สรุปการเปลี่ยนผ่านของตลาดเงิน – ตลาดทุนไทย จากการทำงาน 42 ปี ของ ‘บรรยง พงษ์พานิช’

ถือเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดของวงการตลาดทุนไทยคนหนึ่งสำหรับ บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วม Exclusive Talk เรื่องการเปลี่ยนผ่านของตลาดเงิน-ตลาดทุนไทย จวบจนปัจจุบัน รวมถึงแนวทางและแนวคิดที่น่าสนใจตลอดการทำงานในตลาดทุนของบรรยง รวมทั้งหมด 42 ปี

บรรยง พงษ์พานิช // twitter.com/bankofthailand

Exclusive Talk
ตลาดเงินและตลาดทุนไทย EP. 1
ดำเนินรายการโดย สุวภา เจริญยิ่ง

ความสำคัญของ ‘ตลาดเงิน’ และ ‘ตลาดทุน’ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

โลกปัจจุบัน ถือว่าตลาดทุนเป็นหนึ่งในหัวใจของระบบเศรษฐกิจโลก แต่ต้องถามกลับไปยังคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดทุน ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่า ตลาดทุนมีไว้ทำไม และทำไมถึงมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
เพราะโลกทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าขับเคลื่อนสร้างผลผลิตแข่งขันกันได้ ดังนั้น ระบบพวกนี้จึงถูกล้มเลิกกันไปเอง โดยที่เราไม่ต้องมีสงคราม การยุติสงครามเย็นคือ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะประเทศที่เคยใช้ระบบรวมศูนย์หรือสังคมนิยมเขารู้ดี
คือตั้งแต่ปี 1979 เติ้ง เสี่ยวผิง เปลี่ยนประเทศจีน ปี 1989 กำแพงเมืองเบอร์ลินล่มสลายไป ปี 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลายออกเป็น 12 ประเทศ ซึ่งทั้ง 12 ประเทศก็เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์หรือสังคมนิยมเป็น ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ที่ชื่อบอกแล้วว่าใช้ตลาดเป็นตัวนำ

ตลาดทุนไทย

หน้าที่ที่สำคัญสุดของตลาดทุนคือ การรวบรวม จัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation)

ตลาดการเงินคือ การรวมตลาดของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดไว้ และมี 3 หน้าที่คือ

1. ทำให้เกิดการชำระราคา (Payment) การเทรดหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้น และถ้าไม่มีเมนต์ส่วนนี้อย่างผมกับคุณจิ๋มก็ต้องทำหมดทุกหน้าที่คือ ปลูกข้าว ทอผ้า หาปลา ซึ่งเราทำไม่เป็น แต่เมื่อมีการซื้อขายขึ้นมาจึงทำให้เรากระโดดขึ้นได้มากว่าสิ่งมีชีวิตชาติพันธุ์อื่น แต่ระบบทุนนิยมจะบอกว่า การจัดสรรทรัพยากรว่าใครควรจะทำอะไร ใครควรได้อะไรไป สร้างผลผลิตขึ้นมาแล้วจะแบ่งปันผลผลิตหรือจะได้ประโยชน์จากผลผลิตจากการใช้กลไกตลาด ดังที่ อดัม สมิทธิ กล่าวไว้เมื่อปี 1776 แล้วก็ใช้ตลาดทุนเป็นหัวใจส่วนหนึ่ง
2. Resource Allocation รวบรวม จัดสรรทรัพยากร
3. ช่วยจัดการความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ให้ระบบเศรษฐกิจผันผวนเกินไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบเรียบ

คนส่วนใหญ่มองว่าตลาดเงินคือ มีเม็ดเงินน้อยกว่า 1 ปี ตลาดทุนคือ มีเม็ดเงินมากกว่า 1 ปี

อันนี้เป็นทฤษฎีโบราณไว้สอนเด็ก เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ตลาดการเงินมี 2 ลักษณะ แบ่งตามลักษณะตัวกลาง คือ ตัวกลางทางอ้อม เพราะเจ้าของเงินไม่รู้ว่าเงินไปไหน คนที่ใช้เงินก็ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน นั่นคือระบบของธนาคารพาณิชย์ โดยที่ธนาคารมาอยู่ตรงกลาง รับทั้งความเสี่ยงและกำไรไปด้วย
และ ตัวกลางทางตรง คือตราสารหนี้ หรือตราสารทุนที่เอาเงินไป หรือผู้ลงทุนรู้ว่า ฉันเอาเงินไปให้ใคร หรือเอาเงินมาจากใคร ผู้เอาเงินจะได้หรือเสียไปจากการที่เอาเงินไป โดยไม่มีสถาบันการเงินอยู่ตรงกลาง เพราะสถาบันการเงินทำหน้าที่เพียงนำคนสองคนมาเจอกันในตลาดรอง และจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเสี่ยง
ดังนั้น การได้หรือการเสี่ยง หรือที่คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือตลาดทุน เพราะจะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ก็ประกอบธุรกิจในตลาดทุนด้วย ซึ่งเมื่อก่อนหลายประเทศมีกฎห้าม แต่เดี๋ยวนี้ทำได้หมดแล้ว เรียกว่า Universal Banking

