7 ผลงานวิจัย ยกระดับ คุณภาพชีวิตเด็กไทย ให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

คุณูปการของงานวิจัย คือ การเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นในมุมที่หลายคนอาจมองไม่เห็น โดยเฉพาะในเรื่องการดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศในแต่ละด้าน และล่าสุดได้เกิดโครงการวิจัย เพื่อศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์พัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับ คุณภาพชีวิตเด็กไทย จะมองเพียงแค่มิติมุมใดมุมหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องมองให้ครอบคลุมบริบทและความหลากหลายมิติของชีวิตเด็กไทยด้วย

โดย ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ หัวหน้าโครงการวิจัยนี้ กล่าวถึงประโยชน์ของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ว่า
“ผลการศึกษาจากงานวิจัยทั้ง 7 โครงการ จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้  การสังเคราะห์เชิงนโยบาย การสร้าง โมเดลระดับพื้นที่เพื่อช่วยในการส่งเสริมและยกระดับ คุณภาพชีวิตเด็กไทย ที่เชื่อมโยงจากบ้านสู่ระบบการศึกษาและเข้าสู่ภาคแรงงานของเยาวชนได้”

งานวิจัยชี้ชัด งบประมาณรายจ่ายภาครัฐเพื่อการพัฒนาเด็ก ในช่วงอายุ 0-3 ปี ในประเทศไทย ไม่เพียงพอ

โครงการที่หนึ่ง แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพัฒนาการเด็ก คือ ช่วงอายุ 0-3 ปี ซึ่งควรให้ความสำคัญส่งเสริมพัฒนาการในช่วงปฐมวัยมากที่สุด แต่ข้อมูลจากการศึกษาของ รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ และ ผศ.ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล นักเศรษฐศาสตร์ ในฐานะตัวแทนผู้จัดทำโครงการศึกษางบประมาณรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการแรก กลับพบว่า

“เพื่อการพัฒนาเด็กในช่วงอายุ 0-3 ปีในประเทศไทยได้เสนอรายงานการศึกษาพบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 สวัสดิการภาครัฐ ของไทยเพื่อการพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3 ปีทั้งหมดอยู่ที่ 58,508 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ร้อยละ 2.0 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 ของจีดีพี และหากคิดเป็นงบประมาณต่อคนจะพบว่าเท่ากับ 22,806 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น”

เด็กด้อยโอกาส

“เมื่อเทียบกับงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการที่จัดสรรให้เด็กที่มีอายุ 3-17 ปี ที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ที่ประมาณ 405,174 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีถึงร้อยละ 13.5 คิดเป็น 2.6 ของจีดีพี คิดเป็นงบประมาณต่อคน 34,837 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าของ การลงทุนเด็กช่วงวัย 0-3 ปี ในทุกด้านถึง 1.5 เท่า”
ผลการศึกษานี้นำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย ไว้ 6 เรื่อง ได้แก่
  • ขยายสิทธิการฝากครรภ์ของมารดาภายใต้ระบบประกันสุขภาพทั่วหน้า และให้ขยายสิทธิ์ ในการฝากครรภ์นอกพื้นที่ตามทะเบียนบ้านได้
  • ต้องมีโครงการให้เงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดู เด็กแรกเกิดแบบมีเงื่อนไขที่ผูกกับการประเมินพัฒนาการเด็กตามช่วงวัยและ โภชนาการ โดยภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 30,918 ล้านบาท
  • โครงการอาหารเช้าของเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยรัฐสนับสนุนเด็กแรกเกิดในศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มงบ 3,142 ล้านบาท กรณีพื้นที่เขตเทศบาลเพิ่มงบประมาณ 1,757 ล้านบาท
  • สนับสนุนให้มีนักโภชนาการท้องถิ่นให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก
  • เพิ่มทางเลือกในการเลี้ยงดูเด็กเล็กช่วงอายุ 1-2 ปี เช่น ขยายเกณฑ์การรับดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น
  • จัดโครงการรณรงค์การลดปริมาณการใช้ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่เกินความจำเป็นและรณรงค์การกำจัดขยะผ้าอ้อมให้ถูกต้อง

