“ในความคิดของผม ผมเชื่อว่าสื่อทีวีก็ไม่มีวันตาย และจะอยู่ต่อไปได้อีกนานด้วย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด เกริ่นชัดเจนเพื่อเริ่มต้นบทสนทนากับ เพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ในเสวนาออนไลน์ CEO Talk พลิกวิกฤต EP19 “ผ่าทางตันธุรกิจทีวี” พร้อมนำเสนออีกหลายมุมมอง เพื่อมาตอบคำถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่า “ทีวีกำลังจะตายเพราะสื่อออนไลน์จริงหรือไม่ อย่างไร?”
ทำไมในความคิดของ ‘ถกลเกียรติ วีรวรรณ’ ถึงมองว่า ทีวีจะยังไม่ตายเพราะสื่อออนไลน์
เหตุผลแรกที่ บอสใหญ่แห่ง ช่อง วัน สามสิบเอ็ด ให้เพื่อสนับสนุนคำตอบของเขา ที่ยังคงมองเห็นหนทางสดใสของธุรกิจทีวี ในยุคที่สื่ออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นนี้ คือ
“เพราะด้วยธรรมชาติของทีวี และด้วยธรรมชาติของคนดู ที่ยังมีคนต้องการเปิดทีวีเพื่อเป็นเพื่อน หรือเพื่ออัปเดตข่าว โดยไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นรายการหรือสื่อประเภทไหน”
“ขณะเดียวกัน วิธีการและเหตุผลในการเสพสื่อโซเชียลมีเดีย ก็ต่างกับวิธีการและเหตุผลในการเสพสื่อทีวี เพราะคนที่จะเสพสื่อโซเชียลมีเดียอะไร ที่ตนสนใจต้องเจาะจงคลิกเข้าไป ซึ่งวิธีนี้เป็นหลักการที่เป็นไปในทางเดียวกับการเสพสื่อแมกกาซีนหรือสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่า”
“เมื่อเทียบกับการเสพสื่อทีวี ที่พฤติกรรมคนดูส่วนใหญ่จะเปิดทีวีทิ้งไว้ แต่เมื่อมีรายการหรือข่าวน่าสนใจอะไรเข้าหู จนทำให้เราต้องหยุดดู ผมมองว่าปรากฎการณ์นี้ โซเชียลมีเดีย ทำไม่ได้”
“ดังนั้น สื่อทั้งสองประเภทหลักที่กล่าวถึงนี้ จึงมีความแตกต่างกันชัดเจน กับพฤติกรรมของคนเสพและไลฟ์สไตล์ของผู้เสพ”
และเขายังสื่อสารอีกว่า ที่ผ่านมา ธุรกิจสื่อบันเทิง ซึ่งธุรกิจทีวีเป็นหนึ่งในนั้น ก็เปลี่ยนไปอยู่ตลอดตามสภาพสังคมในแต่ละช่วง แน่นอนว่าช่วงหลังวิกฤตโควิด หรือ ช่วง Post-covid ก็ย่อมเป็นอีกแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมในตอนนั้นเป็นอย่างไร ต้องการเสพสื่อบันเทิงแบบไหนมากกว่า”

เคล็ดลับฉบับซีอีโอช่อง วัน สามสิบเอ็ด ทำอย่างไรจึงจะนำองค์กรให้ รอดพ้นจากการดิสรัปโดยวิกฤต
ในห้วงเวลาที่สื่อทีวีรวมถึงธุรกิจบันเทิงทุกประเภท ถูกดิสรัปทั้งจากเทคโนโลยี อย่าง สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ที่มีผลทำให้พฤติกรรมผู้รับชมสื่อเปลี่ยนแปลงไป กอปรกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ธุรกิจทุกประเภทต้องปรับตัวครั้งใหญ่นี้เอง ถกลเกียรติ วีรวรรณ กลับมองว่า สถานการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสที่สร้างช่วงเวลาแห่งการทบทวนกลยุทธ์ต่างๆ ให้กับธุรกิจของเขา
“เราต้องเปิดรับตลอดเวลา ไม่ปิดกั้น ขณะที่ตัวเราก็ต้อง balance ตนเองด้วยการมีจุดยืนที่ชัดเจน นั่นคือแนวทางที่ควรยึดในตอนนี้”
“โดยส่วนตัว ผมนิยามสถานการณ์ในช่วงวิกฤตโควิดนี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรากลับมาทบทวน ตั้งสติ และเตรียมพร้อม แม้จะเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้มากนักในการทำธุรกิจ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้แย่ อย่างธุรกิจที่ผมทำ ผมจะบอกพนักงานแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน เช่น ฝ่ายโปรดักชั่น หรือฝ่ายผลิตรายการ ละคร อาจเป็นช่วงเวลาที่คุณได้หยุด แต่คนเขียนบท เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้หยุดนะ ต้องทำงาน ต้องผลิตงานตลอด”