ตลาดทุนไทย

ตลาดทุนที่ดีควรจะเป็นอย่างไร

1. สามารถรวบรวมทรัพยากรได้พอเพียงกับความต้องการที่จะพัฒนาประเทศ และทรัพยากรต้องมาจากแหล่งที่ถูกต้อง 
เพราะประเทศกำลังพัฒนาจะมีทรัพยากรไม่พอ เมื่อต้องการทรัพยากรที่นอกเหนือจากของตัวเองก็ต้องไปเอาจากของคนอื่นด้วย และที่เน้นว่า ต้องถูกต้องด้วย เพราะตอนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เกิดจากการรวบรวมทรัพยากรไว้มากมายคือ มีเงินกู้ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ดันเป็นเงินกู้ระยะสั้นในสกุลเงินต่างประเทศที่เอาไปลงทุนในกิจการระยะยาวและยังไม่ส่งผลอะไรมาก พอเขาจะเอาเงินคืนก็พัง จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการเงินขึ้น
2. ต้นทุนของทรัพยากรต้องแข่งขันได้ เพราะในโลกปัจจุบัน กิจการทางเศรษฐกิจมักจะเป็นแบบ Capital Intensive ถ้าต้นทุนทางการเงินของเราสูงกว่าประเทศอื่นๆ เราก็จะแข่งกับใครไม่ได้
ซึ่งต้นทุนประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ต้นทุนของผู้ที่ลงทุนต้องการ และ ต้นทุนของตัวกลางของการลงทุน โดยพบว่าต้นทุนของทั้ง 2 แห่งจะไม่เหมือนกัน แต่ละประเทศก็จะมีต้นทุนที่ต่างกัน ส่วนไทยถือว่ามีต้นทุนทางการเงินที่สูง เพราะสิ่งที่ทำงานมาตลอดคือ การที่เราสร้างต้นทุนให้กับระบบเศรษฐกิจมาโดยตลอด และมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงการเงินจะไม่ค่อยยอมรับสิ่งที่ผมได้สันนิษฐาน อย่างไรก็ตาม นี่คือต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่าย
ต้นทุนทางการเงินประมาณ 7-8% ต่อปีของประเทศไทย หากเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ 2.5-3% โดยมีสาเหตุหลายอย่าง ตั้งแต่ การไม่มีระบบที่ดี ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบตัวกลางทางการเงิน การแข่งขันที่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงกฎระเบียบ หรือบางครั้ง ผู้คุมกฎก็เผลอเอาต้นทุนมาใส่ให้ตัวกลาง ซึ่งอาจจะมุ่งเน้นความมีเสถียรภาพ แต่การยกต้นทุนมาให้กับสถาบันการเงิน อย่างไรเขาก็จะไม่แบกไว้ แต่จะส่งผ่านไปให้ตลาด รวมถึง กฎหมายที่มีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ต้นทุนบางประเภทสูง เช่น การจัดสรรทรัพยากรใหม่มีต้นทุนสูงมาก การที่ให้กู้ไปแล้วจะมายึดทรัพย์ กว่าจะได้เงินมีความเสียหายมากกว่า ซึ่งไม่ได้โทษใคร แต่ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้เราด้อยพัฒนานั้นมันอยู่ตรงไหน
3. จัดสรรได้ดีและทั่วถึง นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด
การจัดสรรได้ดี คือ การเอาทรัพยากรไปให้คนที่ควรได้ คนที่มีศักยภาพจริง และคนที่มีหลักธรรมาภิบาล (CG) คนที่ไม่คดโกง ไม่ฉ้อฉล สามารถนำทรัพยากรนั้นไปสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้นำผลตอบแทนมาแบ่งกัน ระหว่างเจ้าของทรัพยากรและตัวเขาเอง ซึ่งต้องมีกลไกที่สำคัญมาก เช่น การวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ทำให้นักลงทุนรู้ว่า หลักทรัพย์หรือหุ้นตัวไหนดีไม่ดี การให้สินเชื่อก็ต้องมีการวิเคราะห์สินเชื่อ การอำนวยสินเชื่อ ซึ่งคำว่าทั่วถึง ไม่ได้แปลว่า คนตัวเล็กก็ต้องได้ แต่เป็นสิ่งที่ควรจะได้  
เนื่องจากคนไทยไปติดคำว่า ตลาดทุน คือ ตลาดหลักทรัพย์ ที่จริง ตลาดทุน คือ การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินซึ่งกว้างไกลกว่าตลาดหลักทรัพย์มากนัก อย่างการรับจำนำก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงิน เพราะมันมีทั้งในระบบและนอกระบบ
