ได้อ่านบทความของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ที่แชร์ในเฟซบุ๊ก โดย ดร.สุชัชวีร์ขึ้นหัวบทความไว้ว่า ‘ถึงเวลา ไทยต้องทำ (เอง)!!’
ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยไม่เกิด? ทั้งที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทำไมคนไทยต้องซื้อฟันเทียมสุดแพงจากนอก? ทั้งที่คนไทยทุกคน วันหนึ่งต้องใช้ฟันเทียม รวมแล้วเป็นล้านซี่ แค่ส่วนประกอบ 3 ชิ้น ต้องซื้อคนอื่น ราคาแสนแพงอยู่ร่ำไป ทำไม??
และอาจารย์ก็บอกว่า ถึงเวลาที่รัฐต้องผลักดันและสนับสนุน
ประเทศไทยควรมีสินค้าสำคัญๆ ตีตราเป็นสัญชาติไทย แต่…
เพราะคนไทยเก่งมากพอที่จะทำได้ ที่จริง เรื่องนี้มีการพูดกันมากและพูดกันนานพอสมควรครับ เช่น ควรมีรถยนต์สัญชาติไทย แต่ถ้ายุคใหม่หน่อยก็ควรมี ยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicles) สัญชาติไทย หรือ application สำหรับการ chat เป็นของคนไทย
ใช่ครับ ในทางเทคนิค คนไทยอาจทำได้ทั้งหมด แต่แบรนด์ไทยจะเกิดหรือไม่เกิด ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ที่พอจะนึกออกมี 2 เหตุผลหลัก คือ เหตุผลทางธุรกิจ และ เหตุผลเรื่องกลไกภาครัฐ ซึ่งทั้ง 2 เหตุผลนี้ยังแยกได้อีกหลายประการ แต่ขอนำเสนอเฉพาะเรื่องสำคัญๆ
- เหตุผลทางธุรกิจ
1. ต้นทุนต่อหน่วย ถ้าสิ่งที่แบรนด์ไทยทำ ไม่ใช่คนแรกและไม่มีอะไรที่ดีกว่าแบรนด์ซึ่งมีอยู่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ หากจะแข่งกับแบรนด์เก่าโดยตรง สิ่งที่ต้องเผชิญตั้งแต่เริ่มต้นคือ ต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับขนาดของตลาด ด้วยตลาดที่เล็กกว่ามากในช่วงเริ่มต้น จะมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าแบรนด์เก่ามาก (เทียบสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกัน)
ถ้าจะให้เกิด เราจะต้องมีแต้มต่อ เช่น ต้องมีตลาดที่ยอมซื้อในราคาที่สูงกว่าที่คนอื่นซื้อแบรนด์เก่า ซึ่งวิธีนี้ เกาหลีใต้ใช้ในการอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์ของตน โดยการใช้ ภาษีนำเข้า ทำให้รถจากประเทศอื่นราคาสูงกว่ารถที่บริษัทเกาหลีใต้ผลิตเอง แต่วิธีนี้ใช้ได้ยากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศเล็กอย่างไทย ที่อาจถูก WTO แบนเอาง่ายๆ

อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือ รัฐบาลออกกฎให้หน่วยงานรัฐซื้อแบรนด์ไทย ซึ่งกรณีนี้จะมีปัญหาสองอย่าง อย่างแรก จะถูกกล่าวหาจากคนในภาครัฐเอง สื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยว่า เอื้อเอกชน และถูกกล่าวหาจากเอกชนคู่แข่งที่ไม่ได้ประโยชน์ว่า เอื้อพวกพ้อง และอย่างที่สอง จะถูกต่อต้านจากบุคลากรในภาครัฐที่คุ้นเคยกับแบรนด์เก่า
