5 สัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด

ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ยังลุกลามไปทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยควบคุมได้ในระดับที่น่าพอใจ กระทั่งได้รับการจัดอันดับจาก The Global COVID-19 Index (GCI) เป็นประเทศที่ดีที่สุดในการฟื้นตัวจากโควิด-19 จากทั้งหมด 184 ประเทศ ว่ากันว่าเศรษฐกิจไทยได้ก้าวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว


โดยรายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาก่อนหน้านี้ วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 ได้เป็นผลสำเร็จ และเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงทยอยปรับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และการผลิต
โดยมี 5 สัญญาณบ่งชี้ที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ตัวเลขส่งออกดีกว่าคาดการณ์

COVID-19

แม้ว่าตัวเลขการส่งออกที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์การส่งออกเดือน มิ.ย.ปีนี้จะยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยมีมูลค่าการส่งออก 16,444 ล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 23.17%
แต่ในมุมมองของ ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลับมองว่าค่อนข้างดีกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้
โดยเฉพาะถ้าเข้าไปดูไส้ในจะเห็นว่าสินค้าส่งออกทุกตัวยกเว้น ‘ทองคำ’ มีสัญญาณดีขึ้น
รวมทั้งตลาดส่งออก เช่น สหรัฐอเมริกากลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยขยายตัว 14.5%
สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมๆแล้วถือว่าไม่ได้แย่มาก
“ตัวเลขรวมอาจดูลึกกว่าเดือนที่แล้ว (พ.ค.) เป็นเพราะทองคำ ถ้าหักทองคำออกจะหดตัวเพียง 16.8% (ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์) สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเดือนมิ.ย.ปีที่แล้วเราส่งออกทองคำค่อนข้างมากจึงทำให้ฐานสูง ถ้าดูสินค้าตัวอื่นๆ จะเห็นว่าเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นหรือหดตัวน้อยลงในทุกสินค้า” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าว พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกในระยะข้างหน้า หากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สามารถควบคุมได้ดีขึ้น ไม่เกิดการล็อกดาวน์หรือปิดประเทศในวงกว้างเหมือนช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าการส่งออกของไทยน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากนี้การส่งออกน่าจะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้น

2. ยอดตั้งบริษัทใหม่เดือน มิ.ย. พุ่ง

จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่

ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เดือน มิ.ย. 2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,731 ราย เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 37% และเทียบเดือน มิ.ย. 2562 เพิ่มขึ้น 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 14,757 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ พ.ค. 2563 เพิ่มขึ้น 53% เทียบกับ มิ.ย. 2562 ลดลง 3% โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 612 ราย คิดเป็น 11% รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 271 ราย คิดเป็น 5% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร จำนวน 188 ราย คิดเป็น 3%
“ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือน มิ.ย. 2563 เพิ่มขึ้นเนื่องจากการคลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน ทำให้มีความมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้น” นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าว

3. ดัชนีความเชื่อมั่น SME ฟื้นตัวสูงสุด

ผู้ประกอบการ SMEs

สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ประจำเดือน มิ.ย. 2563 ที่จัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ระดับ 40.9 มาอยู่ที่ระดับ 49.3 เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเข้าใกล้ค่าฐานระดับ 50 เป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าสูงที่สุดตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นต้นมา สะท้อนภาพรวมภาวะธุรกิจ SME ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเป็นผลจากการผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 3 และ 4 ทำให้สถานประกอบการเกือบทั้งหมดเริ่มเปิดกิจการได้ และเกิดความคล่องตัวในการเดินทางภายในประเทศ และสถานการณ์วิกฤตโควิด-19ในประเทศก็คลี่คลายลงอย่างมาก ทำให้ประชาชนดำเนินชีวิตและออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในทุกสาขาธุรกิจและทุกภูมิภาค ทั้งนี้สาเหตุของดัชนีความเชื่อมั่นฯเพิ่มขึ้นเนื่องจากองค์ประกอบด้านปริมาณการผลิต การค้าและบริการ คำสั่งซื้อ กำไร การลงทุน และการจ้างงาน ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.1 50.0 49.7 49.5 และ 48.4 ตามลำดับ

4. MPI ขยายตัว 2 เดือนติด

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

เช่นเดียวกับกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาเปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากเดือนก่อนร้อยละ 4.18 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่งสัญญาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวและอุตสาหกรรมไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
“การผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ร้อยละ 4.18 โดยขยายตัวจากเดือนพฤษภาคมที่ระดับ 79.68 มาอยู่ที่ระดับ 83.02 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ร้อยละ 5.48 ขยายตัวจากเดือนพฤษภาคมที่ระดับ 52.34 มาอยู่ที่ระดับ 55.21” นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว
โดยมีปัจจัยหนุนจากรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมสินค้าบริโภคที่จำเป็นตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมน้ำตาล) ที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ปลาแช่แข็ง ผักและผลไม้กระป๋อง นมผง และเบียร์ เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์รักษาโรค โดยการผ่อนคลายกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นผนวกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายนที่กลับมาขยายตัวขึ้นมาจากเดือนก่อน ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม จึงคาดการณ์ได้ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 นี้จะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว ภายใต้เงื่อนไขไม่มีการระบาดรอบ 2

5. ดัชนีครัวเรือนส่งสัญญาณบวก

ดัชนีครัวเรือน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วคือ ดัชนีครัวเรือนที่มองการครองชีพ 3 เดือนข้างหน้าดีกว่าปัจจุบันครั้งแรกรอบ 7 เดือน ซึ่งสะท้อนการผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
โดยดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในเดือนมิ.ย. 2563 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า แม้รายได้และการมีงานทำของครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือน พ.ค. 2563 แต่ในขณะเดียวกัน ครัวเรือนก็มีรายจ่าย (ไม่รวมหนี้) เพิ่มขึ้น แตกต่างจากดัชนีฯ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ที่ปรับตัวดีขึ้นจากทุกมิติการครองชีพของครัวเรือน สะท้อนมุมมองของครัวเรือนที่ผ่านจุดย่ำแย่ที่สุดไปแล้ว
อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมาตรการภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มเติม เนื่องจากสภาวะการครองชีพของครัวเรือนไทยในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้หลายมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน ซึ่งมีผลต่อมุมมองการครองชีพของครัวเรือน เช่น มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นที่กำลังจะสิ้นสุดโครงการลงในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ มาตรการเยียวยาเกษตรกร มาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นต้น จึงยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย หากผลของมาตรการเหล่านี้สิ้นสุดลง