อีอีซี
เราต้องมองว่าบริษัทขนาดไหน มีคุณภาพอย่างไร ในขั้นตอนของการพัฒนาการของเขาเป็นอย่างไร ควรจะไปใช้กลไกตัวกลางประเภทไหน ซึ่งคนไทยขาดตัวกลางประเภทที่ดูแล SME แต่ไม่ใช่พอขาดก็มาบังคับให้ตลาดหลักทรัพย์สร้างตลาด SME ซึ่งมันไม่มีศักยภาพพอที่จะดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพได้
4. ติดตามทรัพยากรได้ดี จัดสรรไปแล้วก็ต้องติดตามดูว่า ทรัพยากรที่เอาไปแล้วใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ มีกระบวนการควบคุมดูแลที่ดีพอหรือไม่ นี่คือหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)
เพราะเจตนาของ Governance เป็นเครื่องมือสำคัญของเจ้าของทรัพยากรที่จะใช้ติดตามดูแลทรัพยากรของเขาว่า มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่ง Governance ไม่ใช่แค่เรื่องคุณธรรมหรือจริยธรรม แต่เมืองไทยแปลความหมายผิดไปเยอะ คือไม่ได้แปลว่า ไม่ต้องมีคุณธรรมหรือจริยธรรม มันไม่พอเพราะต้องสร้างผลผลิตได้ดีด้วย
Good Governance ที่เราแปลกันว่า ธรรมาภิบาล จริงๆ แปลว่า กลไกที่ช่วยกำกับให้การดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งมองในแง่บริษัทก็คือ Corporate ในแง่ประเทศคือ Governance ทั่วไป ซึ่งในความหมายของคำนี้แปลว่า Governance ที่มันเวิร์ก ทำงานดี เช่น Good telephone ไม่ได้แปลว่า โทรศัพท์มีคุณธรรม แต่แปลว่าโทรศัพท์ทำงานดี ฟังก์ชันเวิร์ก
แต่เมื่อคนไทยไปใส่คำว่า “ธรรม” เลยทำให้ความหมายไขว้เขว เพราะคนไปคิดเรื่องการมีคุณธรรมเป็นหลัก ความหมายคุณธรรมมีอยู่ แต่เป็นเพียงแค่องค์ประกอบส่วนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญกว่าคือ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
“แกนหลักของ Good Governance คือ กลไกที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ซึ่งมีความหมายมากกว่าเป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้น โดยต้องทำให้ Stakeholders สามารถมีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถติดตามดูแลได้ ซึ่งตลาดทุนกับประชาธิปไตยมีส่วนคล้ายกันตรงที่ Stakeholders ต้องมีเสียง มีน้ำหนัก และมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในการประกอบกิจการ”
คนชอบพูดว่าให้แยกแยะผลประโยชน์ส่วนรวมออกจากผลประโยชน์ส่วนตน และเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมก่อนเห็นประโยชน์ส่วนตน ฟังดูแล้วเพราะ แต่ทำยาก และยอมรับเลยว่าผมไม่เคยทำได้ ผมไม่ได้เลว แต่ผมเปลี่ยนจาก “แยกแยะ” เป็น “หลอมรวม” นี่คือการเปลี่ยนทุนนิยมที่ถูกต้อง
คือ สร้างระบบขึ้นมา ให้ผลประโยชน์ของสมาชิกในระบบสอดคล้องกับผลประโยชน์ส่วนรวม โดยหลอมรวมผลประโยชน์ของเรากับส่วนรวมเข้าด้วยกัน อย่างนี้ไม่ต้องเอาอะไรมาก่อน เพราะมันอันเดียวกัน นี่คือปรัชญาในการทำธุรกิจตลอดมา ทำให้ประโยชน์ของเรากับประโยชน์ส่วนรวมมันไปด้วยกัน แม้ไม่ได้จิตสาธารณะ แต่ทำอย่างนั้นแล้วทำให้ผมสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน
อย่างการต่อต้านคอร์รัปชัน ศึกษามา 10 ปี ผลที่ได้คือ ระบบที่ได้ผล ไม่ใช่ระบบที่ชูคุณธรรม แต่เป็นระบบที่ต้องดึงระบบ Self Interest ของคนในสังคมให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ให้ได้ หรือให้เขารู้ว่าที่เขาโกง เราต้องลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ อย่าให้การชูคุณธรรมด้วยคำพูดเพราะๆ พูดง่ายของบประมาณง่าย

