ในยุคที่ประเทศไทยให้ความสำคัญด้านการผลิตบุคลากรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ ดาวเด่นในภาคการศึกษา ที่พลิกมาได้รับความสนใจและความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม เพราะเป็นภาคส่วนที่จะผลิตกำลังคนวิชาชีพตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศได้ นั่นคือ อาชีวศึกษา ซึ่งในวันนี้ เพื่อเร่งเครื่องผลิตบุคลากรมืออาชีพให้กับประเทศชาติ ที่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ แนวทาง Excellence Center จึงเกิดขึ้น

เปิดต้นทาง ทำไมต้องปฏิวัติอาชีวศึกษา ด้วย แนวทาง Excellence Center
จากการได้พูดคุยกับ ณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่นำมาสู่การหาทางออกด้วย แนวทาง Excellence Center ไว้ว่า
“อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรายได้ดี ในตอนนี้เป็นภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการกำลังคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะเกิดวิกฤตโควิด-19 แต่ในการเรียนการสอน ทุกคนไปโฟกัสแต่การผลิตบุคลากรป้อนภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งผมไม่ปฏิเสธว่ามีความสำคัญ แม้แต่ภาคอาชีวศึกษาเอง ก็มองแต่ในแง่นั้น”
“แต่เพื่อให้แผนการผลิตกำลังคนของอาชีวศึกษาตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนให้รอบด้าน ผมลองมาคิดว่ามีวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่ไหนผลิตบุคลากรเพื่อตอบสนองภาคการท่องเที่ยวและบริการ หรือ Hospitality Industry แบบเป็นล่ำเป็นสันบ้างไหม คำตอบคือแทบไม่มี ทั้งที่เราขาดแคลนบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการมากที่สุด”

“คำถามต่อไป คือ ทำไมไม่เร่งผลิตบุคลากรด้านนี้แบบเต็มกำลัง เพื่อจะตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อีอีซี ที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงอยู่ในลำดับต้นๆ”
“ดังนั้น เพื่อปรับเปลี่ยน อาชีวศึกษา ให้สามารถเป็นหัวหอกด้านการผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการของประเทศชาติให้ได้ เราจึงได้นำแนวทาง Excellence Center เข้ามาปรับใช้”
“โดยมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูป การปฏิวัติ แนวทางการวางแผนการจัดการเรียนการสอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ การวางทิศทางนโยบายใหม่ให้แต่ละวิทยาลัยอาชีวศึกษามีความเก่งสักหนึ่งด้าน อย่าง วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ให้มุ่งผลิตบุคลากรอาชีวศึกษาด้านการบิน ผลิต นายช่างอากาศยาน โดยในตอนนี้มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งประเทศมีการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรการบินทั้งหมด 6 วิทยาลัย”
“อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เราปรับใช้แนวทาง Excellence Center นี้ ในการวางรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามความเชี่ยวชาญของวิทยาลัยอาชีวศึกษานั้นๆ คือ ที่ผ่านมา ทั้งวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบและวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ต่างก็เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับระบบราง เมื่อเรากำหนดให้ทางวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบเด่นเรื่องการผลิตบุคลากรด้านการบินแล้ว ทางสัตหีบก็ไม่ต้องมามุ่งผลิตบุคลากรระบบรางแล้ว ก็ให้วิทยาลัยเทคนิคชลบุรีทำแทน ดังนั้น ต้องยก Excellence เรื่องระบบรางมาให้ทาง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี มาเป็นผู้ดำเนินการ”
“เพราะฉะนั้น ในวันนี้พูดได้ว่าเราใช้หลักการสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่งทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ Excellence Center ในแต่ละด้าน หลักการนี้จะช่วยปรับจูน ตั้งเครื่อง ให้กับการเดินหน้าภาคอาชีวศึกษายุคใหม่ เราต้องอย่าไปเก่งแบบเป็ด ชนิดที่ทำมันทุกอย่างแต่เอาดีไม่ได้สักเรื่อง เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป คุณภาพของบุคลากรอาชีวศึกษาก็ไม่เห็น เพราะเป้าหมายมันไม่ชัด”
เจาะลึกแนวทาง ปั้น Excellence Center ลายแทงใหม่ติดสปีดอาชีวศึกษา ให้ผลิตคนตอบโจทย์ประเทศชาติได้มากขึ้น
สำหรับรายละเอียดของการนำ แนวทาง Excellence Center ลงไปปรับใช้สู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อธิปไตย โพแตง ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เล่าให้ฟังว่า
“ประเด็นที่ท้าทายที่สุดในตอนนี้กับการจัดการเรียนการสอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ คือ การผลิตบุคลากรอาชีวะให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งภาคอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งต้องการความรวดเร็วให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งที่คาดการณ์ไว้และไม่ได้คาดการณ์ อาชีวศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อการตอบสนองอย่างตรงเป้าหมายให้เร็วที่สุดและสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในแต่ละสาขาด้วย”

“ในการทำงาน ด้วยระบบเดิม พบว่ามีความยากลำบากของการบรรลุเป้าหมายให้รวดเร็วและแม่นยำ เนื่องจากภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการกำลังคนเกิดขึ้น ทำให้ต้องมีการลงทุนและปรับเปลี่ยนปัจจัยที่เอื้อต่อการผลิตกำลังคนสาขาต่างๆ ที่จำเป็น”
“นอกจากนั้นในระบบเดิม การปรับเปลี่ยนเป็นไปแบบค่อนข้างยากลำบาก ทั้งเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และจัดหาบุคลากร ก็ต้องบอกว่ามีความตึงตัวมากไปสำหรับระบบราชการที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้
“ในประเด็นนี้เราต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นปัญหาที่ทางอาชีวศึกษาต่อสู้กันมาโดยตลอด ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถผลิตคนได้ตรงกับความต้องการ ทั้งในเรื่องปริมาณ และที่สำคัญที่ต้องเน้นหนักนั่นคือด้านคุณภาพ ซึ่งมีความรวดเร็วเป็นตัวกดดัน”
“นี่จึงนำมาสู่การเกิดแนวคิดในการก่อตั้ง Excellence Center ที่เราได้วางยุทธศาสตร์ไว้ใน 3-4 ประเด็น ในการดำเนินการ เรื่องแรกเรายังยึดเรื่องของความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงานเป็นหลัก ตรงนี้เราได้ดำเนินการถึงขั้นลงไปวิเคราะห์ในรายละเอียดว่าบริษัทใหญ่ของตลาดที่ต้องการกำลังคนมีแผนในการขยายธุรกิจอย่างไร ต้องการกำลังคนเท่าไร”
“และก็เป็นเรื่องโชคดีที่ 5-10 ปีที่ผ่านมา ทางภาครัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากในรายละเอียดเชิงข้อมูลด้านการผลิตบุคลากรตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายและของประเทศ มีการตั้งศูนย์ข้อมูลความต้องการกำลังคนด้านอาชีวศึกษา โดยศูนย์นี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ และศูนย์นี้ก็จะทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนด้วย ทำให้เราได้ข้อมูลความต้องการกำลังคนที่ชัดเจนขึ้น”
“โดยเฉพาะในเขตพื้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตอนนี้มีความชัดเจนมากในข้อมูลความต้องการกำลังคนเพื่อป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 10+2 S-curve”

