Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.214

ทูตฯ เมืองน้ำหอมย้ำ ‘ไทย’ มีความสำคัญต่อฝรั่งเศสในฐานะประตูสู่อาเซียน/อินโด-แปซิฟิก

นายฌาก ลาปูฌ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความชื่นชมกับความสำเร็จของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และขอบคุณที่ฝ่ายไทยได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายชาวฝรั่งเศสกลับประเทศในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ยังได้แสดงความชื่นชมกับความร่วมมือระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ขยายตัวครอบคลุมอย่างรอบด้านและมีพลวัตเพิ่มขึ้นในทุกมิติในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาชีวศึกษา สาธารณสุข และความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ในโอกาสนี้เอกอัครราชทูตฯยังได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของไทยที่มีต่อฝรั่งเศสในฐานะประตู่สู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ดังจะเห็นได้จากการที่มีเอกชนฝรั่งเศสกว่า 350 บริษัทที่ลงทุนในไทยในปัจจุบัน และการที่ไทยเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวฝรั่งเศสที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ในเอเชีย รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Agence française de développement-AFD) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (Institut de recherché pour le développement-IRD) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นและยั่งยืนสืบไปด้วย โดยความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ครบรอบ 160 ปี เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา

ปรับ ครม. ไม่กระทบ ‘อีอีซี’ จีน-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ลุยลงทุนต่อเนื่อง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้ว่าการยื่นขอการลงทุนในอีอีซีจะลดลงในช่วงเมษายน-มิถุนายน 2563 เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่คาดว่าจากนี้เป็นต้นไปยอดการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเพราะยังมีนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานลงทุนสืบเนื่องจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ โดยนักลงทุน 3 อันดับแรกของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้ให้ความสำคัญขับเคลื่อนการลงทุนในไทย และในพื้นที่อีอีซีผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสําคัญในอีอีซีมีความคืบหน้าไปมาก โดยมีสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นผู้ติดตามความก้าวหน้าการดําเนินงาน โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสําคัญได้ลงนามกับคู่สัญญาไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเดินหน้าต่อเนื่องอย่างไม่ต้องมีข้อกังวลใดๆ รวมถึงการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็ยังขับเคลื่อนอีอีซีเดินหน้าเหมือนเดิม

‘ชาญศิลป์’ มั่นใจการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูธุรกิจคัมแบ็คได้ภายใน 3-5 ปี

การบินไทย
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการบินไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนรวมถึงกรมบังคับคดี เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ได้มากที่สุด สำหรับการนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 ส.ค. 2563 พร้อมการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อนำเสนอต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งในวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางจะพิจารณาคำสั่งสำคัญ 2 ประเด็นคือ การบินไทยสมควรได้รับการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และ สมควรแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนที่การบินไทยเสนอให้เป็นผู้ทำแผนของการบินไทยหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการเจรจาหารือกับเจ้าหนี้หลายภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหนี้เกี่ยวกับความจำเป็นในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย และเจ้าหนี้มีความมั่นใจที่จะให้การสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยต่อไป โดยเฉพาะเจ้าหนี้หุ้นกู้กว่า 2,000 รายและสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีมูลค่าหนี้รวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เห็นด้วยในการฟื้นฟูซึ่งดีกว่าล้มละลายแน่นอน เพราะยังมีโอกาสสร้างเงินหมุนเวียนให้ธุรกิจดำเนินได้ต่อไป ถ้าเจ้าหนี้ 1 ใน3 เห็นด้วยก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้ มั่นใจว่าการบินไทยจะฟื้นธุรกิจกลับมาได้ภายใน 3-5 ปี เนื่องจากมีจุดแข็งเป็นสายการบินที่ดี มีบริการที่ดี แบรนด์ยังแข็งแกร่ง มีบุคลากรที่เก่ง เพียงแต่ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ วิธีคิด กระบวนการทำงานและธรรมาภิบาลในองค์กรเพื่อกลับมารุ่งเรือง เชื่อว่าทุกคนยังรักการบินไทยและเห็นว่าเป็นสมบัติของประเทศที่ต้องรักษาไว้

‘ระยอง’ เร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยวเดินหน้าจัดกิจกรรม “Happy Bike ไร้โควิด 2020”

หลังจากที่ระยองเจอพิษทหารอียิปต์ทำป่วน จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระยอง ล่าสุดได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวภายใต้ชื่อ “Happy Bike ไร้โควิด 2020” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง โดยเน้นการจัดกิจกรรมรูปแบบวิถีใหม่สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่าจัดขึ้นในรูปแบบ New Normal และดำเนินการตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐาน SHA เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาร่วมกิจกรรมและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ชุมชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยองที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้กลับมาฟื้นตัวคึกคักอีกครั้ง “เราจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย เดินทางมาเที่ยวจังหวัดระยองกันเยอะๆ เพราะที่นี่สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีโควิด 2019 แต่อย่างใด และเรามาวันนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน ถือเป็นการยืนยันได้ดีที่สุด” สำหรับกิจกรรมการปั่นจักรยานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน แบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทละ 300 คน โดยประเภทที่ 1 การปั่นจักรยานท่องเที่ยว “ตามประแส” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานชมทัศนียภาพที่สวยงามของตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ประเภทที่ 2 การปั่นจักรยาน “TEAM TOGETHER” ในวันที่ 2 สิงหาคม 2563 เป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานทางไกลแบบไปด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน เริ่มต้นจากอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ปั่นไปตามถนนบูรพาชลทิต กระทั่งถึงจุดชมวิวเนินนางพญา จากนั้นปั่นวนกลับเส้นทางเดิม ระยะทางรวม 75 กิโลเมตร
ที่มา : กองประชาสัมพันธ์ กกท.

‘เวียดนาม’ ยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายแรก

www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัวระบุสำนักข่าวเวียดนามรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามยืนยันว่าชายเวียดนามวัย 70 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในวันศุกร์ (31 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รายแรกของประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ สำนักข่าวระบุว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวมีประวัติเป็นโรคหัวใจล้มเหลวและโรคปอดบวม พบผลทดสอบโรคโควิด-19 เป็นบวกเมื่อวันที่ 26 ก.ค. และเสียชีวิตในช่วงเช้าของวันศุกร์ (31 ก.ค.) ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ผู้ป่วยจากเมืองฮอยอันรายนี้เข้ารับการรักษาเนื่องจากมีผลวินิจฉัยโรคไตระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลดานัง ศูนย์กลางของเมืองดานัง ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดแพร่ระบาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังจากไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เกิดจากการแพร่ระบาดในชุมชนมาเป็นเวลา 3 เดือน โดยเวียดนามได้รายงานการติดเชื้อภายในประเทศจำนวนหนึ่งตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลในดานัง ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันต้นตอของการแพร่เชื้อ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามรายงานผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 รวมทั้งหมด 509 ราย เมื่อนับถึงเช้าวันศุกร์ (31 ก.ค.)