สำรวจ ‘คุณภาพชีวิตเด็กไทย’ ผ่านเกณฑ์ชี้วัดความสุขหลากมิติ

ต่อมา เป็นชุดงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ “ความสุขของเด็กไทย” ซึ่งบ่งบอกได้ดีถึง คุณภาพเด็กไทย ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังของชาติ
โครงการที่สอง มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างครอบครัวประเภทต่าง ๆ บทบาทของพ่อ และแม่กับการดูแลทางสาธารณสุขและ พัฒนาการเด็กช่วงอายุปฐมวัยในประเทศไทย โดย ผศ.ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล นักเศรษฐศาสตร์ผู้จัดทำโครงการนี้เล่าว่า

“ถ้าเด็กอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ในบ้าน อาทิ อาจจะอยู่กับญาติ หรือถูกรับมาเลี้ยง เด็กเหล่านี้จะถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังมากกว่าครัวเรือนแบบอื่น นอกจากนั้น อีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยง คือ ครัวเรือนที่แม่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย จะได้รับโอกาสการเลี้ยงดู ด้วยนมแม่น้อยกว่าเด็กในครัวเรือนอื่น แม้จะมีการควบคุมปัจจัยทุกด้านอย่างครบถ้วน”

และหากทุกครัวเรือนมีการส่งเสริมกิจกรรมให้เด็กทำ ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการอย่างชัดเจน อย่างครัวเรือนมีนิทานติดไว้ที่บ้านให้ลูกและพ่อพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เหล่านี้จะมีผลเชิงบวกต่อพัฒนาการทางพฤติกรรมที่สมวัยของเด็กอย่างเห็นได้ชัด
โครงการที่สาม คือ การศึกษาความสุขของเด็กไทยในวัยเรียน : เด็กประถมศึกษา (6-12 ปี) โดย ผศ.ยศวีร์ สายฟ้า คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนผู้จัดทำโครงการนี้ ที่เปิดเผยผลการวิจัยที่ได้ศึกษาข้อมูลจากนักเรียน ป.1-6 ทั้งในโรงเรียนรัฐและเอกชน จำนวน 3,282 คน ทั่วประเทศ พบว่าเด็กประถมมีความสุขระดับปานกลาง และ 4 ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความสุขที่เพิ่มขึ้น คือ ครอบครัว โรงเรียน โภชนาการ และการเล่น

เด็กและโซเชียลมีเดีย

“กิจวัตรประจำวันของเด็กส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง มีเวลารับประทานอาหารกลางวันไม่ถึง 15 นาที เพราะ มีกิจกรรมอื่นของโรงเรียนมาเบียดบังเวลา
ส่วนการเล่นของเด็กพบว่า ร้อยละ 98.05 ได้เล่นในแต่ละวัน แต่เป็นการเล่นกับอุปกรณ์เทคโนโลยีหรือโทรศัพท์มือถือ พูดคุย ไม่ใช่การเล่นแบบการเคลื่อนไหวร่างกาย
บางส่วนระบุด้วยว่า ชอบและมีความสุขที่ได้เล่นกับพี่น้องตนเอง เพื่อน ตามลำดับ และมีความสุขที่ครูเข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ
ส่วนการเรียนพิเศษของเด็กนั้นพบว่า เด็กประถมร้อยละ 60  เรียนพิเศษหรือติวเข้มเพื่อการสอบเข้าและสอบโอเน็ต ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบว่า เด็กป. 1 มีความสุข มากกว่า เด็ก ป.6 เพราะป.6 ต้องสอบโอเน็ตและสอบเรียนต่อ ม.1
โครงการที่สี่ ได้หยิบเอาประเด็นเรื่องการกวดวิชาในบริบทของระบบการศึกษาไทย ศตวรรษที่ 21มาศึกษา โดย ดร.ณัฏฐ์ ภูริพัฒน์สิริ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงผลการศึกษาที่พบว่าปัจจุบันการกวดวิชามีความจำเป็นต่อเด็กที่ต้องการพัฒนาความสามารถทางวิชาการในทุกระดับ ขณะที่ มีสถาบันกวดวิชาจำนวนมากที่ไม่ได้จดทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ส่วนในด้านปริมาณพบว่า เด็ก ป.6 ร้อยละ 67.02 เด็ก ม.4 ร้อยละ 52.70 กวดวิชานอกเวลาเรียนปกติ และนักเรียนที่กวดวิชามีความสามารถด้านคิดวิเคราะห์ ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กวดวิชา
และพบด้วยว่า ครูในโรงเรียนร้อยละ 35 มีรายได้อื่นนอกจากอาชีพครู โดยร้อยละ 52.05 ของครูที่มีรายได้อื่นมาจากการสอนพิเศษของโรงเรียน และร้อยละ 15.38 ของครูที่มี รายได้อื่นมาจากการเป็นติวเตอร์
สำหรับปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการกวดวิชานั้น ดร.ณัฏฐ์  พบว่าผู้ปกครองมีความคาดหวังในบุตรหลานให้มีความสามารถในการแข่งขันกับคนอื่น ขณะที่ ครูก็สอนไม่สอดคล้องกับหลักสูตรหรือมีภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอน
นอกจากนั้นยังพบว่าการวัดประเมินผลนักเรียนไม่สอดคล้องกับการเรียนการสอนจริงในห้องเรียน รวมทั้งการสอบที่มีมากเกินไป เช่น ข้อสอบโอเน็ตแก็ตแพ็ตวิชาสามัญ 9 วิชา ทำให้เด็กต้องกวดวิชาเพิ่มรวมทั้งการออกข้อสอบที่ยากและลึกเกินกว่าหลักสูตร
ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงควรคืนครูให้กับนักเรียนและควรลดการจัดสอบต่างๆ ที่ซ้ำซ้อนดังกล่าวให้เหลือเพียงข้อสอบที่เป็นแบบวัดกลางฉบับเดียวที่ได้มาตรฐาน