“ที่เล่ามานี้ ผมอยากแสดงถึงมายด์เซ็ตของตัวผมที่อยากจะสื่อสารไปยังคนทำงานทุกคนว่า ไม่ใช่ว่าพอวิกฤตเกิดขึ้น เราต้องนั่งรอความตาย เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นการทำธุรกิจมันต้องคิด ต้องทำ อย่างปัญหาที่เกิดในช่วงแรก ที่เราต้องหยุดถ่ายทำรายการ ละครไป ด้วยเหตุผลด้านมาตรการป้องกันโควิด-19 นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ทุกฝ่าย ต้องเข้าใจแบบนี้ก่อน”
“ต่อมา เราต้องคิดแล้วว่าต้องทำอะไรเพื่อเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ธุรกิจมันไปต่อได้ เพราะในช่วงเวลาแบบนี้จะไปมองในจุดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ผลกำไรมันกลับมาเท่าเดิมก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ต้องรับสภาพความเป็นจริงให้ได้ แล้วไปโฟกัสกับจุดมุ่งหมายใหม่ที่เราควรไปให้ถึง คือ ทำอย่างไรให้ไม่ขาดทุน มากกว่า”

“อย่างที่ผ่านมา กลยุทธ์ที่เราใช้เพื่อประคับประคองธุรกิจคือ ชะลอการผลิตรายการหรือละครใหม่ไว้ก่อน และจำเป็นต้องใส่ “ของเก่า” ทั้งรายการหรือละครรีรันไปก่อน แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เรตติ้งมันตก ลดลำดับลงไป ก็เป็ฯเรื่องที่ควรทำและต้องยอมรับ เพราะจุดประสงค์เราคือประคับประคองธุรกิจให้รอดไปให้ได้ก่อน”
“ในตอนนี้ ผมมองว่า ธุรกิจสื่อทีวีแทบทุกเจ้า ก็มีแนวทางรับมือกับปัญหาและช่วงเวลาวิกฤตตอนนี้ไม่ต่างกัน ช่องวันมีรีรัน ช่องอื่นก็ทำเหมือนกัน”
“ที่ผ่านมา เราต้องทำควบคู่ไปกับการคิดคำนวณเม็ดเงินที่จะเข้ามาในช่วงนี้ว่าครอบคลุม Fix course หรือค่าใช้จ่ายประจำ ที่บริษัทเรามีได้หรือไม่ สถานการณ์ตอนนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าลุ้นพอสมควร ทุกอย่าง ทุกการกระทำที่ทำลงไปอยู่บนหลักการว่า “ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด” อยู่บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง”
“ผมมองว่า เราก็แค่ต้องขยับตามจังหวะ เป็นไปตามเฟสการผ่อนปรนที่ภาครัฐเปิดให้เราด้วยซ้ำไป พอวิกฤตเริ่มคลี่คลาย ผมก็ค่อยๆ เดินหน้าถ่ายทำรายการตอนใหม่ วางแผนเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ แบบค่อยเป็นค่อยไป”
ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้เสพสื่อที่เปลี่ยนไป แล้วค่อยปรับธุรกิจผลิตสื่อให้โดนใจ
เมื่อพฤติกรรมผู้เสพสื่อยุคนี้เปลี่ยนไป ก็เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตสื่อที่ต้องศึกษาพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วค่อยวางกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนและผลิตคอนเทนต์ให้โดนใจผู้ชม นี่เป็นอีกหนึ่งมุมมองดีๆ ที่ บอย ถกลเกียรติ์ ตั้งใจสื่อสารให้ฟัง
“การจะเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป ผมมองว่าเราต้องทำความเข้าใจให้ได้ ด้วยการแบ่งแยกให้ออกระหว่าง ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟแวร์”
