การบริหารทรัพยากรบุคคล จะเปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะวิกฤต นี่คือความเปลี่ยนแปลง 6 ด้านที่ทุกองค์กรต้องรับมือ

วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลเท่านั้น ทว่า ในส่วนขององค์กรต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบหลากหลายด้าน นอกเหนือจากการปรับรูปแบบการทำงานหรือการประกอบธุรกิจเพื่อให้สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้แล้ว การบริหารทรัพยากรบุคคล หรือการสร้างความเข้าใจระหว่างองค์กรและบุคลากรคนทำงานก็มีความยากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความเกาะเกี่ยวในเรื่องของสุขภาพและความสำเร็จขององค์กร ที่จะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้

สำหรับบริษัทที่ได้วางรากฐาน การบริหารทรัพยากรบุคคล ไว้อย่างดีแล้ว ก็อาจจะไปให้ความสนใจกับการลงทุน การเพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าให้ธุรกิจด้านต่างๆ ได้เต็มที่มากกว่าบริษัทที่มีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลไม่ดีนัก แต่ถึงอย่างไร ประเด็นเรื่องการดูแลสุขภาพ สวัสดิการสุขภาพ ของคนทำงาน ก็จะเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบของภาครัฐจะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ไป
ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่ยังคงอยู่กับทุกคน และยังไม่ได้จากไปในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน นอกเหนือจากการที่พนักงานในองค์กรจะตั้งคำถามกับบอร์ดผู้บริหารองค์กรเรื่องความมั่นคงของธุรกิจแล้ว บุคลากรเหล่านี้ยังคงมองหาปัจจัยหลักๆ ต่อไปนี้ในองค์กรที่พวกเขาทำงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายค่าจ้างว่ามีความสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลาไหม สวัสดิการพื้นฐานยังคงอยู่หรือไม่ อนาคตและความก้าวหน้าในองค์กรยังมีไหม แม้ว่าก็ต้องเผื่อใจและวางแผนว่าถ้าธุรกิจไปไม่ไหวจริงๆ จะทำอย่างไร
และต่อไปนี้ เป็นอีกหนึ่งหน้าของ การบริหารทรัพยากรบุคคล ที่บทความเรื่อง “6 ways the COVID-19 pandemic could change our approach to human capital” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ World Economic forum ได้บันทึกไว้ว่า เพราะวิกฤตครั้งนี้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 6 ด้าน ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริหารจัดการ ทุนมนุษย์ ในองค์กรไปตลอดกาล

สุขภาพและความสำเร็จขององค์กร

แฟร์ไม่แฟร์ คำถามในใจคนทำงานยุคหลังวิกฤตโควิด-19 ทุกคน

วิกฤตโควิด-19 นับว่าเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้ทุกองค์กรเร่งทบทวนอัตราค่าจ้างของบุคลากรแต่ละตำแหน่ง ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ รวมถึงเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น องค์กรต่างๆ ก็ต่างมีเหตุผลโดยชอบธรรมที่จะลดอัตราค่าจ้าง รวมไปถึงค่าจ้างพิเศษด้านอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมา เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินขององค์กรไว้
นอกจากนั้น วิกฤตครั้งนี้ยังทำให้หลายองค์กรตัดสินใจปฏิวัติรูปแบบของการบริหารจัดการแรงงาน โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าจะตัดสินใจลดความสำคัญของ พนักงานส่วนหน้า ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง ลงหรือไม่ เพราะพนักงานส่วนนี้อาจลดบทบาทลงหลังมีวิกฤตโรคระบาดนี้ เพราะไม่สามารถออกไปเจอลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาว่ากลยุทธ์การทำงานอะไรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน หรือในระยะยาวอีกด้วย
และท่ามกลางสภาวะการปรับตัวขององค์กร เพื่อทำให้องค์กร Lean ที่สุดที่กล่าวมานี้ ก็ย่อมทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มของพนักงานในองค์กร ที่มีความเสี่ยงจะแพร่กระจายไปในรูปแบบของการตั้งคำถามที่มีอคติหรือตามความเชื่อในมุมมองของพนักงาน เช่น การเพิ่มหรือลดอัตราค่าจ้างพิจารณาจากปัจจัยเรื่องเพศหรือไม่
แน่นอนว่า ประเด็นนี้มีความเสี่ยงที่จะลุกลามได้อย่างมากในช่วงวิกฤตนี้ จนอาจก่อตัวเป็นการตั้งคำถามว่า ค่าแรงที่คนทำงานได้รับนั้นยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งฝ่ายที่มีหน้าที่สร้างความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในองค์กร นั่น คือ ฝ่าย I&D หรือฝ่าย Inclusion & Diversity ที่ดูประเด็นเรื่องความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันในองค์กร โดยฝ่ายนี้จะเกิดขึ้นในบางองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมกัน ความหลากหลายของผู้คน ทั้งในเรื่องเพศ เชื้อชาติ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากนี้เป็นต้นไป ประเด็นเรื่อง ค่าจ้างแรงงานที่ยุติธรรม หรือ Fair pay นี้ จะกลายเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องให้ความสนใจ เพราะคนทำงานจะตั้งคำถามในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมาจากกระแสการลดเงินเดือนของคนทำงานที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร กอปรกับการใช้ชีวิตในยุควิกฤตที่อาจมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ทำให้คนทำงานโฟกัสกับค่าแรงที่ตนได้รับว่าต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Work at home