การลงทุน

“ผมลองทำโพลล์เล็กๆ ของตัวเอง ถามว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการหยุดการแพร่ระบาดและการจัดการโควิด-19 อันดับต้นๆ ของโลก ใช่…รัฐบาลเป็นคนมูฟ แต่ประชาชนเป็นคนให้ความร่วมมือ เพราะประชาชนต้องการอะไร 1. หยุดเชื้อเพื่อชาติ 2) หยุดเชื้อเพื่อกู”

คนตอบข้อ 2 เป็นส่วนใหญ่ มันสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการที่ได้ผล ต้องลิงก์ประโยชน์เข้าสู่คน เมื่อประโยชน์ส่วนตนสอดคล้องต่อประโยชน์ส่วนรวม ก็จะประสบความสำเร็จ
5. ต้องสามารถมีกระบวนการ Reallocation เพราะหลังมีการจัดสรรทรัพยากรไปแล้ว เหมือนเวลาที่ซื้อหุ้นผิด มันผิดได้ ต่อให้ไม่โกงก็พลาดได้ จึงต้องมีการจัดสรรทรัพยากรที่สามารถเอาทรัพยากรนั้นคืนมาเพื่อไม่ให้เสียหาย แล้วนำเอาทรัพยากรไปใช้อย่างอื่น
ในตลาดทุนถึงต้องมีสภาพคล่อง เมื่อรู้ว่าผิดก็จะขาย แต่ในตลาดการเงินหรือสินเชื่อในไทยมีปัญหา ทำให้เราเสียหายมากจากวิกฤตต้มยำกุ้งที่เรา Reallocation ไม่ดี กฎหมายล้มละลาย กฎหมายบังคับทรัพย์ที่ช้า ไม่มีประสิทธิภาพ มันบิดเบี้ยว และทำให้ทรัพยากรเสียหาย 1.4 ล้าน ที่กองอยู่ในกองทุนฟื้นฟูมาจากสาเหตุนี้ไม่น้อย ถ้าเป็นกลไกที่ดีเหมือนบางประเทศ เราจะเสียหายน้อยกว่านี้ เราจึงต้องปรับปรุง

5 องค์ประกอบของตลาดทุนมีอะไรบ้าง
1. นักลงทุน สำคัญที่สุดเพราะเขาคือ เจ้าของทรัพยากรหรือเจ้าของเงินที่มาลงทุน
2. บริษัทที่ออกตราสาร (Issuer) หรือคนที่เอาเงินไป สำคัญเพราะเขาเป็นคนเอาทรัพยากรไปสร้างผลผลิต
3. ตัวกลาง ตั้งแต่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)
4. Facilitator หรือ คนที่จัดให้มีตลาด คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวมไปถึงสถานที่ที่ให้มีระบบการซื้อขาย มีระบบชำระราคา รับฝากหลักทรัพย์ ระบบเคลียริ่ง และเครดิตเรตติ้งเอเจนซี่ เครดิตบูโร ไว้ให้ข้อมูลข่าวสาร
5. Regulators and Policy makers หรือ คนคุมกฎและคนที่กำหนดนโยบาย ซึ่งก็คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รัฐบาล

ตลาดทุนไทย
‘ตลาดทุนที่ดี’ ควรมีองค์ประกอบ 5 กลุ่ม
จากประสบการณ์การทำงานมา 42 ปี อาจมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันบ้าง
  • นักลงทุนที่มีคุณภาพและต้องมีเงินคุณภาพ (Quality Money) ไม่ใช่มีเงินอย่างเดียว  
รู้ว่าฉันจะให้ใคร ไม่ให้ใคร เจ้าของเงินต้องมีความรู้ระดับหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลให้ตลาดที่พัฒนาแล้วเน้นไปที่นักลงทุนสถาบันกับนักลงทุนที่เข้าใจ เด็กจบใหม่ที่ไปเดินซื้อหนังสือรวยด้วยหุ้น ไม่มีทางจะมีเงินทันที อย่างน้อยก็ตกเป็นเครื่องมือเขา สเกลก็ไม่ได้ ข้อมูลก็ไม่พอ ความเชี่ยวชาญก็ไม่มี นักลงทุนในโลกตลาดที่พัฒนาและยั่งยืน ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน 70-80% ของขนาดตลาดเป็นอย่างน้อย
นี่ไม่ได้หมายถึงจำนวนการซื้อขาย เพราะจำนวนการซื้อขายอาจจะมีนักลงทุนบุคคลรายย่อยถือหุ้น 10% แต่ซื้อขายหุ้น 60% ก็ได้ เพราะซื้อขายเร็วหรือเป็น Day Trade แต่นักลงทุนสถาบันทำปีละรอบเดียว ส่วนนักลงทุนบุคคลปีละ 6-7 รอบ 20-30 รอบก็มี คนที่จะมีคุณภาพได้จึงต้องมีความชำนาญ (expertise) และจะต้องมีข้อมูลเพียงพอ
  • ถ้านักลงทุนมีคุณภาพ ผู้ออกตราสาร (Issuer) ก็จะมีคุณภาพเอง เพราะถ้าไม่มีคุณภาพก็จะไม่มีใครให้ทุน จะเห็นเลยว่าหุ้นตัวไหนที่มีนักลงทุนสถาบันเป็นผู้ลงทุน หรือไม่ลงทุน และหากไม่เป็นหุ้นตายก็จะเป็นหุ้นที่มีเจ้าภาพ มีการทำราคากัน
“ทำงานมา 42 ปี ไม่เคยเห็นการปั่นหุ้นการกุศล ทุกครั้งที่ปั่นก็ปั่นไปหลอกคนเสมอ คนก็จะเสียหายยับเยิน และไม่มีการปั่นหุ้นได้ตลอดกาล เพราะเขาปั่นเสร็จ หลอกคนเข้าไปทำภารกิจ ต้มคนเสร็จก็ไป ทิ้งความเสียหายไว้ อย่างมากผู้ถูกหลอกก็เสียหาย หรือเจ้าของหุ้นบางทีก็ถูกหลอกให้เข้าไปอุ้ม อันเดอร์ไรท์เตอร์บางทีก็ชอบให้เจ้าของหุ้นไปดูแลหุ้นตัวเอง บอกระบบตลาดจะดูแลเอง”
ซึ่งคุณภาพของ Issuer จะขึ้นอยู่กับ คุณภาพของ Investor และ Issuer ของไทยที่ดีขึ้นมาได้ มี Governace ได้ เพราะแรงกดดันจากนักลงทุนทั้งนั้น
ถ้านับจากฟรีโฟลต นักลงทุนต่างประเทศมีเกือบ 50% น่ากังวลเพราะเคยอยู่ที่ 60% ตัวกลาง Issuer จะถูกกำหนดโดยเจ้าของเงิน ถ้าเจ้าของเงินซื้อขายเร็ว รายได้ของตัวกลางก็มาจากการซื้อขายเร็ว ตัวกลางก็นิยมไปสร้างแพลตฟอร์มให้นักลงทุนรายย่อย โดยเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยซื้อขายถึง 60% ตัวกลางก็วิ่งไปสนองนักลงทุนรายย่อย ในที่สุดก็ลดลงเรื่อยๆ จนตอนนี้เหลือ 30% เพราะหมดตัวเป็นส่วนใหญ่ เขาก็เลยเปลี่ยนพฤติกรรม
ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศเดิมถือ 60% แต่ซื้อขาย 20% และตอนนี้ก็เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายเป็น Frequency Trade การซื้อขายเร็วไม่ได้เป็นการเก็งกำไรอย่างที่เข้าใจเสมอไป แต่เป็นการซื้อขายโดยใช้คอมพิวเตอร์ล็อกอัลกอริทึม พวกนี้เป็นการซื้อขายที่ถือว่ามีประโยชน์เพราะทำให้เกิดสภาพคล่องและลดความผันผวนของตลาด และยังลดต้นทุนของผู้ลงทุนได้

ตลาดทุนไทย

“ความจริงในตลาดทุนที่พัฒนาแล้ว นักลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดไม่ถึง 5-7% และถ้าถึง 10% เมื่อไรเกิดวิกฤตทุกที เพราะหมายถึงตลาดมัน Overshoot คือคนคิดว่าการซื้อหุ้นมันง่ายเลยกระโดดเข้ามา”
ต.ล.ท.เป็นผู้เล่นรายเดียวในตลาด (Monopoly) มายาวนาน แปลว่า อะไรก็ตามที่เป็น monopoly จะไม่มีการแข่งขันและไม่ต้องถูกกดดัน นอกจากนี้ ต.ล.ท.ยังเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เคยมีทีมฟุตบอลอาชีพ มีสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ซึ่งผมเห็นด้วยกับแผนพัฒนาตลาดทุนที่แยกทรัพย์สินเป็นกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่ง Facilitator ของไทยถือว่าดี เพราะเราเลียนแบบจากตลาดที่พัฒนาแล้ว
ก.ล.ต.ไทย ถือเป็นองค์กรที่มีคุณภาพสูงในระดับนานาชาติ เพราะมีพัฒนาการในมุมที่ดีตลอดมา โดยทำทุกอย่างตามมาตรฐานที่ IOSCO กำหนด การมี ก.ล.ต.ที่ดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 หลังจากผ่านไป 16 ปี ก.ล.ต.ก็ทำให้ระบบ Governance ได้รับการพัฒนาและเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้เงินทุนต่างประเทศเข้ามามากขึ้น
โครงสร้างตลาดหุ้นไทย ในโครงสร้างหุ้นไทย มีนักลงทุนจากสถาบันต่างประเทศที่ถือหุ้นไทยจากเดิม 60% เหลือ 45% ส่วนนักลงทุนจากสถาบันไทยเพิ่งเข้ามาหลังมีการตั้ง ก.ล.ต.ได้ 1 ปี คือมีการซื้อขายกองทุนรวม ทำให้มี บลจ. เกิดขึ้น และจากที่ Monopoly พอมีการแข่งขัน ตลาดก็เริ่มพัฒนา 
กลุ่มนักลงทุนที่เติบโตมากสุดในตลาดหุ้นไทยคือ เงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดา คือ 1) นักลงทุนที่ตามสถาบันคือซื้อช้าขายช้า พอร์ตเป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะมีเงินลงทุนที่มาก หันไปใช้ระบบ Private Wealth เพราะมีคุณภาพและมีการเติบโตที่เร็วมาก 2) นักลงทุนรายย่อยซื้อขายรายวัน (Day Trade) เงินน้อยแต่เทรดมากกว่า บล.ถึงเน้นดูแลมากกว่า ซื้อหนังสือตามแผง คอยฟังข่าวลือ
“ถ้าใครอยากเล่นหุ้นเล็กขึ้นเร็วลงเร็ว มีหน้าที่แค่ 2 อย่างคือ ‘เกาะถูก โดดทัน’ แค่นั้น เพราะไม่มีทางหาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานได้ และคอยตามนักปั่นที่เขาก็ไม่ได้มีการปั่นเพื่อการกุศลอยู่แล้ว หรือเซียนหุ้น ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นเซียนหุ้นเลย”
ตลาดหุ้นไทยพัฒนาตามมาตรฐานสากลมาตลอด แล้วทำธุรกิจตามมาตรฐาน 2 มิติคือ ต้องการทำธุรกิจในตลาดหุ้นที่ดี และต้องการทำธุรกิจที่ทำให้คนที่อยู่ในตลาดหุ้นอยู่อย่างยั่งยืน