2. ความเชื่อมั่นในแบรนด์เก่าของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภค (แม้แต่บุคลากรภาครัฐ) ให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์เก่า การที่จะเปลี่ยนมาเป็นแบรนด์ใหม่ต้องใช้ต้นทุนในการเปลี่ยนผู้บริโภคพอสมควร ดังนั้น ทุนเล็กๆ จะไปต่อได้ยาก ถึงมีก็อาจจะมีน้อย และต้องเข็นกันหนักมาก โดยคนที่ควรจะเป็นคนเข็นที่สำคัญคือ ภาครัฐ แต่ก็ติดข้อจำกัดอย่างที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น
กรณีของ application จีนใช้วิธีหักด้ามพร้า โดยการห้ามใช้ application ของฝั่งตะวันตกหรือของบางประเทศไปเลย เพื่อให้ application ที่บริษัทในจีนสร้างขึ้นได้แจ้งเกิด จีนทำได้เพราะรัฐบาลจีนมีอำนาจเต็มที่ทั้งในประเทศตัวเองและไม่ต้องกลัวใครในเวทีโลก ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก
อีกทั้งยังสนับสนุนด้านการเงินโดยตรง แต่รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเต็มที่ในประเทศตัวเองเหมือนรัฐบาลจีน และไม่มีอำนาจใดๆ ในตลาดโลก แถมยังติดข้อจำกัดและกรอบวิธีคิดเรื่องการเอื้อเอกชนตามที่กล่าวไว้อีกด้วย
ถ้าไม่ต้องอาศัยทั้งสองเรื่องนี้ และแม้ต้นทุนต่อหน่วยจะสูง ผู้บริโภคยังไม่เชื่อมั่น และรัฐบาลไม่สามารถเข้ามาช่วยได้แบบจีน ก็น่าจะต้อง จับตลาดล่างที่มีกำลังซื้อต่ำ เพราะในตลาดนี้ไม่ต้องผลิตสินค้าคุณภาพสูงเหมือนแบรนด์เก่า เอาแค่พอใช้ได้ แต่ราคาต่ำกว่าแบรนด์เก่าจนน่าสนใจมากพอที่คนจะยอมแลกเงินกับสินค้าที่มีคุณภาพน้อยกว่า
เหตุผลเรื่องข้อจำกัดและกรอบวิธีคิดของภาครัฐ
ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ข้อจำกัด แก้ได้ ถ้าวิธีคิดถูกแก้
สิ่งที่สำคัญกว่าข้อจำกัดข้างต้นคือ วิธีคิดของคนในประเทศ ทั้งภาครัฐ ประชาชน และธุรกิจที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง
วิธีคิดที่เป็นอุปสรรคก็เช่น เงินหลวง ให้ธุรกิจเอกชนไม่ได้ (แต่ให้ประชาชนได้) ทำให้ไม่สามารถส่งผ่านเงินสนับสนุนการวิจัยไปให้เอกชนได้อย่างแพร่หลาย (ถ้าจะให้ ก็ทำได้จำกัดภายใต้กฎหมายเฉพาะ) และถ้าเอกชนจะมารับงานวิจัย ก็ต้องพ่วงเข้ามากับหน่วยงานของรัฐ ทั้งๆ ที่เงินหลวงที่ว่านี้ก็คือ เงินที่ได้จากภาษีของธุรกิจและประชาชน
ขณะเดียวกัน ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือพัฒนาได้เร็ว ภาครัฐจะส่งงบวิจัยให้แก่ภาคเอกชนในรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ เช่น NASA เชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบส่วนต่างๆ ของจรวด และที่เห็นได้ชัดคือ ถ้าเราดูข่าววิกฤตโควิดตอนนี้ ความก้าวหน้าด้านการวิจัยยาในต่างประเทศจะอยู่กับบริษัทเอกชนเป็นหลัก ในขณะที่ความก้าวหน้าด้านการวิจัยยาบ้านในเรา…อยู่กับรัฐ

พ่อค้า ธุรกิจเอกชน ถูกมองว่าเป็นคนที่มาเอาเปรียบ หวังแต่ผลประโยชน์ คบไม่ได้ เวลาภาคเอกชนเข้ามาเสนอความคิดดีๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง แต่เข้ามาในรูปของธุรกิจก็จะถูกปัดตกไป โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งที่จะได้จากข้อเสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าหรือไม่
