เคยสงสัยไหมว่า สิงคโปร์ ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ ใช้นโยบายหรือยุทธศาสตร์อะไร จึงสามารถบริหาร ‘พื้นที่ที่จำกัดมากๆ’ จนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังสามารถพัฒนาบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก
แม้ตัวเลข GDP สิงคโปร์ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 หดตัวลงมากที่สุดถึง 41.2% จากไตรมาสแรกที่หดตัวเพียง 0.7% แต่ไม่ว่า GDP จะดำดิ่งลงมากเพียงใด เชื่อว่าหลายประเทศก็ยังเห็น สิงคโปร์ เป็นเสือที่รอวันฟื้นตัว และเมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤตก็กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง
มีข้อมูลน่าสนใจจากงานเสวนา Singapore’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของสิงคโปร์ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งมี ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร นักวิจัยจากสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) และอาจารย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist แห่ง Sea Group มาฉายภาพพร้อมวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ในเวลาไม่นาน โดยมี อาจารย์ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ หัวหน้า Foresight & Futures Lab สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา และ SALIKA นำมาสรุปไว้ในบทความนี้
ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ในภาพกว้าง โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร
เรื่องพื้นฐาน : การศึกษา สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย
เรื่องเศรษฐกิจ : แสวงหาจุดเติบโตใหม่ในแต่ละยุค
เรื่องเมือง : การบริการจัดการพื้นที่
โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้ Concept Plan มองอนาคตถึง 50 ปี เพื่อทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่ยั่งยืน และ Master Plan มองอนาคต 10-15 ปี เพื่อพัฒนาความเจริญให้สิงคโปร์เป็น Smart Nation อย่างแท้จริง
ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปลาเล็กก็กินกุ้งตัวเล็กๆ สิงคโปร์ซึ่งเป็นกุ้งตัวเล็กจึงต้องมีพิษสง”
ดร.อาร์มอธิบายประโยคดังกล่าวซึ่งบ่งบอกถึงแนวคิดของอดีตผู้นำ ลี กวน ยู ว่าสิงคโปร์จะต้องมีทีเด็ดที่สามารถผูกสิงคโปร์เข้ากับโลกได้ ไม่ว่าภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจการค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิงคโปร์ก็จะวางตำแหน่งตัวเองให้เหมาะสมกับบริบทนั้นๆ
ด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำสิงคโปร์จึงกำหนดแผนพัฒนาทักษะให้บุคลากรของชาติตลอดเวลา ส่งผลให้การศึกษาสายอาชีวะชั้นเลิศ ผลิตช่างเทคนิคคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงาน ทั้งยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ผลิตบัณฑิตเพื่อการทำงานในระดับสากล
ขณะเดียวกัน รัฐใส่ใจแทบทุกด้านของชีวิต ทั้งด้านสวัสดิการ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย จัดสรรให้คนอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีในพื้นที่จำกัด (ตรงข้ามกับฮ่องกง) ภายใต้การทำงานของแต่ละกระทรวงที่มีแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาต่างกันออกไป
สิ่งที่ต้องมี-ต้องเป็น เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
สิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านจัดการที่อยู่อาศัย มีการปฏิรูปที่ดิน กระจายความเจริญเป็นโซนๆ เพื่อช่วยลดความแออัด สนับสนุนการขนส่งมวลชนสาธารณะ
รวมทั้งต้องมีเอกลักษณ์ มีจิตวิญญาณของเมือง ผ่านการอนุรักษ์โบราณสถาน อาคารเก่าแก่ งานศิลปะ ต้องเป็นเมืองแห่งความสนุกสนาน (Play Options) ผู้คนมีเวลาว่างสำหรับทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย และ ต้องมีห้องทดลอง (Living Labs) ซึ่งเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโครงการทดสอบแผงโซลาร์ขนาดใหญ่ โซลูชันส์ทดลองการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ
สิงคโปร์ ประเทศเล็กแต่มองภาพอนาคตแบบ Global Vision
ความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะสิงคโปร์มีแนวทางการลงทุนพัฒนาเมืองดังภาพด้านล่างนี้

สิงคโปร์ มีวิสัยทัศน์ที่เชื่อมโยงทุกระดับ ทั้งการเป็น เมือง (City) การเป็น ประเทศ (Country) และตั้งเป้าที่จะ เชื่อมโยงกับโลก (Global Vision) โดยปี 1991 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาโครงสร้างต่างๆ และกำหนดสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไว้มากมาย
ปี 1995 สิงคโปร์ตั้งเป้าพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยกำหนดยุทธศาสตร์ Manufacturing 2000 Program ผลักดันให้สิงคโปร์เป็นตลาดของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย มาสู่ปี 2001 เป็นปีที่สิงคโปร์ใช้ยุทธศาสตร์ Remaking Singapore เพื่อก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ โดยมุ่งให้ความสำคัญเรื่อง Branding การสร้างชื่อเสียง โฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศสิงคโปร์ออกไปในระดับโลก นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มความหลากหลายในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อกระจายความเสี่ยงในโลกที่ไม่แน่นอน
มองยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจใหม่ ผ่านสายตา ดร.สันติธาร เสถียรไทย
ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist แห่ง Sea Group มาเล่ายุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ให้ฟังว่า สิงคโปร์มีหลากแผน หลายยุทธศาสตร์ ที่ผนวกรวมกันได้ด้วยคีย์เวิร์ด Smart Nation และมีความต้องการปักธงด้านดิจิทัลในเวทีโลก ดังนี้

เรื่องของเมืองสตาร์ทอัพ สิงคโปร์ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ 6-7 ปีก่อน และทำได้จริงจนมี 4-5 ยูนิคอร์น (บริษัทที่ยังไม่จดทะเบียน) เกิดขึ้นในอาเซียน โดยให้บริษัทเจ๋งๆ มาตั้งบริษัทเพื่อเชื่อมสิงคโปร์กับโลก
เรื่องการเป็นฟินเทคโลก จากบุญเก่าที่สิงคโปร์เป็น Global Financial Hub มีการจัดงานฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลกทุกปี และมุ่งเป็น FinTech Hub ของโลก และในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์จะทำ Green Finance ตั้งเป้าระดมทุนเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม
เรื่อง AI และ Data สิงคโปร์มี Data Governance ดังเช่นหลายประเทศ ต้องให้สามารถการใช้งานอย่างเหมาะสม ให้เข้าใจง่าย เหมาะสม ทั้งในเรื่องการแพทย์ การศึกษา พา SMEs เข้าสู่โลกดิจิทัล โดยมีแนวทาง Digital Government เช่น GovTech ที่มีความก้าวหน้า สามารถพัฒนาบลูทูธเทคที่ออกมาในช่วงโควิด-19 จากนั้นให้คนนำ OpenCode, OpenData ไปพัฒนาต่อได้
เรื่อง Digital Readiness เนื่องจากการก้าวสู่สังคมดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และทุกๆ อย่างกำลังมุ่งสู่เทคโนโลยีดิจิทัล รัฐจึงต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงดิจิทัลมากที่สุด ร่วมกับการสร้างความพร้อมด้านดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้น
อะไรบ้างที่เปลี่ยนไปเพราะได้รับผลกระทบจากโรคระบาด
ถูกเร่งเข้าสู่เทรนด์ดิจิทัล รัฐจึงจัดสรรเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเอสเอ็มอีเข้าสู่เทรนด์ดิจิทัล
ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกาภิวัตน์ เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปและปัญหาที่เกิดขึ้นก็แตกต่างจากเดิม เช่น สงครามการค้าในเวทีโลก ส่งผลให้สิงคโปร์ตกที่นั่งลำบากไปด้วยและต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ
ต้องใช้ระบบออโตเมชั่นเข้ามาช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น จ้างคนน้อยลง รัฐจึงจัดตั้ง Job Taskforce ขึ้นเพื่อลดความกังวล และให้คนสิงคโปร์มาเพิ่มทักษะ (reskill, upskill) สามารถเปลี่ยนหรือพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาต่อไปได้