42 ปี ของการทำงานในตลาดทุนมา แบ่งตลาดทุนแต่ละช่วงอย่างไร

ถือว่าตลาดทุนไทยดีขึ้นตลอดเวลา จากการก่อตั้งวันที่ 30 เมษายน 2518 แต่ผมเริ่มทำงานปี 2520
  • ยุคแรกคือราชาเงินทุน ยุคนั้นหุ้นขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล นักปั่นหุ้นไปได้ 2 ปี ตลาดก็ซบเซาไป 7 ปี โดยปี 1983 หรือ พ.ศ. 2526 เป็นยุคที่ตลาดหุ้นไทยซบเซามากที่สุด มูลค่าซื้อขายรายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ล้านบาท
  • ยุคที่ตลาดขับเคลื่อนโดยเงินต่างประเทศ ปี 1984 เริ่มมีการลดค่าเงินครั้งใหญ่ ปู่กับป๋าลดค่าเงินและกลับฐานประเทศ ประเทศไทยโชคดีที่เกิดวิกฤตค่าเงินเยน ทำให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย (Plaza Accord) เราโชคดีเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติยุคโชติช่วงชัชวาล องค์ประกอบนั้นทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดูมั่นคง รัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 8 ปี มีวินัยการคลังเพราะใช้กลุ่มบุคคลผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจมาเป็นผู้บริหารเศรษฐกิจ (เทคโนแครต) เศรษฐกิจเริ่มทะยานเพราะเงินฝรั่ง ซึ่งโบรกเกอร์ที่พาฝรั่งเข้ามาคือ บล.ธนชาต และ บล.ทิสโก้ 
  • ยุคเกิด ก.ล.ต. การที่ฝรั่งเข้ามาทำให้เกิด ก.ล.ต. ตลาดเลิก Monopoly เพราะเริ่มมี บลจ. เกิดขึ้น แต่เรายังพึ่งพาเงินต่างประเทศเยอะ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ โชคดีที่ตลาดหุ้นไทยมีการพัฒนามาแล้วระดับหนึ่ง เพราะบริษัทไทยที่รอดจากวิกฤต คือรอดจากเงินฝรั่งทั้งนั้น ทุกธนาคารที่อยู่รอดถึงวันนี้ก็รอดเพราะเงินต่างประเทศหมดเนื่องจากมีการเพิ่มทุน ตั้งแต่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต นี่คืออานิสงส์ของตลาดทุน แลนด์แอนด์เฮ้าส์ก็ได้เงินจากสิงคโปร์ ทำให้เป็นบริษัทที่ดีมีความเข้มแข็ง
  • ยุค ปตท.ปลุกนักลงทุนให้มาสนใจตลาดหุ้นไทย หลัง 2540 ตลาดหุ้นซบเซามาก ต้องให้เครดิตกับรัฐบาลทักษิณเพราะการแปรรูป ปตท. ถือเป็นการปลุกตลาดทุนไทยกลับมาจากที่เป็นตลาดหุ้นที่ต่างประเทศไม่ได้สนใจแล้ว หลังวิกฤต แบงก์ไปเพิ่มทุนได้ จากนั้นนักลงทุนพบว่า ที่ซื้อหุ้นไปนั้นเจ๊งหมด ปตท.จึงกลายเป็น Issue ใหญ่ จากนั้นก็โรดโชว์หุ้นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ทุกอย่างเงินอยู่ต่างประเทศหมด นี่คือกลไกตลาดที่แท้จริง 
การที่ความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศจะกลับขึ้นมา คีย์สำคัญอย่างหนึ่งอยู่ที่ บริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่จะดึงดูดนักลงทุนไทยมีไม่มากพอ การที่มีบริษัทใหญ่เป็นตัวจุดประกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ถ้า ปตท.ไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ปตท.จะไม่มีอย่างทุกวันนี้ เพราะมีคนมาโจมตีปีละ 1 แสนล้านบาท ที่เอาจากประชาชน กำไรมากทำให้พลังงานแพง ปตท.เข้าตลาดคือ การขายชาติ
“ตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์มา ปตท.กับบริษัทลูก เอาเงินจากตลาดไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ถ้าไม่เอาเงินจากตลาดไป 4 แสนล้านบาท เท่ากับว่าการที่ ปตท.จะขยายเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคก็ต้องเอาเงินงบประมาณจากรัฐไป 4 แสนล้านบาท ก็คงเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมาก แล้วก็ขาดทรัพยากรไปพัฒนาด้านอื่น”