ภาครัฐต้องไม่เอื้อเอกชน เอื้อพวกพ้อง เพราะจะถูกมองว่าทุจริต
เพื่อป้องกันข้อครหาหรือถูกลงโทษว่า เอื้อเอกชนรายใดรายหนึ่ง ภาครัฐจึงตั้งกฎเกณฑ์เช่น ถ้าจะซื้ออะไรจากเอกชนต้องมีคู่เทียบอย่างน้อย 3 ราย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะสินค้าหรือบริการหลายอย่าง (เช่น application) หาคู่เทียบไม่ได้ หรือคุณภาพไม่ได้ดีเทียบเท่ากัน เนื่องจากไม่ได้ผลิตกันเป็นการทั่วไป
วิธีที่หน่วยงานภาครัฐทำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา คือ เลือกใช้บริการหรือสินค้าของหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน หรือ ใช้ของรัฐวิสาหกิจ แทนการซื้อจากเอกชนไปเลย ซึ่งวิธีการนี้ตัดโอกาสเอกชนจำนวนมากที่สร้างสินค้าหรือบริการได้ดี แต่ไม่มีคู่เทียบ
ทั้งนี้ มองว่าทรัพย์สินของภาครัฐเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ใช่สมบัติของประเทศโดยรวม (ซึ่งประกอบด้วยรัฐ ธุรกิจเอกชน ประชาชน) ทำให้เกิดข้อจำกัด 2 ด้าน
1. ธุรกิจเอกชนจะนำไปใช้ในการหาประโยชน์ไม่ได้
อย่าง ศูนย์วิจัยข้าว มีเครื่องอบข้าวขนาดใหญ่ ใช้งานเพียงแค่ 20% ของเวลาทั้งหมด แต่เวลาที่เหลือกลับไม่สามารถให้เอกชนเช่าใช้ได้ และ
2. แม้แต่รัฐเองก็นำไปทำธุรกิจไม่ได้
เช่น ห้องแล็บหุ่นยนต์ ของหน่วยงานพัฒนาทักษะอาชีพของรัฐ ใช้งานแค่ไม่เกิน 10% ของเวลาทั้งหมด ถ้าเอาหุ่นยนต์ที่มีอยู่ไปรับงานจากภาคเอกชน จะมีทั้งรายได้ อาจารย์ได้ฝึกฝีมือ เมื่ออาจารย์เก่งขึ้นนักเรียนก็เก่งขึ้น แต่ทำไม่ได้ ผิดระเบียบเพราะแนวคิดที่ว่านี้
ยาแก้โควิด เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ติดข้อจำกัดเรื่องลิขสิทธิ์งานวิจัย
สมมุติว่ามีคนคิดค้นออกมาได้ ก็จะติดปัญหาเรื่องนำออกมาขายเชิงพาณิชย์ไม่ได้ เพราะเมื่อมองว่า ยาเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ใช่ของประเทศโดยรวม ลิขสิทธิ์ยาที่คิดได้จึงเป็นของรัฐ โอนให้เอกชนไม่ได้
ครั้นรัฐจะผลิตออกมาขายเองโดยผ่านกลไกที่มีอยู่ของรัฐ เช่น องค์การเภสัช ด้วยประสิทธิภาพที่คล้ายระบบราชการจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูง สุดท้าย การสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับถูกกว่า
หน่วยงานวิจัยที่รัฐตั้งขึ้นมาจำนวนมาก รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ แม้จะคิดงานวิจัยออกมาได้ก็ติดเรื่องการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ และแม้จะพยายามคิดกลไกเพื่อให้เกิดการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ แต่ก็เป็นกลไกที่ต้องพยายามหลีกข้อกล่าวหาว่า เอาสมบัติของรัฐไปให้เอกชน ทำให้กลไกที่คิดขึ้นไม่มีประสิทธิภาพ และในที่สุดก็ไม่มีเอกชนสนใจเข้ามารับไปทำ