ถึงจะ Work at home แต่ก็ต้องทำงานอย่างมีความสุข ทั้งกายและใจ

ในยุคที่พวกเราต่างต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน และความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้คนทำงานยุคนี้มีความเปราะบางทางอารมณ์มากเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ค่าใช้จ่าย ด้วยแล้ว พวกเขาจะให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ
ขณะเดียวกัน การที่พนักงานต้องทำงานที่บ้าน หรือ Work at home กันมากขึ้น นั่นหมายถึงพวกเขาต้องเปลี่ยนไปทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดี ที่พวกเขาอาจเคยมี
ดังนั้น การที่องค์กรต้องดำเนินนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้าน ก็ใช่ว่าองค์กรจะลดภาระด้านการดูแลสุขภาพพนักงาน ให้พวกเขามีความปกติสุขในการทำงาน และมีความปลอดภัยของพวกเขา ลงไปด้วย ทว่า องค์กรทุกองค์กรควรต้องคิดรูปแบบการทำงานที่สนับสนุนให้พนักงานมีความปกติสุข มีสุขภาพกายใจที่ดี ภายใต้ระบบการทำงานแบบ Work at home ให้ได้ด้วย

ความเท่าเทียม และความหลากหลาย คือสิ่งที่ พนักงานมองหาในยุคโควิด

ช่วงเวลานี้ นับเป็นช่วงที่เหมาะสมที่บอร์ดผู้บริหารองค์กรจะคิดและทบทวนในเรื่องของนโยบายการสร้างและการยอมรับในความหลากหลายและเท่าเทียมของคนทำงาน เพราะอย่างที่เกริ่นมาข้างต้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องเปราะบางที่อาจสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในองค์กรระหว่างช่วงวิกฤตนี้ได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ สีผิว เป็นประเด็นที่ร้อนแรงอย่างมากที่เกิดขึ้นพร้อมไปกับวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่องค์กรทุกองค์กรจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการชี้แจงให้กับผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทต่างๆ ได้รู้ถึงมาตรการหรือกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกับการบริหารจัดการในประเด็นนี้ด้วย
โดยทางออกของการรับมือกับสถานการณ์นี้ คือ การใช้แนวคิดนวัตกรรมจัดการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการทำงานของคนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ต่างเพศ หรือทำงานอยู่คนละสายงานกัน ให้อยู่ร่วมกันในองค์กรอย่างมีความสุข

ความเท่าเทียมในองค์กร


การทำงานในอนาคต Future of work ที่ดีกว่าเก่า ภาพฝันที่คนทำงานทุกคนอยากเห็น

ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือไม่ก็ตาม คนทำงานทุกคนก็ต่างทำงานทุกวันด้วยความคาดหวังในความก้าวหน้าที่ไม่ต่างกัน ดังนั้น ทุกองค์กร ควรต้องวางกลยุทธ์เพื่อจูงใจให้พนักงานทุกคนมีความต้องการอยากจะพัฒนาคนเองให้มีศักยภาพโดดเด่น อยู่ในกลุ่ม Talent ขององค์กรให้ได้ เพื่อได้รับสิทธิพิเศษ รางวัลในการทำงานที่เพิ่มขึ้น
ยกตัวอย่างในช่วงที่มีการทำงานในแบบ Remote working มากขึ้น ซึ่งเป็นปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับ-ส่งงาน สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมาเจอหน้ากันเหมือนการทำงานแบบเดิม องค์กรก็ควรวางกลยุทธ์ที่จะเพิ่มศักยภาพหรือทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานออนไลน์ให้กับกลุ่มคนทำงาน
หากอ้างอิงตามรายงานของ The Harvard Business Review ได้ระบุว่า ในสภาพแวดล้อมช่วงที่เกิดโรคระบาดนี้ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการสร้างภาพ อนาคตของการทำงาน ให้คนทำงานในองค์กรได้เห็น 3 เรื่อง ต่อไปนี้
  • นวัตกรรมที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น
  • ระบบอัตโนมัติที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การแลกเปลี่ยนคนทำงานที่มีศักยภาพโดดเด่นข้ามอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญไปควบคู่กัน คือ การ Reskill และ Upskill ทั้งคนทำงาน และกลุ่ม Talents ในองค์กร เพื่อสร้างระบบ การบริหารทรัพยากรบุคคล ที่มีประสิทธิภาพ และสร้าง ทุนนมนุษย์ ในองค์กรให้พวกเขามีทักษะด้านการปรับตัว ความยืดหยุ่น และใฝ่รู้ พร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ๆตลอดเวลา ซึ่งถ้าทำได้ สิ่งที่องค์กรจะได้รับคืนกลับมาย่อมเป็น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นแน่นอน