แต่ถือว่า ปตท.ยังไม่ได้เป็นการแปรรูป เป็นแค่ก้าวหนึ่งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องขายหุ้นรัฐให้เหลือ 0% เหมือนที่มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ใช้กลไกตลาดเป็นคนดูแลบริษัทอังกฤษ โดยแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 40 กว่าแห่ง เช่น บริติชเทเลคอม บริติชแอร์เวย์ บริติชปิโตรเลียม ทุกอันจากรัฐวิสาหกิจห่วยๆ กลายเป็นบริษัทที่มีคุณภาพระดับโลก
นี่คือประโยชน์ของการแปรรูป ที่คนประนามว่าคือ การขายชาติ
และถ้าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขายชาติจริง ผมทำมาแล้ว 6 ครั้ง แต่เป็นการสร้างประโยชน์มากมาย การแปรรูปไม่ได้หมายถึงสิ่งที่วิเศษเลิศเลอ เพราะก็ยังมีการทุจริตอยู่ แต่ถ้าไม่แปรรูปจะมีการทุจริตมากกว่านี้เยอะ
ยกตัวอย่างบริษัท การบินไทย ได้เอาเงินจากตลาดหุ้นไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดหุ้นครั้งหนึ่ง เพิ่มทุนอีก 2 ครั้ง วันนี้มีทุนติดลบ แต่ถ้าไม่มีเรื่องนี้ เท่ากับงบประมาณรัฐก็หายไป 5 หมื่นล้านบาท และการเข้าสู่ตลาดทุนก็จะทำให้มีโอกาสพลิกฟื้นได้.หรือบริษัท การท่าอากาศยาน (AOT) ที่ได้กำไรมากที่สุดก็เพราะ Monopoly โดยสิ่งที่ทุนนิยมบอกคือ Monopoly เป็นตัวที่บั่นทอนบิดเบือนกระบวนการเศรษฐกิจมากที่สุดอันหนึ่ง ทำให้คนที่ได้ไปได้กำไรเกินควร ทำให้สินค้าแพงกว่า ถ้ามีการแข่งขันโดยสมบูรณ์ แต่หนีไม่พ้นที่มีธุรกิจหลายอย่างในบางเวลา บางขณะเป็น Monopoly โดยธรรมชาติ ใครอยากสร้างสนามบินมีที่ 10,000 หมื่นไร่ ขอใบอนุญาตก็ไม่ได้อยู่ดีเลยเป็น Monopoly โดยธรรมชาติ
“หลักการอะไรก็ตามที่เป็น Monopoly โดยธรรมชาติ ต้องมีหน่วยงานกำกับเป็นผู้ดูแล ไม่ให้ผู้ที่ถือ Monopoly นั้น เอาอำนาจ Monopoly ไปค้ากำไรเกินควร และหน่วยงานกำกับ ก็ต้องกดดันผู้ที่ถือ Monopoly ให้เพิ่มประสิทธิภาพตัวเองด้วยเพราะไม่มีการแข่งขัน”
AOT มีหน่วยงานกำกับดูแลสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ที่จะอนุมัติให้ขึ้นลงราคา แต่ประเทศไทย 2 หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้รัฐมนตรีคนเดียวกันเลยซูเอี๋ยมาโดยตลอด อย่างเวลาขึ้นเครื่องบินเสียเงินให้สนามบินสุวรรณภูมิ Passenger service charge 800 บาท/ครั้ง ซึ่งถือเป็นราคาที่เกือบจะแพงที่สุดในเอเชีย ทั้งๆ ที่ AOT ได้ที่ 10,000 ไร่มาถูกๆ เพราะจ่ายค่าเช่าปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะที่สนามบินชางฮีของสิงคโปร์ต้องถมทะเล แต่คิดถูกกว่าเรามาก และเพิ่งมาแซงเราเพราะเปิดเทอร์มินัลใหม่ ส่วนนาริตะก็แพงกว่าเรานิดเดียว
สิ่งที่ควรทำคือ สนามบินสุวรรณภูมิควรลดค่า Passenger service charge 800 บาท เพราะราคาดังกล่าวถูกตั้งขึ้นมาบนโปรเจ็กชันที่มีผู้โดยสาร 20 ล้านคน แต่ตอนนี้มีผู้ใช้บริการ 40 ล้านคนแล้ว กพท.ต้องบังคับให้ลดราคา และขึ้นราคาได้ตาม Productivity Improvement
AOT กลายเป็นสนามบินที่ได้กำไรมากที่สุด ลงทุนไม่มาก แต่การบริการเป็นอย่างไร วันเปิดบริการสนามบินสุวรรณภูมิ เราอยู่อันดับ 17 ของโลกในด้านการบริการที่ดี แต่วันนี้อยู่อันดับที่ 49 ถอยลงไปเรื่อยๆ