“ฮาร์ดแวร์ คือ เครื่องมือ ที่จะนำผู้ชมไปสู่ ซอฟแวร์ ที่เป็นตัวคอนเทนต์ โดยผมมองว่า ตัวคอนเทนต์ ที่นำเสนอ ก็ยังคงเป็นคอนเทนต์หลักๆที่มีความคล้ายกัน อย่างการเสพข่าวสาร การเสพความเคลื่อนไหว ความเป็นไปในสังคม ที่ต้องคงอยู่ไม่ว่าจะเสพด้วยช่องทางหรือดีไวซ์ไหนก็ตาม”
“ดังนั้น ถ้าเราจับพฤติกรรมตรงนี้ได้ และจับคู่ หรือ Match กันให้ถูก เราจะไปถูกทาง อย่างในเรื่องของละครโทรทัศน์ ก็ต้องแบ่งว่ามีทั้งในแบบที่ดูสดผ่านทีวีและดูสดหรือดูย้อนหลังผ่านออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบัน ครอบครัวไทย ก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เปิดทีวี และรับชมร่วมกันเป็น “จอเดียว” อยู่ คือ ไม่ว่าจะมีทีวีกี่เครื่องก็จะเปิดทีวีเพื่อดูทีวีร่วมกันจอเดียว”

“เมื่อรู้แบบนี้แล้ว คนทำคอนเทนต์ ก็ต้องวางผังรายการที่จะนำเสนอในชวงเวลา “จอเดียว” นี้ให้เหมาะสม อย่าง ละคร ก็ต้องเลือกที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัยในครอบครัว ดูพร้อมกันได้ ตามหลักการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยนั่นเอง”
“เพราะในตอนนี้ก็ยังพูดได้เต็มปากอยู่ดีว่า คนไทยก็ต้องดูละคร มันอยู่ในนิยามของ “วัฒนธรรม” ประจำชาติไปแล้ว เราคุ้นเคยกับการดูละครมาตั้งแต่เด็ก แต่แนวทางรับชมต่างหากที่เปลี่ยนไป คือ ตอนนี้เราสามารถรับชมย้อนหลังในเวลาที่เราสะดวกก็ได้”
“คราวนี้ เมื่อกลับมาที่หลักการแบ่งแยก ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟแวร์ อย่างที่กล่าวถึงตอนต้น ในการผลิตคอนเทนต์ทีวีให้ถูกใจคนดู ก็ต้องมาพิจารณาพฤติกรรมผู้ชมกันแล้วว่า คนดูทีวีในปัจจุบัน ชอบคอนเทนต์แบบไหน มองหาคอนเทนต์แบบไหนกันมากที่สุด แล้วพฤติกรรมของคนที่เลือกไปดูคอนเทนต์ออนไลน์ เป็นกลุ่มคนอายุเท่าไร แบบไหน เมื่อรู้แล้วคนทำคอนเทนต์ก็ต้องผลิตคอนเทนต์ส่งให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย หรือถูก Target”
“ผมขอเปรียบเทียบผู้ชมทั้ง 2 กลุ่มนี้ว่า อยู่คนละ Universe หรือคนละโลกหรือคนละจักรวาลกัน คนผลิตสื่อต้องมาวิเคราะห์กระทั่งว่า นักแสดงคนนี้ ถ้าแสดงละครและเผยแพร่ทางทีวี เรตติ้งถล่มทลายแน่นอน ขณะที่ นักแสดงคนเดียวกันนี้ ละครเนื้อเรื่องแบบนี้ ถ้าอยู่ในทีวี ไม่มีใครพูดถึงแน่นอน ทว่า ถ้าเอาละครเรื่องนี้ไปเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ รับรองดังแน่นอน ตรงนี้เราก็ต้องมองให้ออกโดยต้องอัปเดตฟีดแบก อัปเดตความนิยมของกลุ่มผู้ชมช่วยในการมอง”
“เพราะฉะนั้น เคล็ดลับเพิ่มเติมของธุรกิจผลิตสื่อ โดยเฉพาะในการทำสื่อในโลกออนไลน์ให้โดนใจกลุ่มผู้ชม ต้องคำนึงถึง ความ Tailor made หรือผลิตมาให้โดนผู้ชมเฉพาะกลุ่มให้ได้ ยุคนี้ถ้าใครเป็นคนดังในโลกออนไลน์ เขาก็จะมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบเขารวมตัวกันรอชมผลงานของเขาอยู่ในโลกออนไลน์ เรียกว่ามันมีความลิมิเตด หรือ ความเฉพาะ อยู่พอสมควร เราสังเกตได้ไม่ยาก”
แชร์เทคนิคการบริหารคน ที่มีความเป็นศิลปินสูง
ถึงตอนนี้ ผู้ดำเนินรายการร่วมแชร์กับบอสใหญ่ของช่องวัน สามสิบเอ็ด ว่า ที่ผ่านมา ซีอีโอหลายท่านต่างพูดตรงกันว่า วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น ทำให้เขาต้องใช้เวลามากยิ่งขึ้นในการบริหารคนในองค์กร และในฐานะซีอีโอขององค์กรผลิตสื่อ ประสบปัญหาอะไรเรื่องการบริหารคนบ้าง และมีเคล็ดลับในการบริหารคนอย่างไร
