
เอกชนขานรับ ‘สุพัฒนพงษ์–ปรีดี’ ฟื้นเชื่อมั่นเศรษฐกิจ นักวิชาการยก ‘เอนก‘ เด่นสุด
นายสุพันธุ์ มงคลสุธีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ว่าในส่วนของทีมเศรษฐกิจคือนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน และนายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง เชื่อว่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนได้เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การทำงานในภาคเอกชนมาก่อน เชื่อว่าจะเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดยเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ดำเนินการทันทีคือการตั้งคณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนกับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ที่มีหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าร่วม เพื่อให้การแก้ปัญหาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญหาปากท้องประชาชนและการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะที่ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่านายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เหมาะสมกับการนั่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพราะเป็นนักวิชาการที่มีความสามารถและประสบการณ์สูง จึงเชื่อว่าจะสามารถผลักดันการพัฒนาคนและนวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการบูรณาการงานส่วนต่างๆในภาคการศึกษาให้ตอบโจทย์และสอดคล้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวผ่านสำนักข่าว ThaiQuote ว่ารายชื่อที่ดูจะสร้างความพอใจให้กับประชาชนและเหมาะสมที่สุดคือ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ที่ได้มานั่งดูแลการศึกษาเพราะมีความเชี่ยวชาญรอบรู้และเข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง

BOI โล่ง 6 เดือนยอดลงทุนพุ่ง 1.5 แสนล้าน ปักธง ‘อีอีซี’ กว่า 8.5 หมื่นล้าน

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) กล่าวถึง ภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปี 2563 (มกราคม-มิถุนายน) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 754 โครงการ เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 703 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 158,890 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17% ซึ่งมีมูลค่ารวม 190,330 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และในช่วงเดียวกันของปี 2562 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยื่นขอรับการส่งเสริม สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 371 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 83,140 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีการยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 52 โครงการ เพิ่มขึ้น 174% มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสถิติภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปีนี้ เป็นที่น่าสนใจว่ามีนักลงทุนรายใหม่ให้ความสนใจขอรับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ โดยพบว่าเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการใหม่ถึง 366 โครงการ คิดเป็น 49% ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มีเงินลงทุนรวม 42,520 ล้านบาท คิดเป็น 27% ของเงินลงทุนทั้งหมด นอกจากนี้ คำขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เป็นการลงทุนในพื้นที่อีอีซีจำนวนทั้งหมด 225 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,480 ล้านบาท

สสว. จับ SME บุกออนไลน์เร่งขยายช่องทางตลาด เพิ่มยอดขายใน–ต่างประเทศ
นายวีระพงศ์ มาลัย
นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง โดยการดำเนินงานที่สำคัญของ สสว ภายใต้แนวทาง สสว. CONNEXT “เชื่อมคน เชื่อมเอสเอ็มอี เชื่อมโลก” มีการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แบ่งเป็น 1.การดำเนินงานบนแพลตฟอร์มของ สสว. เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และ 2. การสนับสนุนช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการ เช่น เฟซบุคส์ อินสตาแกรม โอเอ (OA) เว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่นที่ผู้ประกอบการจัดสร้างเอง หรือผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ Shopee หรือ Lazada สำหรับตัวอย่างการดำเนินงานบนแพลตฟอร์มของ สสว เช่น “ตลาดช้อปแชท” บนแอปพลิเคชั่นไลน์โอเพ่นแช็ต โดยจับกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบสินค้าไลฟ์สไตล์ การดำเนินงานของตลาดนี้ทำให้กลุ่มของผู้ประกอบการใหม่ได้ทำการทดสอบตลาดจริง ตั้งแต่วิธีการเลือกสินค้า การจัดทำข้อมูล การโปรโมทสินค้าของตน เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมาย หรือ ตลาด กทบ สสว. ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบนแอพลิเคชั่นไลน์ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง สสว. และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าท้องถิ่น โดย สสว. จะสนับสนุนในการสร้างแพลทฟอร์มการซื้อขาย และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกสื่อภายใต้การดำเนินงานของสสว. และล่าสุดได้เพิ่มช่องทางอีคอมเมิร์ซผ่าน ตลาดมะเฟือง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมหรืออัตลักษณ์ของสมาชิกสสว. ซึ่งเป็นการส่งเสริมการขายออนไลน์เต็มรูปแบบ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 35,343 ราย สร้างรายได้ว่า 1,500 ล้านบาท

‘หัวเว่ย’ จับมือ มหา’ลัย รับรองมาตรฐานวิชาชีพ เสริมแกร่งบุคลากรไอซีทีในเอเชียแปซิฟิก
ไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหารหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิกหัวเว่ย เทคโนโลยี่ จัดงานประชุม Huawei Asia Pacific ICT Talent Forum 2020 สำรวจเทรนด์แรงงานด้านไอซีทีและกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ในงานประชุมออนไลน์ดังกล่าวซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน หัวเว่ยได้ประกาศแผนระยะยาวในการพัฒนาระบบนิเวศด้านบุคลากรไอซีทีที่ครบรอบด้าน พร้อมโครงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพใหม่เพื่อพัฒนาระบบนิเวศด้านบุคลากรไอซีที ปูทางสู่การทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลอย่างยั่งยืน ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย (Huawei Certification) เป็นประกาศนียบัตรมาตรฐานด้านบุคลากรที่ครอบคลุมการสอบรับรองความรู้ถึง 100 หัวข้อ และสาขาเทคนิค 22 สาขา ที่ผ่านมาได้ออกใบรับรองนักศึกษาและพนักงานด้านไอซีทีไปแล้วกว่า 260,000 คน รวมถึง 19,000 คนในเอเชียแปซิฟิก โครงการ Huawei ICT Academy ซึ่งเปิดตัวในปี 2556 ได้จับมือกับสถาบันการศึกษาระดับสูงกว่า 900 แห่ง เพื่อเปิดคอร์สการสอนและฝึกอบรมด้านไอซีทีให้แก่นักศึกษากว่า 45,000 คนในแต่ละปี ปัจจุบัน หัวเว่ยได้จัดตั้งโครงการความร่วมมือไอซีที อะแคเดมี่ ไปแล้ว 103 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หัวเว่ยยังได้เริ่มจัดการแข่งขันด้านไอซีทีในปี 2558 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรผ่านการแข่งขันวัดความรู้ในระดับนานาชาติ “การแข่งขันจะช่วยให้นักศึกษาได้รับการยอมรับและมีโอกาสได้ทำงานที่มีคุณค่าในองค์กรชั้นนำ” ไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหารหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิก กล่าว ขณะที่ตลาดไอซีทีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หัวเว่ยก็ได้ประกาศการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายสิบแห่งเพื่อตั้งโครงการหัวเว่ย อะแคเดมี่ ในประเทศไทย การแข่งขัน Huawei ICT Competition ครั้งแรกในประเทศไทยจัดขึ้นเมื่อปี 2561 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน ทีมผู้ชนะระดับประเทศจำนวน 3 คน ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เซินเจิ้น ประเทศจีน

ทรัมป์มั่นใจแม้ไร้หลักฐาน ชี้ ‘ระเบิดเบรุต’ เป็นการโจมตี สวนทางเพนตากอน
www.xinhuathai.comสำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นในคำกล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานของตนเอง ที่คิดว่าเหตุระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน อาจเป็น “การโจมตี” โดยไม่สนใจการประเมินเหตุการณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด “ผมว่าคงมีใครเอาพวกอุปกรณ์ระเบิดอะไรพรรค์นั้นไปวางทิ้งไว้มั้ง คงเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นอาจเป็นการโจมตี ผมว่าตอนนี้ยังไม่มีใครบอกได้” ทรัมป์กล่าว “บางคนคิดว่าเป็นการโจมตี บางคนก็ว่าไม่ใช่” ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร (4 ส.ค.) ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่าเขาได้ “พบปะกับนายพลคนสำคัญของสหรัฐฯหลายนาย ซึ่งดูจะเชื่อว่าการระเบิดในเลบานอนไม่ใช่แค่เหตุโรงงานระเบิดธรรมดา” อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯบางส่วน อาทิ มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยเอสเปอร์แถลงเมื่อวันพุธว่า “คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุตามการรายงาน” ขณะที่เพนตากอนยังคงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุระเบิดต่อไป โดยเมื่อวันอังคาร (4 ส.ค.) เกิดเหตุระเบิดใหญ่ 2 ครั้ง ในกรุงเบรุตของเลบานอน โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าแอมโมเนียมไนเตรทที่เก็บไว้ในโกดังหมายเลข 12 ที่ท่าเรือเบรุตตั้งแต่ปี 2014 อาจเป็นสาเหตุการระเบิด ด้านฮาหมัด ฮัสซัน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอน กล่าวเมื่อวันพุธว่าเหตุระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 135 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 5,000 ราย
Post Views: 1,327