ราวกว่าสี่ทศวรรษก่อน มีคนหลายกลุ่มหลายสถาบันพยายามออกแบบการสำรวจเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบ ‘อนาคตศึกษา’ เพื่อจะวางแผนรับมือกับอนาคต แต่เรื่องเหล่านี้ฮิตอยู่ไม่นานก็เงียบไป

มาถึงวันนี้โลกเข้าสู่ยุคโกลาหล กำลังเผชิญพิบัติภัยความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องรุนแรง ทำให้นึกถึงหลายคนที่เคยทำนายทายทักและศึกษาพลวัตของโลกไว้ อาทิ กูรูนักธนาคาร-นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญระดับตำนานของโลก ที่เคยเป็นประธานธนาคารกลางอเมริกายาวนานที่สุดคนหนึ่ง เขาคือ อลัน กรีนสแปน ผู้ดำรงตำแหน่งในช่วงที่ทุนนิยมโลกเติบโตและรุ่งเรืองสุดขีด ซึ่งเมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว กรีนสแปนได้บันทึกประสบการณ์ความเคลื่อนไหวของสังคมเศรษฐกิจโลกไว้อย่างน่าสนใจหลายมิติ และได้กล่าวถึงสภาพสังคมเศรษฐกิจโลกในช่วงรอยต่อศตวรรษที่ 20 กับ 21 ไว้ว่า
จะเป็นยุคแห่งความโกลาหลที่ต้องทบทวนรื้อสร้างจัดปรับเศรษฐกิจสังคมและระบบการเงินครั้งใหญ่ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างโกลาหล!
กูรูอีกคนหนึ่งที่ได้ศึกษาเรื่องอำนาจนำในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก อัลวิน ทอฟเลอร์ ผู้เสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของอำนาจนำระดับโลกแบบย่อส่วน ในผลงานหนังสือ “คลื่นลูกที่สาม”

ทอฟเลอร์ ใช้สัญญะชี้ให้เห็นอำนาจนำของโลกในกระแสที่เปลี่ยนไป โดยแบ่งการพัฒนาสังคมโลกออกเป็นยุคๆ เริ่มจากกล้ามเนื้อ เงินตรา และความรู้ ที่บ่งชี้ถึง ‘อำนาจนำ’ ซึ่งเปลี่ยนไปตามปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจในช่วงต่างๆ จนมาถึงยุคความรู้ในวันนี้ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การสื่อสาร เกิดเป็นอำนาจของความรู้ข้อมูลข่าวสารและปัญญาประดิษฐ์!
ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนรุนแรง ยากจะคาดเดาว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร? แม้มีหลายทฤษฎี-หลายแนวคิดชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครฟันธงได้ชัดว่า โลกข้างหน้าจะเป็นเช่นไร? ซึ่งความอ่อนไหวสั่นคลอน-ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นอยู่ล้วนส่งผลต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในสังคมทุกมุมโลกให้ต้องปรับตัว จากคลื่นภูมิเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ตามความผันแปรที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา!
หันมามองสังคมไทยที่วันนี้กำลังเผชิญวิกฤตการณ์หลายเรื่องและต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะผลของความเคลื่อนไหวในกระแส 4 เรื่องใหญ่ๆ

เรื่องแรก การเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่หยุดโลกทั้งใบ!
ทำให้ผู้คนต้องปรับตัว-ปรับชีวิตความเป็นอยู่ และปรับรื้อความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสังคมเกือบจะสิ้นเชิง ทุกคนต้องปรับสู่สภาพความปกติใหม่หรือ New Normal ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่คาดเดาถึงจุดหมายปลายทางยากยิ่ง!
ไม่มีความชัดเจนว่าโลกข้างหน้าจะเป็นเช่นใด?
จุดจบในวิกฤตการณ์นี้อยู่ ณ ที่ใด?
จะพบกับความสูญเสียมากน้อยเพียงใด?
มันเป็นวิกฤตการณ์ที่เสมือน “ความลับของโลก” ที่คาดหมายถึงปลายทางได้ยากยิ่ง!
เรื่องที่สอง สังคมไทยวันนี้กำลังอยู่เคลื่อนอยู่ในโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพในโลกดิจิทัล
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคการผลิต การบริการ และการบริโภค จนถึงความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ซึ่งการปรับตัวก้าวหน้าที่ต่อเนื่องเข้มข้นของเทคโนโลยี ได้เชื่อมผสานความก้าวหน้าในการสื่อสารเข้ากับพลังของข้อมูลที่เปี่ยมศักยภาพของอัลกอริทึมที่มีจักรกลยุคใหม่ผสานเข้าสู่กระบวนการผลิต การบริการ และการตอบสนองชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การปรับตัวเรียนรู้ความก้าวหน้าใหม่และการเชื่อมต่อกับสังคมแวดล้อมในภูมิทัศน์ใหม่ในระบบนิเวศของสังคมใหม่ จึงเป็นความสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัว!
เรื่องที่สาม ความเคลื่อนไหวของประชาคมโลกปัจจุบันที่อยู่ในสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างอเมริกาและจีน
กำลังส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจจากปัจจุบันสู่อนาคตอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมโดยรวมต้องปรับตัวรับกับภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป!
ด้วยการปรับสร้างตำแหน่งแห่งที่ของประเทศให้ส่งผลบวกต่อการพัฒนาสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมที่จะเผชิญทั้งวิกฤตและโอกาสจากผลของสงครามการค้า ซึ่งวันนี้ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร?
นี่คือความจริงที่ต้องเฝ้าติดตาม ทำความเข้าใจ และต้องรู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
เรื่องสุดท้าย ประเด็นความขัดแย้งระหว่างรุ่นที่คุกรุ่นอยู่ในสังคมปัจจุบัน
ดูเหมือนก่อรูปมาราว 3 ทศวรรษ จากกระบวนการถอดรื้อความคิดทางสังคมในสถาบันการศึกษา จนก่อให้เกิดขั้วความคิดระหว่างรุ่นขึ้นมา ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ดูเหมือน “คนรุ่นก่อน” แม้จะต้องการความเปลี่ยนแปลงแต่ก็ต้องการจะธำรงรักษาระบบระเบียบประเพณีทางสังคมบางส่วนไว้ ซึ่งเป็นความคิด-การหล่อหลอมกล่อมเกลาที่ติดตัวมา
โดยที่ความคิดเหล่านี้กำลังเผชิญกับการถอดรื้อจากคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล ไม่ต้องการความรุงรังของจารีตประเพณีและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบเก่าอย่างที่เคยที่เป็นมา
ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนรุ่นใหม่จะให้น้ำหนักที่ความเป็นมนุษย์ ความเป็นปัจเจกชนเฉพาะตัว ต้องการพื้นที่แห่งตัวตน-ไม่ยอมให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิมมีอิทธิพลเหนือตัวตนหรือคุกคามพื้นที่แห่งตัวตน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความขัดแย้งแฝงฝังขยายตัวรุนแรงขึ้นทุกขณะ!
กระแสความเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 เป็นเหมือนคลื่นที่กำลังถาโถมใส่สังคมที่ต้องการ ความเปลี่ยนแปลงและการจัดการใหม่ หากมีการจัดการที่ดีก็จะนำพาสังคมโดยรวมไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ แต่ถ้าผิดพลาดล้มเหลว ผลลัพธ์ที่ได้จะตรงกันข้าม และส่งผลต่อผู้คนกับสังคมหนักหนาสาหัสทีเดียว
‘ความเปลี่ยนแปลง’ จึงเป็นสิ่งที่แน่แท้ที่สุดในขณะนี้!

เรื่อง : Apichartology














