พักหนี้…เฟส 2 ความหวังสุดท้ายธุรกิจกลุ่มเสี่ยง

โครงการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะครบกำหนดโปรโมชั่นในเดือนกันยายน 63 นี้


คำถามคือเมื่อถึงเดือนตุลาคม 63 บรรดาลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ จะสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดหรือไม่ ในเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังเดินได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้จะมีการคลายล็อกดาวน์ แต่ดูเหมือนอารมณ์การจับจ่ายใช้สอยหรือกำลังซื้อยังมีปริมาณค่อนข้างจำกัด
แม้จะมีสัญญาณหลายตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดแล้วและกำลังเริ่มขยับกลับสู่การฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ยังเกี่ยวพันอยู่กับเศรษฐกิจโลก เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคุกคามอยู่ทั่วโลก การท่องเที่ยวและการส่งออกจึงไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่

เศรษฐกิจไทย

โครงการทราเวิล บับเบิล ที่กำหนดดีเดย์ในเดือนนี้จำเป็นต้องเลื่อนไปโดยไม่มีกำหนด นั่นหมายความว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในปีนี้จะหดหายไปมากกว่า 80%
ภาคการส่งออกที่คิดว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 แต่ผ่านไปครึ่งปีปรากฏว่าติดลบ 7.09% ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ และติดลบ 8.29% ในรูปเงินบาท คาดการณ์ว่าทั้งปี 63 อาจติบลบสูงถึง 10%
ส่งผลให้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปี 63 ใหม่เป็นติดลบ 9.4% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะติดลบเพียง 3.4%-4.9% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท
เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมาตรการล็อกดาวน์ 1.5 ล้านล้านบาท การจับจ่ายใช้สอยที่หายไป 4.8 แสนล้านบาท และ ผลกระทบจากภัยแล้งอีกราว 8 หมื่นล้านบาท

โควิด-19 เอสเอ็มอี

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือผลการสำรวจ Chamber Business Poll ธุรกิจ SME หลังวิกฤติโควิด-19 ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2563 จำนวน 800 ตัวอย่างทั่วประเทศจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีมากกว่า 3 ล้านราย พบว่า
  • ธุรกิจ 61.7% ได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด
  • รองลงมา 26.9% ได้รับผลกระทบปานกลาง
  • 11.2% ได้รับผลกระทบน้อย
  • ส่วน 0.2% ไม่ได้รับผลกระทบ
กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สุขภาพ ความงาม อัญมณีและหัตถกรรม ซึ่งหากยังไม่มีรายได้เข้ามาหรือเข้ามาน้อยมาก จะสามารถประคองกิจการไปได้อีกประมาณ 6 เดือน สูงสุดไม่เกิน 9 เดือน บางธุรกิจจะประคองกิจการไปได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ประกอบด้วย

  • ไม่เกิน 3 เดือน ได้แก่ ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์
  • ไม่เกิน 6 เดือน ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ, ธุรกิจค้าส่ง, ธุรกิจท่องเที่ยว/สันทนาการ, ธุรกิจโรงแรม/เกสต์เฮ้าส์, ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, ธุรกิจก่อสร้าง/พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
  • ไม่เกิน 9 เดือน ได้แก่ ธุรกิจสิ่งทอและแฟชั่น, ธุรกิจหัตถกรรม, ธุรกิจพลาสติกและยาง, ธุรกิจสิ่งพิมพ์, ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้, ธุรกิจค้าปลีก, ธุรกิจร้านอาหาร/ภัตตาคาร, ธุรกิจบริการด้านความงาม
นำมาสู่ข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการขยายมาตรการการพักชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนให้ไปสิ้นสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า แทนที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 63 โดยมองว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริง
รวมถึงรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเม็ดเงินตามแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจในวงเงิน 4 แสนล้านบาทและเร่งปล่อยกู้ซอฟท์โลน 5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในเดือนตุลาคมปีนี้
หากไม่มีมาตรการอะไรออกมาน่าจะเห็นการปลดคนงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 7 ล้านคน ส่งผลต่อเนื่องถึงกำลังซื้อที่ลดลง การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลจะจัดเก็บได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารสถาบันการเงินหลายแห่งมองเห็นสัญญาณนี้และเริ่มวางแผนรับมือไว้แล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การลดดอกเบี้ย ตามความสามารถของลูกค้าแต่ละราย และความรุนแรงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ซึ่งภาพเหล่านี้จะมองเห็นได้ชัดเจนหลังโครงการพักชำระหนี้สิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้

ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้การพักหนี้ก็คือการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เชื่อว่าทุกสถาบันการเงินจะเข้มงวดในการปล่อยมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากให้เกิดหนี้เสียขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
นั่นคือคำตอบว่าถ้ารัฐบาลไม่เร่งปล่อยซอฟท์โลน หรือ จัดมาตรการกระตุ้นช่วยเหลือธุรกิจกลุ่มเสี่ยง โอกาสที่ธุรกิจเหล่านี้จะเดินต่อไปได้สุดแสนจะลำบาก
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะคิดเรื่องการขอสินเชื่อใหม่ ต้องผ่านด่านแรกก่อนนั่นก็คือมาตรการต่อเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน