Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.240

EA จับมือ วิทยาลัย อี.เทค ลุยพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีพลังงานและยานยนต์สมัยใหม่ใน EEC

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง (Energy Storage System) อุตสาหกรรมด้านโอลิโอเคมีคัล (Oleochemical) และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Electric Vehicle) เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวความรู้สึกในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ว่า “ต้องขอบพระคุณวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ที่ให้ความสนใจในภาคอุตสาหกรรมของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และ โครงการ บลูเทค ซิตี้ ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาที่มาร่วมมือกันพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนช่วยต่อยอดให้ทางวิทยาลัยฯสามารถพัฒนาบุคลากรที่ตรงกับตลาดงานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ตลอด 13 ปีที่บริษัทพลังงานบริสุทธิ์เปิดดำเนินการมาเราเน้นที่การสร้างนวัตกรรมพลังงานสะอาด เริ่มจากการทำไบโอดีเซลมาเป็นการทำโซลาฟาร์ม จนถึงตอนนี้เรากำลังก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ซึ่งจะตั้งอยู่ที่บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และเรากำลังก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ขนาดเล็กและรถยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าภายในต้นปี 2564 โรงงานเหล่านี้จะก่อสร้างสำเร็จลุล่วง” การลงนามความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC มาเป็นประธานสักขีพยานและร่วมลงนามความร่วมมือ ตลอดจนมี กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด และผู้บริหารโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ดร.ประเสริฐ กลิ่นชู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยอี.เทค มาร่วมลงนามความร่วมมือนครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง

‘ซีบีอาร์อี’ เผยศักยภาพเมืองพัทยาหลังโควิด-19 ท่องเที่ยวเติบโตสูงสุด

แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี รายงานว่า จากสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การเข้าพักโรงแรมในช่วงประมาณ 15 วันหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชลบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีชายหาดที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี 2 แห่ง คือ บางแสนและพัทยา โดยมีการเข้าพักในโรงแรมมากกว่า 14,000 ห้อง คิดเป็นเกือบ 17% ของการเข้าพักทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ราว 85,000 ครั้ง ตามด้วยประจวบคีรีขันธ์ที่มียอดเข้าพักคิดเป็น 8% ของการเข้าพักทั้งหมด ถึงแม้พัทยาอาจฟื้นตัวกลับไปสู่สภาวะก่อนโควิด-19 ได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากความต้องการในภาคการท่องเที่ยวของพัทยามากกว่าครึ่งมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ถึงแม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง พัทยาก็ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมชายหาดที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงนักไปจนถึงสถานที่พักผ่อนตากอากาศระดับหรู โดยเห็นได้จากระดับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่สูงกว่า ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,900 บาทต่อคนต่อวันในพัทยา เปรียบเทียบกับ 2,400 บาทต่อคนต่อวันในบางแสน ตามสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินอู่ตะเภา มอเตอร์เวย์ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ของภาครัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้พัทยาเป็นเมืองที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดึงดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว เมื่อมีการประกาศยกเลิกการห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศ  ดังนั้น พัทยาจึงกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองชายหาดที่จะได้รับประโยชน์หลังจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

AIAT ชวนคนไทยเพิ่มทักษะ AI ฟรี ใครไอเดียดีมีโอกาสคว้าเงินล้าน

กิจกรรมดีๆ ที่นำมาบอกต่อ โดย AIAT หรือ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มาเข้าร่วม Upskill, Reskill หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ ใน 6 สาขา สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้มาก่อน สามารถสมัครเข้ารับการอบรมได้ โดยจะได้เรียนรู้ด้าน AI ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เมื่อผ่านการประเมินแต่ละระดับก็จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน AI ไปครอง แต่หากมีความรู้มาก่อน ผ่านการคัดเลือกให้เข้าฝึกอบรมรอบเข้มข้นเพื่อเป็น AI Engineer หรือ Super AI Engineer ผู้เข้าอบรมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงในระหว่างฝึกอบรมรอบเข้มข้นนี้และจะได้ฝึกงานกับองค์กรอีกทางหนึ่ง โดย 6 สาขาด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เปิดอบรมผ่านระบบออนไลน์และมีโอกาสแข่งขันชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท ได้แก่ 1. Intelligent control & Robotics 2. Image Processing 3. Signal Processing 4. Internet of Things (IOT) 5. Natural Language Processing/ Understanding 6. Big Data Analytics รับสมัครถึง 31 สิงหาคมนี้! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.superai.aiat.or.th หรือ https://www.facebook.com/aiat2015 สำหรับบริษัทที่สนใจด้าน AI หรือกำลังหาบุคลากรคุณภาพในสายงาน AI  สามารถเข้าร่วมกิจกรรม สนับสนุนผู้เข้าอบรม ตลอดจนมาร่วมสร้างเครือข่ายขยายโอกาสทางธุรกิจ หรือแมตชิ่งกับคนที่ใช่ได้อีกด้วย