เศรษฐกิจภูมิภาค

ใครคือคนที่ควรอยู่ในตลาดทุน

คนที่มีคุณภาพและมีความรู้พอ สรุปคือ นักลงทุนสถาบัน ส่วนนักลงทุนบุคคลธรรมดา โดยลูกค้า Private Wealth ของผมมุ่งเน้นไปให้ลงทุนในกองทุนรวม หรือไปใช้ Private Fund ถ้ามีขนาดใหญ่พอ ซึ่งถ้าเขาอยากลงทุนเอง ไม่ได้ห้าม แต่เพียงขอให้ลงทุนตามสถาบัน หรือลงทุนตามบทวิจัยหรือบทวิเคราะห์ เพราะเชื่อว่าเขาอ่านไม่ไหว
แต่ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) เขาต้องแบ่งกันอ่านอย่างละเอียดเองเพราะเป็นอาชีพเขา ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศ จริงๆ เขารู้จักบริษัทจดทะเบียนไทยดีกว่าคนไทยอีก ซึ่งถ้ามีนักลงทุนมาคุยกับกลุ่มบริษัทภัทรเกียรตินาคิน ผมต้องเตรียมตัวอย่างดี เพราะถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี เขาจะรู้กระจ่างมากกว่าเราอีก และจะถามรายละเอียดมาก เช่น NPL เซ็กเมนต์นี้ทำไมขยับ เนื่องจากเป็นเงินลงทุนจริงและเขาก็มีความเป็นมืออาชีพ
“ผมเรียกร้องมานาน ลูกๆ หลานๆ ที่จะเล่นหุ้นแล้วรวย ได้ 1,000 ล้านบาทในพริบตา มันเป็นนิยาย นิยายเอาไว้ขายหนังสือ ขายคอร์สให้คุณไปเข้าอบรม”

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเรียนรู้ตลาดทุน
“ถ้าอยากทำงานในตลาดทุนก็ต้องทำเป็นมืออาชีพ ไปศึกษา เพราะสิ่งสำคัญสุดอยู่ที่ความอดทน”
บังเอิญผมไม่ได้ชอบคุยความเก่งกาจของตัวเอง แต่ผมเห็นเทรนด์เรื่องการพัฒนาตลาดทุนตั้ง 30 ปีแล้ว ผมถึงวางธุรกิจของบริษัทเช่นนี้ คือ ทำธุรกิจกับลูกค้าสถาบัน ทำธุรกิจกับคอร์ปอเรตที่มั่นคงแข็งแรง อยู่ใน Governance ที่ดีเท่านั้นก็ยอม
บางเวลาที่มาร์เก็ตแชร์ต่ำ ตอนที่มีรายย่อยเพิ่มในตลาดหุ้นมากขึ้น ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของเราไป พอตลาดกลับมา มาร์เก็ตแชร์ก็กลับมาที่ 12-13% เพราะทุกด้านไปได้ดี จึงสนองผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด คือลูกค้าสำคัญที่สุด ในขณะที่เราเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่เป็นคนมาเอาเงินหรือลูกค้าที่เป็นเจ้าของเงิน หรือไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ในเซ็กเตอร์ไหน เราก็ต้องมีโปรดักส์ให้เขาได้

ทีมเศรษฐกิจ

สิ่งที่กังวล

“ความจริงก่อนเกิดโควิด-19 ตลาดทุนเริ่มมีปัญหาอยู่แล้ว เพราะตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเกิดใหม่มากว่า 40 ปี มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกือบจะต่ำที่สุดในโลกต่อเนื่องกันมาเป็น 10 ปี ไม่ต้องพูดถึงอาเซียน เราต่ำกว่าเขาอยู่ สิงคโปร์รวยกว่าเรา 10 เท่า ไทยติดกับดักการพัฒนามา 10 ปีแล้ว จนนักลงทุนเริ่มลบประเทศไทยออกจากแผนที่การลงทุนของเขา ที่จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้”
ประเทศไทยเล็กจนไม่มีการเติบโต ทำให้นักลงทุนที่เป็นสถาบันถอยลดลงมาจาก 60% เหลือ 40% การที่เขาจะถือหุ้นลดลง ถ้าราคาหุ้นเราแพงเกินไปแล้วเขาหนี อันนี้ไม่เป็นไร แต่เขาบอกว่า แคระแกร็น ไม่เติบโต เพราะประเทศไทยไม่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ ขณะที่พฤติกรรมนักลงทุนตต่างประเทศเขาก็ไม่ลงทุนระยะยาว แต่เขาลงทุน ETF ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนรูปโฉมสำคัญของตลาดทุน
พอนักลงทุนต่างประเทศลงทุนผ่านระบบ ETF นักลงทุนสถาบันไทยก็จะยิ่งเพิ่มบทบาทความสำคัญมากขึ้น จนอาจเป็นตัวกำหนดตลาดได้ อันนี้คือการพัฒนาที่น่าสนใจ

ที่มา : การเสวนาในหัวข้อ “ตลาดเงินและตลาดทุนไทย” EP. 1 วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม 2563 โดยมี บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ โดยสามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ลิงก์ www.youtube.com/watch?v=lfCGQmWUjZ4


 

 

เรื่อง : สุวภา เจริญยิ่ง


บทความต่อเนื่องที่คุณสุวภานำมาบอกต่อ

บริหารองค์กรแบบ ‘พิระมิดหัวกลับ’ ในสไตล์ บรรยง พงษ์พานิช