เด็กติดเกม

โครงการที่ห้า มาถึงโครงการที่ศึกษาเกี่ยวกับอีกหนึ่งความสุขของเด็กไทย นั่นคือ การเล่นเกม โดย รศ.ดร.วีระ ปาติยเสวี ตัวแทนผู้จัดทำโครงการการศึกษาการเล่นเกมของเด็กไทย ที่รายงานผลการศึกษาว่า

“นักเรียนที่มาจากโครงสร้างครอบครัวแบบแหว่งกลาง จะมีเวลาเล่นเกมสูงกว่านักเรียนที่มาจากโครงสร้างครอบครัวลักษณะอื่น และเพื่อนในห้องหรือพี่น้องที่บ้านเล่นเกมมีผลทำให้เด็กโดนชักจูงให้เล่นเกมได้ง่าย สำหรับการใช้เงินจ่ายไปกับเกมนั้น เด็กจะเติมเงินเพื่อซื้อของภายในเกมหรือเติมเงินอินเทอร์เน็ตตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหมื่นบาท”

ดังนั้น รศ.ดร.วีระ จึงให้ข้อเสนอแนะไว้ว่าอยากให้โรงเรียนใส่ใจในการดูแลในเรื่องการใช้มือถือที่โรงเรียนมากขึ้น ขณะที่ ภาครัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการ จัดทำเอกสารให้คำแนะนำผู้ปกครอง  การคัดกรองโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จำกัดอายุการเติมเงิน ที่สำคัญผู้ปกครองต้อง ส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับเกม และประเมินการเล่นเกมของบุตรหลานควบคู่กันไป

เด็กไทยมีความพร้อมกับ สะเต็มศึกษาแค่ไหน รู้ได้จากงานวิจัย

ที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า สะเต็มศึกษา กันอยู่บ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า การศึกษาในรูปแบบนี้สามารถตอบโจทย์การพัฒนา คุณภาพเด็กไทย ได้อย่างไร