“ในบริบทเรื่องการบริหารคน ด้วยองค์กรของผมเป็นองค์กรที่ผลิตสื่อ “คน” ที่ผมต้องบริหารมีความพิเศษกว่าองค์กรอื่นตรงที่ มีความเป็น Artist หรือมีความเป็นศิลปินสูง มีความเซนซิทีฟสูงด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรนี้อยู่ได้ คือ Trust ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตัวคนทำงานก็ต้องเชื่อมั่นทั้งในตัวเขาเองและเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารด้วย”
“ถ้าถามต่อว่า Trust มาจากไหน บางครั้งก็มาจากเครดิตของเรา มาจากประสบการณ์ที่เราสะสมมา และเขาก็จะรับรู้ได้เวลาที่เราพูดคุยกับเขา”

“บ่อยครั้งมันเป็นการสื่อสารที่ตอบสนองตรงกันสองทาง คือ เวลาที่เขาพูดมาแล้วเรารู้สึกว่า เออ เนอะ เราไม่เคยคิดในมุมนี้เลย ขณะเดียวกัน ถ้าเราพูดแนะนำเขาไป แล้วเขาสื่อสารตอบกลับมาในแบบเดียวกันว่าก็ใช่ ลืมคิดในมุมนี้ไป นี่เท่ากับว่ามันมีบางอย่างที่คลิกกันในการทำงาน หรือ Somethings in Common แล้ว และเมื่อผลลัพธ์มันออกมาแบบนี้ได้ ผมว่ามันก็จะนำสู่การพัฒนาไปด้วยกันได้”
“ลึกๆ ผมเชื่อว่าคนทำงานในสาย Artist ทุกคนอยากจะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง แต่แน่นอนว่าก็มีคนในอีกแบบหนึ่ง ที่เชื่อมั่นว่า สิ่งที่ตนทำอยู่ สร้างสรรค์อยู่ มันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องปรับอะไรแล้ว อันนี้ก็จะต้องมาพิจารณากันตรงๆ ว่าแล้วผลงานที่ออกมามันดีไหม คุณภาพเป็นอย่างไร ถ้าถูกต้อง เหมาะสม โดนใจ ก็โอเค แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณภาพผลงานมันไม่ได้ แต่คนนั้นยัง “ยึดติด” อยู่ตรงนั้น ก็ต้องหาทางแก้ปรับจูนกัน”
“แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นศิลปิน ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในองค์กรของผม มันก็เป็นกลไกที่ขับเคลื่อน องค์กร Commercial art ของเรา ทีนี้มันก็อยู่ที่เราซึ่งเป็นผู้นำขององค์กรแล้วว่า จะดูแลคนทำงานที่เป็นศิลปินเหล่านี้อย่างไร ให้เขามีรายได้เลี้ยงชีพจากการทำงานสร้างสรรค์ มีพื้นที่ในการเสนอไอเดีย แสดงความคิดเห็นในการวางคอนเซปรายการ ละคร ต่างๆ”
“ขณะเดียวกัน ถ้าตอนนี้ความคิดเขาตัน เราจะมีหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจหรือ Inspiration ให้เขาอย่างไร จึงจะทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างที่ผมบอกมา ตรงนี้คือความท้าทายอย่างมาก”
ที่มา : เสวนาออนไลน์ CEO Talk พลิกวิกฤต EP19 ถกลเกียรติ วีรวรรณ “ผ่าทางตันธุรกิจทีวี” จัดโดย เพจ ห่วงใย Thai Business
รับรู้มุมมองจากซีอีโอในหลากหลายธุรกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนรับการดิสรัปชั่น
‘ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด’ กับภารกิจต่อยอด Core value มทร.ธัญบุรี ผลิตบัณฑิตนวัตกร ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
วิเชียร งามสุขเกษมศรี วิเคราะห์เมืองไทย-คนไทย และความ(ไม่)พร้อมรองรับ Factory Automation
‘สมโภชน์ อาหุนัย’ ชี้ อุตสาหกรรมพลังงานครบวงจร และการผลิต EV car มีโอกาสสดใสรออยู่หลังวิกฤตโควิด-19