“และในประเด็นเรื่องความต้องการกำลังคน เรายังมองลึกไปถึงว่า ถ้าเด็กเราเรียนจบในแต่ละสาขาวิชา เขาจะไปทำงานในตำแหน่ง อาชีพ อะไร และในตำแหน่งอาชีพเหล่านั้น ได้ผลตอบแทน เงินเดือน เป็นอย่างไร มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ในเส้นทาง เป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติ สอดคล้องกับความต้องการมากที่สุด นี่เป็นข้อมูลเรื่องแรกที่ Excellence Center ของเราต้องมีความต้องการเข้ามาก่อน”
“ประเด็นต่อมา ที่การตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการนี้ต้องการตอบโจทย์ คือ มาตรฐาน เรื่อง ความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะ ของผู้สำเร็จการศึกษาต้องได้ตามมาตรฐานที่มีอยู่ในสาขาอาชีพนั้น ยกตัวอย่าง ช่างอากาศยาน ผู้ที่จะทำงานในสาขานี้ได้จะต้องผ่านการเรียนในสถาบันที่ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization – ICAO) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมมาตรฐานการบินสากล หน่วยงานนี้ก็จะต้องมาเป็นผู้ประเมิน แม้กระทั่งครูผู้สอนก็ต้องมี Certificate รับรองจากหน่วยงานการบินระดับโลกและสมาคมวิชาชีพต่างๆ เหล่านี้”
“นอกจากนั้น เมื่อเราผ่านมาตรฐานระดับโลกนี้มา เราจะรู้ทันทีว่า หลักสูตรที่เราผลิตบุคลากรวิชาชีพนี้ เราต้องทำให้เด็กผ่านมาตรฐานที่กำหนดทุกเรื่อง หรืออย่างน้อยที่สุดสถานศึกษาที่อยู่ใน Excellence Center จะต้องผลิตบุคลากรอาชีวศึกษาให้ผ่านมาตรฐานในประเทศไทยให้ได้ “
“อย่างตอนนี้หน่วยงานหลักที่มาทำหน้าที่รับรองมาตรฐานของวิชาชีพต่างๆ คือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่มาทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ซึ่งกำหนดเป็นระดับ ทางอาชีวศึกษาก็มีหน้าที่ต้องเอามาตรฐานมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาหลักสูตร ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน”
“แม้กระทั่ง ในเรื่องของช่างไฟฟ้าก็เช่นกัน โดยช่างไฟฟ้าที่จะมาติดตั้ง ซ่อมแซม ระบบไฟฟ้านั้น ก็ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งเราก็ต้องนำตัวนี้มาปรับเป็นมาตรฐานในการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาเหมือนกัน”
“จากนั้น ก็จะนำสู่การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐาน เพราะการพัฒนาคน ต้องมีหลักสูตรที่มาเป็นเหมือนลายแทงหรือทางเดินที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพราะฉะนั้น ตัวหลักสูตรที่เอามาตรฐานเป็นตัวตั้ง จะพบว่า วิชาต่างๆที่เรียนให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานนั้น จะถูกกำหนดเส้นทางไว้ จากง่ายไปหายาก และจากการสร้างฐานความรู้ความเข้าใจไปถึงการเป็นผู้ชำนาญการ มันจะขึ้นอยู่กับการวางแผนหลักสูตรที่ใช้ในการพัฒนาคน”
“หลักสูตรนี้ก็จะเป็นต้นทางสำหรับการกำหนดอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้ในการเรียนการสอน และยังเป็นตัวกำหนดเรื่องความรู้ความสามารถ ศักยภาพ ของครูอาจารย์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะฉะนั้นเรื่องของความรู้ความสามารถจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการที่เราจะประกันคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาของเรา ดังนั้น กลุ่มสถานศึกษาที่จะเข้ามาเป็น Excellence Center ก็ต้องมีความเข้าใจที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ผมอธิบายมานี้ให้ได้”