เด็กและครอบครัว

โครงการที่หก อัครนัย ขวัญอยู่ นักวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผย 4 ปัจจัย จากผลศึกษา โครงการพัฒนาความฉลาดรู้ ด้านสะเต็มศึกษาของเด็กไทยเพื่อให้ก้าวไกลทันยุค 4.0 ว่า ปัจจัยมีผลต่อการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านสะเต็มศึกษา 4 ด้าน คือ
  • หนึ่ง ครอบครัว พบว่า ระดับสถานะทางเศรษฐกิจสังคม และระดับการศึกษาของ ผู้ปกครอง
  • สอง สุขลักษณะของเด็ก พบว่า เด็กที่มีความสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พฤติกรรมทางด้านอารมณ์ สังคม มีสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับทักษะด้านสะเต็มศึกษา
  • สาม ลักษณะของโรงเรียน พบว่า ที่ตั้ง  ขนาดโรงเรียน ชั้นเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ สะเต็มศึกษา
  • สี่ ครูผู้สอน แสดงความสนใจนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึงและกระตุ้นให้เด็กสามารถเรียนรู้ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง การพัฒนาทักษะทางสะเต็มที่ดีกว่า
และเหตุผลสำคัญที่ต้องเดินหน้าพัฒนาการเรียนการสอนแบบสะเต็มอย่างจริงจัง เพราะแม้ว่าเด็กและเยาวชนจะถูกมองว่าเป็น วัยที่มีพลังและมักเป็นความหวังให้เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมในอนาคต แต่ปัจจุบันเด็กบางกลุ่มอาจมีพฤติกรรมขาดเป้าหมายและทักษะในชีวิต ซึ่งอาจนิยามเด็กกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม NEET นั่นเอง
โดย NEET ย่อมาจากย่อของ Not in Education, Employment or Training หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า กลุ่มคนในวัยแรงงานที่ไม่อยู่ในระหว่างศึกษา ทำงาน และอบรม ซึ่งมักจะมีแนวโน้มและความเสี่ยงที่จะประบสบปัญหาในการใช้ชีวิต
ดังนั้น การแก้ปัญหาของเด็กข้างต้นนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นที่มาของโครงการวิจัยต่อไป

thai education

โครงการที่เจ็ด  ตัวแทนในการนำเสนอรายงานโครงการพัฒนาองค์ความรู้และขับเคลื่อนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนที่ ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในกิจกรรมการสะสมทุนมนุษย์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเหมาะสม โดย ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ และ ภัทรพิม ทองวั่น สรุปผลวิจัยที่ได้ว่า
“การศึกษาในครั้งนี้ มุ่งไปยังกลุ่มเยาวชนในช่วงอายุระหว่าง 15-24 ปี ในปี 2562 ที่ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม มีระดับการพัฒนาทักษะชีวิตต่ำกว่าเยาวชนอื่นๆทุกด้าน รวมถึงมีมุมมองและแนวคิดในการทำงานแตกต่างกันออกไป ซึ่งมีผลมาจากครอบครัว สภาพแวดล้อมในครอบครัว”
“โดยประสบการณ์ตรงที่บุคคลได้มีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ณ ปัจจุบันกับเพื่อน และสมาชิกในครอบครัว ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของบุคคล โดยเฉพาะในการพัฒนาทักษะชีวิต ดังนั้น เยาวชนช่วงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4 กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนกลุ่ม NEET ได้สูง”
“สำหรับการป้องกัน จึงต้องมีกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยต้องสร้างเป้าหมายในชีวิตและแนวทางการเข้าสู่เป้าหมายที่เหมาะสม สร้างความเข้าใจกับครอบครัว และสร้างโอกาสในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครัวเรือน”

โดยทำควบคู่ไปกับเน้นกิจกรรมทางสังคมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในชุมชน พัฒนาระบบที่ขยายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาโมเดลการช่วยเหลือในระดับพื้นที่โดยใช้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ รวมถึงต้องเน้นกิจกรรมเพื่อให้เกิดการสร้างแรงจูงใจที่ดี เพื่อส่งเสริมแนวทางการใช้ชีวิตและเข้าสู่ตลาดงานอย่างเหมาะสม”


ที่มา : บทความเรื่อง “เจาะลึก 7 วิจัยเด็กไทย ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง” โดย Thitiphon Yothaphan เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. วันที่ 31 กรกฎาคม 2563


แนะแนวทางปรับเปลี่ยนการศึกษาไทย ให้ก้าวไกลรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ปฏิวัติ วิชาสุขศึกษา ให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย รับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปเพราะวิกฤต

แชร์แนวคิดและการเตรียมสอนแบบ New Normal โดยครูไทยใน 3 โรงเรียน

“ครูตู้” รากฐานสำคัญ “การศึกษาทางไกล” ยุค Thailand 4.0