฐานะครอบครัวของกระแตที่มีพื้นที่ทำกินไม่มากนัก พ่อมีโรคประจำตัว ทำงานหนักไม่ได้ แม่นอกจากทำเกษตรที่บ้านแล้วจะไปรับจ้างทำไร่และสวนเกษตร ทำให้ฐานะของครอบครัวค่อนข้างขาดแคลน
แม้จะต้องอยู่ท่ามกลาง ความไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ แต่กระแตเป็นเด็กตั้งใจเรียน มีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายในชีวิต และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้
เมื่อถามถึงอาชีพในฝันของเด็กสาวคนนี้ กระแตตอบชัดเจนว่าอยากเป็น นักวิชาการเกษตร ด้วยเหตุผลที่ได้ฟังแล้ว อดเอาใจช่วยเธอไม่ได้

“หนูเป็นลูกหลานของเกษตรกรค่ะ ตั้งแต่จำความได้หนูเห็นความยากลำบากของเกษตรกรไทย และมองว่าที่พวกเขายังมีฐานะยากจนเป็นเพราะเขาขาดโอกาสในการได้รับความรู้ จนต้องยึดวิธีทำการเกษตรแบบผิดวิธี ทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว”
“ถ้าหนูได้มีโอกาสเรียนจบจนได้เป็น นักวิชาการเกษตร สมใจ หนูอยากลงพื้นที่ไปพัฒนาเกษตรกรในชุมชน อยากเห็นภาพเกษตรกรไทยพึ่งพาตัวเองได้ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกษตรกรไทยสุขภาพแย่ลง แถมยังส่งผลกระทบต่อดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้แย่ลง และที่สำคัญ ผู้บริโภคที่ต้องกินพืชพันธุ์ อาหาร ที่เกษตรกรผลิต ก็จะได้รับผลเสียจากสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลต่างๆด้วย”
เมื่อถามกระแตว่า ทันทีที่ได้ทราบว่าตนเองได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รู้สึกอย่างไร กระแตยิ้มกว้าง พร้อมบอกสั้นๆว่า “ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ถือเป็นโอกาสสูงสุดที่หนูได้รับในชีวิตแล้ว”
“ทันทีที่ทราบว่าได้รับทุนการศึกษาพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 10 พ่อแม่ของหนูดีใจมาก เพราะจริงๆแล้วพวกท่านก็ตั้งใจจะทำงาน หาเงิน ส่งให้หนูเรียนจนกระทั่งจบปริญญาตรีให้ได้ ทว่า ด้วยรายได้ของเกษตรกรและอาชีพรับจ้างทั่วไปที่ไม่แน่นอน ท่านก็เกรงว่าจะส่งหนูเรียนไม่ไหว แต่พอได้รับทุนการศึกษาจากในหลวงรัชกาลที่ 10 มา ทุนนี้จึงมาช่วยแบ่งบาภาระของพ่อแม่ได้อย่างมาก”
“หลังจากได้เป็น นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. หนูต้องไปเข้า “ค่ายสานฝัน” เพื่อฝึกฝนระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ในแบบทหารด้วยค่ะ ซึ่งการเข้าค่ายนี้ แม้จะหนักและเคร่งครัดมาก แต่หนูมองว่าการเข้าค่ายครั้งนี้จะช่วยฝึกฝนให้หนูเข้มแข็ง มีความแน่วแน่ มุ่งมั่น ตั้งใจ ในการเรียนมากขึ้นอีก”
“และยังมาย้ำด้วยว่า เมื่อหนูได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนฯของในหลวงรัชกาลที่ 10 แล้ว ก็ต้องมุ่งมั่นเรียนให้จบปริญญาตรีอย่างที่ตั้งใจให้ได้ เพื่อออกมาเป็นนักวิชาการเกษตร สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้”
คุณครูแนะแนว ผู้สืบสานพระราชปณิธาน “คัดเลือก” ผู้เหมาะสมจะได้รับ ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ.
คุณครูแนะแนว คือ อีกหนึ่งบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้ที่ทำหน้าที่ “คัดเลือก” นักเรียน ที่มีความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ และเสนอชื่อเพื่อให้พิจารณาในการรับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นี้
กานติมา ศรีทิพย์ ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ และ ครูแนะแนวประจำโรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ได้มาเป็นตัวแทนบอกเล่าภารกิจสำคัญที่เธอภาคภูมิใจ นอกเหนือจากการเป็นครู นั่นคือการเป็นผู้คัดเลือกนักเรียนที่เหมาะสมจะได้รับทุนการศึกษา ม.ท.ศ. ที่เธอรับหน้าที่นี้มาแล้ว 6 ปี ติดต่อกัน
“ในช่วงปีแรกๆที่ครูมารับหน้าที่คัดเลือกและเสนอชื่อนักเรียนที่เหมาะสมจะได้รับทุนการศึกษา ม.ท.ศ. นี้ ได้รับหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้พิจารณานักเรียนที่เหมาะสมจะได้รับทุนการศึกษานี้ โดยมุ่งเน้นที่ 2 ปัจจัยหลัก คือ เป็นเด็กที่เรียนดีและขาดแคลน ทว่า ตั้งแต่รุ่นที่ 9 เป็นต้นไป ก็มีอีก 2 หลักเกษณ์ ที่สำคัญไปไม่น้อยกว่าหลักเกณฑ์พิจารณาตั้งต้นนี้ นั่นคือ ต้องเป็นเด็กนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นและมีเป้าหมายในชีวิตด้วย”

“โดยในมุมมองของครูแนะแนว ภารกิจนี้ถือว่าทั้งท้าทายและภาคภูมิใจมากในชีวิตของครู เพราะเหมือนครูมีหน้าที่ทั้งคัดเลือก เสนอชื่อ และยังมีโอกาสได้ถวายการรับใช้องค์ในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วยการดูแลนักเรียนทุนฯให้พระองค์ท่านด้วย”
“ที่ผ่านมา จากการดูแลเด็กนักเรียนทุนมาแล้วถึง 6 รุ่น ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นี้ เปลี่ยนชีวิตนักเรียน และช่วยแบ่งเบาภาระทางครอบครัวของเด็กเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนได้มากมายมหาศาล”
“เพราะเราดูแลและรู้จักเด็กนักเรียนทุนทุกรุ่นมาตั้งแต่เขายังไม่ได้รับทุนฯ จนได้รับทุนฯ เด็กทุกคนก็มักจะบอกตรงกันว่า ถ้าเขาไม่ได้รับรับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นี้ ก็ไม่มีทางได้เรียนต่ออย่างที่พวกเขาตั้งใจ ด้วยเหตุผลความขัดสนของครอบครัว ขณะที่ นักเรียนทุนฯ ก็พูดเหมือนกันว่า หลังจากได้รับทุนการศึกษานี้ เขาก็มีชีวิตที่ “เกินความคาดหมาย” ไปมากมายนัก”
โครงการในพระราชดำริ ในหลวง รัชกาลที่ 10 พระมหากรุณาธิคุณหลั่งรินถึงปวงชนชาวไทย
สืบสานแนวพระราชดำริ ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงพลิกฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้ชาวหนองอึ่ง ยโสธร