ต้องใส่ใจกลุ่มเปราะบางมากขึ้น โดยสร้างฐานหรือมาตรการไว้รองรับคนในสังคม ทั้งวัยทำงานที่อยู่นอกระบบ ผู้สูงอายุ ไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Key Takeaway : ให้ตั้งต้นที่คำว่า ‘ศูนย์กลางของภูมิภาค’ และก้าวสู่ ‘ศูนย์กลางของโลก’
สิงคโปร์ ปักหมุดมายด์เซ็ตให้ประเทศเป็น ศูนย์กลางของภูมิภาค (Regional Hub) แต่หากมีศักยภาพโดดเด่นด้านใดก็ตั้งเป้าสู่การเป็น ฮับระดับโลก (Global Hub) และด้วยความคิดที่อยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา สิงคโปร์จึงต้องการ พัฒนาคนเพื่อให้พร้อมรองรับอนาคต (Future Ready) อยู่เสมอ ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติในปัจจุบัน ดร.สันติธารบอกว่า จะเห็น เอกชนหลายราย เข้ามาร่วมงานกับภาครัฐในการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์ยังมี ไดนามิก พร้อมตั้งรับขยับปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เช่น การจัดตั้ง สภาเศรษฐกิจแห่งอนาคต เพื่อคาดการณ์ผลของกิจกรรมหรือการดำเนินงานในอนาคต แต่เมื่อเจอโควิด-19 ก็จัดตั้งทีมพิเศษ Emerging Stronger Taskforce ขึ้นมาใหม่ เพื่อดูว่าแผนการต่างๆ ที่จะทำในอนาคตนั้นเวิร์กไหม

ดร.สันติธารยังเผยประเด็นปัญหาของสิงคโปร์และแนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้
แก้ปัญหาเรื่องขนาดประเทศ
สิงคโปร์ ปักหมุดเชื่อม สิงคโปร์สู่โลก ผ่านการส่งออก และ โลกสู่สิงคโปร์ ตามแนวคิด Global Vision ด้วยการสร้างสตาร์ทอัพ สร้างระบบนิเวศที่ดีที่สุดในโลกเพื่อให้คนเข้ามาตั้งบริษัท ดึงคนเก่งเข้ามามากๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็จะช่วยสร้างงานให้ชาวสิงคโปร์อีกทอดหนึ่ง
แก้ปัญหาด้านการขาดความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น
เพราะสิงคโปร์มีรูปแบบปฏิบัติของประเทศอย่างชัดเจน (ตรงข้ามกับไทย) อย่างที่ผ่านมา การศึกษาในสิงคโปร์จะแบ่งคนเก่งกับไม่เก่งออกจากกัน คนเก่งจึงอยู่ด้วยกันตลอด รัฐจึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนรูปแบบการแบ่งผู้เรียนให้ผสมผสานทั้งเด็กเก่งและไม่เก่ง เพื่อการปรับตัว เพื่อสร้างความหลากหลาย
แก้ปัญหาด้านบทบาทภาครัฐ
รัฐต้องการให้เด็กเก่งกระจายไปทำงานในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับชาติอื่นๆ ฝึกคิดนอกกรอบ แต่คนเก่งๆ กลับอยากทำงานในหน่วยงานภาครัฐ เพราะรัฐมีความมั่นคง มีแผนการ มีเป้าหมายชัดเจน คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จึงติดอยู่ในกรอบ แต่ยุคนี้ โลกต้องการคนคิดนอกกรอบ ต้องการความหลากหลาย รัฐจึงเปิดโอกาสให้เอกชนนำเสนอสิ่งใหม่ๆ แก่ภาครัฐมากขึ้น (bottom up)
ดร.สันติธารปิดท้ายด้วยการกล่าวถึง ‘การวางยุทธศาสตร์ประเทศ’ ว่า ความหมายของคำคำนี้สามารถเปลี่ยนได้ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำว่า Plan หรือ Strategy แต่ประเด็นสำคัญของการวางยุทธศาสตร์อยู่ตรง ‘กระบวนการ’ ที่ต้องมี ‘ความยืดหยุ่น’ ต้องคำนึงถึง ‘อนาคตว่าเกิดอะไรได้บ้าง มีการวางฉากทัศน์ว่าจะเกิดได้กี่รูปแบบ’ และหลังจากนั้นต้องประเมินว่า โลกเป็นไปอย่างที่เราคิดหรือไม่
ที่มา :
- งานเสวนาออนไลน์ Singapore’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของสิงคโปร์ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
- Singapore Slumps Into Recession With Record 41.2% GDP Plunge
ย้อนอ่านบทความเกี่ยวกับ Sea Group และคำว่า Unicorn
Sea ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพที่เชื่อม Garena – Shopee – Airpay เพื่อโตไปกับเศรษฐกิจดิจิทัล
เจาะอาณาจักร Gojek จากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 20 คน สู่ Decacorn ธุรกิจแสนล้านบาท!
Startup 101 : อ่านแล้วได้ ‘ศัพท์’ เข้าใจแวดวง ‘สตาร์ทอัพ’ ไวขึ้น