ความร่วมมือกันระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษา และ สถานประกอบการ คือ Key success สำคัญของ Excellence Center
เมื่อถามว่าแนวทาง Excellence Center ที่อธิบายมานี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ผอ.อธิปไตย ย้ำชัดว่า ปัจจัยกำหนดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือ นั่นเอง
“สถานศึกษาจะต้องแสวงหาพันธมิตร (Partner) ในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนากำลังคนในสาขาวิชาชีพนั้น ตั้งแต่ สมาคมวิชาชีพที่มารับรองในระดับสากล ส่วนในระดับประเทศก็จะเป็นสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ส่วนภาคธุรกิจก็เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และสาขาอุตสาหกรรมต่างๆที่ลงไปในรายละเอียดย่อยๆ จนกระทั่งไปถึง สถานประกอบการ”
“ขอย้ำว่า ความร่วมมือที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้เป็นความร่วมมือในลักษณะของ CSR หรือการทำการกุศล แต่เป็นความร่วมมือในลักษณะของการมาร่วมงานแบบมีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) คือ มีความรับผิดชอบร่วมกัน ต่อความสำเร็จ ด้วยการมาให้ข้อมูลเลยว่าใน 5-10 ปีข้างหน้า ต้องการกำลังคนอยู่ที่เท่าไร และต้องการกำลังคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะ ทักษะ อย่างไร เพื่อมาร่วมกันพัฒนาหลักสูตร พัฒนาครู และพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีด้านวิชาชีพ”
“โดยครูที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในภาคอาชีวศึกษา เราแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ครูอาชีวศึกษา ที่อยู่ในสถานศึกษา อยู่ในวิทยาลัย กลุ่มที่สอง คือ ครูฝึกในสถานประกอบการ คือ ผู้จัดการ หัวหน้างาน ในบริษัทต่างๆ ซึ่งครูอาชีวะในกลุ่มที่สองนี่เอง ที่เราจะอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชน นำครูในสถานประกอบการนี้มาเป็นครูฝึกที่ช่วยฝึกทักษะในการทำงานจริงให้กับผู้เรียนของเรา และจะต้องมีความร่วมมือในลักษณะของการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน”
“ด้วยแนวทาง Excellence Center นี้ จึงจัดให้มีทั้งการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติและในรูปแบบของทวิภาคี หมายความว่านักศึกษาต้องมีส่วนที่ไปฝึกหรือไปเรียนรู้ในสถานประกอบการตามสาขาวิชาชีพนั้นๆ ซึ่งสถานประกอบการเหล่านี้ คือ สถานประกอบการที่เข้ามามีความร่วมมือกับเราตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร ดังนั้น สิ่งที่เราจะได้ คือ ความเข้าใจที่ตรงกัน ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการในการวางแผนหลักสูตร”

“ตั้งแต่ภาคเรียนที่หนึ่ง สอง และสาม เด็กจะเรียนวิชาอะไรบ้าง โดยปกติแล้วในกรณีนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภาคเรียนที่หนึ่งและภาคเรียนที่สอง เด็กจะเรียนในสถานศึกษา พอมาภาคเรียนที่สาม ที่สี่ ส่วนใหญ่จะส่งเข้าไปฝึกงานและเรียนรู้ในสถานประกอบการ ไปใช้เครื่องมือจริงและไปใช้เรียนรู้ในสถานการณ์การทำงานจริง ซึ่งจำเป็นต้องมีการประสานงานกันในการกำหนดแผนการเรียนและแผนการฝึก ระหว่างครูในวิทยาลัยและครูฝึกในสถานประกอบการ”
“ประเด็นสำคัญในเรื่องของความร่วมมืออีกเรื่องหนึ่ง คือ ประเด็นการใช้อุปกรณ์เครื่องมือร่วมกัน โดยเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญหลายชิ้น ทางสถานประกอบการก็จะเอามาติดตั้งไว้ให้ที่วิทยาลัย เพื่อฝึกความพร้อมของผู้เรียนก่อนที่จะเข้าไปฝึกในสถานประกอบการ ดังนั้น บอกได้เลยว่า อุปกรณ์หรือเครื่องมือก็จะใกล้เคียงหรือเหมือนกันเลยกับที่ใช้ในการทำงานจริงในสถานประกอบการ”