ให้ความสำคัญกับคนทำงานในระดับ หัวหน้า Keyman ของการทำงานแบบ Work from home

ยิ่งในช่วง Work at home ทุกองค์กรยิ่งต้องพึ่งพาพนักงานในระดับหัวหน้า ที่ต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับลูกน้อง ผ่านระบบการทำงานแบบใหม่ที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ดังนั้น ในช่วงนี้ทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาบุคลากรที่ทำงานอยู่หน้าที่นี้ โดยการพยายามให้การสนับสนุน ส่งเสริม ให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ ด้วยการให้ข้อเสนอที่อาจเป็นสิทธิพิเศษ หรือเพิ่มเงินค่าจ้างขึ้น ถ้าทำงานได้ดี
ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร จำเป็นต้องวางรูปแบบการทำงาน การบริหารจัดการ และวัฒนธรรมองค์กร ที่เอื้อต่อการทำงานในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะปูทางสู่การสร้างคน บ่มเพาะความเป็นผู้นำในองค์กร เกิดพนักงานที่มีความเป็นผู้นำหน้าใหม่ ที่มีความโดดเด่นได้
และอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรควรทำ คือ การขยายนิยามและขอบเขตของ Talents ในองค์กรให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับกับการ Disrupted ที่อาจเกิดขึ้นได้กับองค์กรธุรกิจ

อะไรจะเปลี่ยนไปก็ได้ แต่วัฒนธรรมองค์กรต้องชัด คาถาใน การบริหารทรัพยากรบุคคล ยุคโควิด

จากข้อมูลล่าสุด พบว่าหลายบริษัทที่ยังคงมีผลประกอบการที่ดีในช่วงวิกฤตนี้ คือบริษัทที่ยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพนักงานทุกคนในทุกด้าน แม้อยู่ในเวลาแห่งความยากลำบากนี้ก็ตาม โดยกลยุทธ์ที่บริษํทเหล่านี้เลือกใช้ คือ การหยิบเอาใจความของพันธกิจ ปรัชญา และวัฒนธรรมองค์กรที่กำหนดไว้มาเป็นหลักในการตัดสินใจในทุกเรื่อง
และเมื่อทุกสิ่งที่กล่าวมาชัดเจน ก็ย่อมทำให้พนักงานทุกคน ทุกตำแหนง สามารถทำงานได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และลูกค้า
อย่างไรก็ดีในระยะยาว องค์กรก็ควรหันมาทบทวนว่าวัฒนธรรมองค์กรของตน สามารถนำไปสู่ความสำเร็จ และความก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยคิดพิจารณาร่วมไปกับการวางกลยุทธ์การตลาด การขับเคลื่อนองค์กรในยุคหลังวิกฤตโควิด ซึ่งถ้าได้คำตอบแล้ว ย่อมสามารถนำมาสร้างความเข้าใจกับพนักงานทุกคนในองค์กร เพื่อเดินไปพร้อมกัน นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้

ที่มา : บทความ เรื่อง ““6 ways the COVID-19 pandemic could change our approach to human capital” เผยแพร่ในเว็บไซต์ World Economic forum

ถึงอะไรจะเปลี่ยนไปเพราะวิกฤต แต่เราก็บริหารจัดการได้ ด้วยแนวทางดีๆ ต่อไปนี้

เจาะแนวคิด ตั้ง Academy ไม่ใช่แค่พัฒนาคนในองค์กร แต่ช่วยปั้นบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของชาติ

การพึ่งตนเอง คือความจำเป็นในอนาคต แต่จะทำอย่างไรเมื่อ ‘ต้นทุน’ สูงยิ่งขึ้น

เมื่อลูกอีสานคืนถิ่น เป็น เกษตรกรรุ่นใหม่ จะ ‘เฮ็ดเกษตรจังได๋’ ถึงจะเป็นอาชีพใหม่ที่ยั่งยืน

Previous articleวิเคราะห์ความสำเร็จ Liverpool มีตำนาน Boot Room อยู่เบื้องหลัง บทที่ 5 Formative Leadership ผู้สร้างบรรยากาศให้กับ Boot Room
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.223
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์