มองดูแล้ว รัฐคือผู้ดูแลกฎ มากกว่าเป็นผู้อำนวยความสะดวก แม้แนวคิดที่ว่า ข้าราชการ คือ ผู้อำนวยความสะดวกให้ประชาชน จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่วิธีคิดแบบคุมกฎแทนการอำนวยความสะดวกก็ยังฝังอยู่ในวิธีคิดของระบบราชการอยู่ดี
เช่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าประเทศต้องการ Nursing home จำนวนมากสำหรับคนสูงอายุ และภาครัฐไม่มีทางทำได้ทันกับความต้องการ แต่แทนที่จะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจนี้มากๆ ด้วยการเร่งผลักดันเอกชนในการพัฒนาให้ได้มาตรฐานและช่วยอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต แต่รัฐกลับทำหน้าที่หลักเป็นผู้ตรวจสอบ และกลายเป็น barrier สำคัญที่ทำให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเกิดได้ช้า
ตามตัวอย่างข้างต้นนี้ (ซึ่งถ้าทบทวนกันจริงจัง จะมีหลายเรื่องมากกว่านี้) สรุปได้คร่าวๆ ว่าเป็นกรอบวิธีคิดที่มาจากพื้นฐานที่แยก รัฐ และ เอกชน ออกจากกัน ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาได้ดีจะอยู่บนกรอบวิธีคิดว่า รัฐและเอกชนคือทีมเดียวกัน อยู่บนเรือลำเดียวกัน ประเทศเดียวกัน
และที่จริง เงินของประเทศทั้งหมดก็มาจากเอกชนเป็นคนทำ รัฐเสียอีกที่เป็นคนไปเก็บภาษีมาจากเอกชนและประชาชน แต่เมื่อเก็บมาแล้วกลับบอกว่า นี่เป็นเงินหลวง ให้เอกชนไม่ได้ แล้วก็กีดกันเอกชนไม่ให้เข้ามาร่วมพัฒนา แทนที่จะสนับสนุนให้เอกชนเติบโตมากยิ่งขึ้น
วิธีคิดดังกล่าวนี้ ภาครัฐจึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ support การเติบโตของเอกชนได้ ตรงกันข้าม หลายครั้งก็กลายเป็นผู้ต้อนเอกชนไม่ให้เติบโตเสียอีก
จะดีกว่าไหมครับ ถ้ารัฐจะเปลี่ยนวิธีคิดมาในแนวตรงข้ามกับที่เป็นอยู่?
โดยคิดว่า ถ้าเอกชนโต ในที่สุดก็จะทำให้รัฐได้ภาษีมากขึ้น และถ้ากังวลข้อกล่าวหาเรื่องเอื้อเอกชน ก็ใช้หลักวิชาการมาแสดงให้เห็นอย่างโปร่งใสว่า ถ้าช่วยให้เอกชนรายนี้ทำเรื่องนี้สำเร็จ น่าจะทำให้เกิดการจ้างงานเท่าไร ทำรายได้เข้าประเทศเท่าไร ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเท่าไร สุดท้ายรัฐได้ภาษีกลับมาเท่าไร
ทำนองเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาสร้าง BOEING ยุโรปสร้าง AIRBUS เกาหลีใต้สร้าง Samsung ญี่ปุ่นสร้าง TOYOTA, MITSUBISHI และอีกหลายแบรนด์
ถ้าทำได้ เราอาจจะพบว่าหลายอย่าง รัฐได้มากกว่าเสีย แต่ถึงแม้รัฐจะเสียมากกว่าได้ แต่ถ้าประเทศโดยรวมได้มากกว่า เราก็ควรสนับสนุนให้เอกชนรายนั้นๆ เข้ามาทำเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่องของประเทศนี้แทนภาครัฐ ซึ่งข้อจำกัดและแรงจูงใจไม่เอื้อให้ทำได้สำเร็จ

เรื่อง : ศิวะ หงษ์นภา
สิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่รวมคนเก่ง เศรษฐกิจ(รอกลับมา)แกร่ง ด้วย ‘City – Country – Global Vision’