“นอจากนั้น ครูฝึกในสถานประกอบการก็จะเข้ามาสอน มาเทรน ผู้เรียนในสถานศึกษาด้วย หรือในบางช่วงเวลา ผู้เรียนก็จะถูกส่งเข้าไปฝึกในสถานประกอบการขึ้นอยู่กับการวางแผนจัดการเรียนรู้ของวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องตามมา คือ ครูในวิทยาลัยอาชีวศึกษากับครูในสถานประกอบการ จะทำงานในรูปแบบของ Team Teaching เพื่อจัดเตรียมความพร้อมด้านความรู้และสมรรถนะให้กับผู้เรียนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามหลักการเรียนรู้และการพัฒนากำลังคนเลย”
“ทั้งนี้ ในภาคทฤษฎีแน่นอนว่าบทบาทของครูในวิทยาลัยจะมีมาก ส่วนในภาคของการปฏิบัติหน้างานจริง ครูในสถานประกอบการจะมีบบทบาทมากในการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้ฝึกทักษะในการทำงานจริง และมีทักษะการคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังนั้น บุคลากรอาชีวศึกษา จึงมีคุณสมบัติที่มีความรู้ทักษะ และทัศนคติ วิธีคิดแบบคนทำงานที่สามารถทำงานในเชิงปฏิบัติในการทำงานจริง สภาพแวดล้อมจริงได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ได้ทำแบบลองผิดลองถูก หรือต้องมาฝึกใหม่ก่อนทำงาน เพราะนักศึกษาอาชีวศึกษาจะถูกฝึกมาให้พร้อมกับการปฏิบัติงาน ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ”
ทั้งหมดนี้ คือ กรอบที่ ผอ.อธิปไตยวางไว้ว่าจะใช้ในการกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขให้กับสถานศึกษาที่จะเข้าสู่ Excellence Center โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่เราใช้เลือกสถานศึกษาที่มาเข้าร่วมในโครงการ Excellence Center เราจะเลือกสถานศึกษาที่พร้อมในระดับที่สามารถต่อยอดได้ คือ สถานศึกษาของเราก็จะมีการพัฒนามาอยู่แล้ว
“ดังนั้น เรามั่นใจว่า เมื่อเราคัดเลือกสถานศึกษามีความพร้อมในระดับที่สามารถต่อยอดได้ ก็จะสามารถร่วมมือกับสถานประกอบการ ภาคเอกชน ในการร่วมกันกำหนดเป้าหมายและทำให้สถานศึกษามีการพัฒนาตนเองขึ้นมาได้”
“ในการดำเนินงานของ ทาง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ทำเป็น Proposal ขึ้นมา และจัดการประชุมสถานศึกษา เพื่อกำหนดวิธีการที่จะเริ่มพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน ดังนั้น เราคาดหวังว่าสถานศึกษาของเราและสถานประกอบการจะมีความเข้าใจในหลักการการผลิตและพัฒนาบุคลากรในสาขาวิชาชีพที่ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือ S-curve ทั้ง 10+2 อุตสาหกรรมหลัก ที่จะตอบโจทย์การพัฒนาบุคลากรของประเทศได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่มีความต้องการเร่งด่วน สถานศึกษาจึงต้องขยับตัวเร็วมาก”
“ดังนั้น การเดินไปสู่ความสำเร็จของโครงการ Excellent Center ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องก้าวออกจาก Fixed Mindset ไปสู่แนวทางการคิดแบบ Growth Mindset ทั้งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ภาครัฐและเอกชน รวมไปถึง ผู้บริหาร ครู คณาจารย์ ผู้ปกครองและผู้เรียน การอาชีวศึกษาของประเทศไทยจึงจะสามารถพลิกกลับสู่เส้นทางใหม่ที่ตรงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วที่สุด”
การศึกษาไทย ต้องปฏิวัติไปในทิศทางใด เพื่อตอบโจทย์ภารกิจผลิตตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป็ษหมาย หาคำตอบกันได้ต่อ
ทางออกของ ‘ทุนมนุษย์’ ที่ถูกไวรัสเร่งให้ต้องเปลี่ยนตัวเอง ผ่านโมเดลการศึกษายุค 4.0
Higher Level of Thinking Skills “ทักษะการคิดระดับสูง”ไม่ใช่เรื่องยาก “คุณก็พัฒนาได้”