บิ๊กแบ๊ดวู๊ฟ บุ๊คเซลล์ 2020 งานมหกรรมหนังสือใหญ่ที่สุดในโลกท้าเผชิญหน้าวิกฤตไวรัส

ไม่ว่าโลกจะปิดพรมแดนประเทศไหนก็แล้วแต่ งานมหกรรมหนังสือบิ๊กแบ๊ดวู๊ฟ บุ๊คเซลล์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ในปี 2020 นี้กลับมาอีกครั้งตามเสียงเรียกร้องจากนักอ่านตัวยงทั้งหลาย พร้อมที่จะนำหนังสือมากมายหลากชนิดมาให้เลือกในราคาที่ย่อมเยาผ่านทางแพลทฟอร์มรูปแบบออนไลน์ครั้งแรก โดยเริ่มเปิดตัวให้ช้อปกันได้จุใจในประเทศไทยเป็นประเทศแรก ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กันยายน พ.ศ. 2563 นี้ทางเว็บไซต์ e-commerce : https://bigbadwolfbooks.com/th-vip สำหรับนักอ่านตัวยงชาวไทยให้ได้มาค้นพบกับหนังสือมากมายหลากชนิดกว่า 30,000 เล่ม พร้อมกับราคาโปรโมชั่นสุดคุ้มและส่วนลดตั้งแต่  50% – 90% และบริการการจัดส่งหนังสือที่ไปให้ผู้อ่านทั้งหลายกันถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว สำหรับหนังสือที่เลือกมาให้คุณนักอ่านนั้นมีมากประเภทหลายหลายรูปแบบ อาทิ หนังสือนวนิยายขายดียอดนิยม นวนิยายสำหรับเยาวชน หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน หนังสือ self-help ยอดนิยม หนังสือธุรกิจ หนังสือภาพและหนังสืองานออกแบบ หนังสือประเภทสถาปัตยกรรม หนังสือคู่มือทำอาหาร แจ็คเกอลีน อึ๊ง ผู้ก่อร่วมตั้งบริษัทกล่าวว่า “งานมหกรรมหนังสือบิ๊กแบ๊ดวู๊ฟ บุ๊คเซลล์ ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อขายหนังสือเป็นหลักอย่างเดียว ความตั้งใจของเราคือการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับคนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส โดยพยายามที่จะนำเสนอหนังสือที่เต็มไปด้วยราคาย่อมเยาเหมาะสมและสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นในวงกว้างทั่วโลก ในปีนี้ที่เราได้ทำการเปิดตัวแพลทฟอร์มการซื้อหนังสือในรูปแบบออนไลน์นั้น ถือเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเข้าถึงผู้คนทั่วประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา” 

กุ้ยหยาง ผนึก Tencent เร่งสร้างเมืองดิจิทัล นำร่องก่อนขยายทั่วประเทศ

เว็บไซต์ THAIBIZCHINA.COM รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเขตหนานหมิงในนครกุ้ยหยางได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทเทนเซ็นต์ (Tencent) และบริษัท Yottacloud ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นของมณฑลกุ้ยโจวที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง เช่น บิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ คลาวด์คอมพิวติ้ง และการผลิตอัจฉริยะ เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่เขตหนานหมิง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของนครกุ้ยหยาง โดยกำหนดการดำเนินการใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการเมืองดิจิทัล โดยบริษัทเทนเซ็นต์จะช่วยเขตหนานหมิงสร้างมินิโปรแกรมที่มีฟังก์ชันหลากหลาย เช่น ด้านการศึกษา การแพทย์ออนไลน์ และคมนาคม เพื่อให้บริการแก่ประชาชน 2) การสร้างย่านธุรกิจอัจฉริยะ โดยจะอาศัยความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัทเทนเซ็นต์ เช่น บิ๊กดาต้า และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งทำให้ย่านการค้าของเขตหนานหมิงดำเนินธุรกิจผสมผสานทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ร้านค้าปลีกไร้พนักงานและการจำหน่ายสินค้าผ่านการไลฟ์สด 3) การสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยบริษัทเทนเซ็นต์จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่มาประยุกต์ใช้ในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นอัจฉริยะ 4) การสร้างแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอัจฉริยะให้กับบริษัทในเขตหนานหมิง และหากรูปแบบนี้ในโครงการนำร่องประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลไปประยุกต์ใช้ทั่วประเทศจีน