“ประเทศชาติของเรามี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ที่ดูแลความมั่นคงของประเทศ สถาบัน MARA ก็เปรียบเสมือนเป็น หน่วยรบพิเศษ ที่ก่อตั้งโดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีหน้าที่อยู่ภายใต้ Keywords “ฝึก” “ทดสอบมาตรฐาน” “ส่งเสริมและสนับสนุน” ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ พื้นที่ในเขตอีอีซี เป็น priority แรก” การให้คำจำกัดความภารกิจของ สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Manufacturing Automation and Robotics Academy-MARA) จากปากของ จิตรพงศ์ พุ่มสอาด ผู้อำนวยการ สถาบัน MARA ชัดเจนถึงขั้นทำให้เราเห็นภาพได้ทันทีว่า สถาบันฯแห่งนี้ จัดตั้งขึ้นเพื่อพิชิตภารกิจอะไร
โดยคำว่า “หน่วยรบพิเศษ” ที่ ผู้อำนวยการสถาบัน MARA ได้เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นถึงลักษณะการทำงานของสถาบันนี้ ก็ได้รับการกำหนดมาอย่างชัดเจนแล้วว่าจะพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาบุคลากรในสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือ Manufacturing Automation and Robotics ซึ่งวันนี้ จิตรพงศ์ จะมาเล่าให้ฟังถึงภารกิจระดับชาติที่ท้าทายนี้ว่าเขาและทีมงานจะวางแผนการรบ เพื่อมีชัยชนะเหนือภารกิจนี้อย่างไร

‘สถาบัน MARA’ ต้นแบบ สถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐ พร้อมพุ่งเข้าชนทุกความท้าทาย เพื่อผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC
หลังจากให้คำจำกัดความภารกิจอันท้าทายในฐานะ ผู้อำนวยการสถาบัน MARA แล้ว จิตรพงศ์ ได้ขยายความ ทักษะและกลุ่มเป้าหมาย ที่ทางสถาบันฯกำหนดว่าจะเป็นกลุ่มที่ควรเข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตรที่สถาบันฯกำหนด ดังนี้
“นอกจากการเป็นหน่วยงานพิเศษ ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว เรายังอยู่ในฐานะหนึ่งในห้า Excellence Center ที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดตั้งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไป “สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน” และ “สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน” จะมีภารกิจหลักในการฝึกอาชีพในรูปแบบของ Occupational และฝึกแบบอาชีวะที่เรียกว่า Vocational ที่ผ่านมา ทางกรมฯได้ดำเนินการจัดตั้งให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ”
“แต่ สถาบัน MARA อยู่ในฐานะหน่วยฝึกพิเศษ ที่มาตั้งในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เพื่อตอบสนองความต้องการในด้านการพัฒนาบุคลากรในสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์โดยเฉพาะ”

“สำหรับโครงการอีอีซี มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สถาบัน MARA จึงตั้งขึ้นมาในฐานะเป็นผู้พัฒนาทักษะรองรับ Sub Industry โดยมองว่า งานออโตเมชันและโรบอตไม่ได้ใช้แค่ในอุตสาหกรรมยานยนต์หรือชิ้นส่วนยานยนต์อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจเท่านั้น แต่เทคโนโลยีการผลิตล้ำยุคนี้ได้ถูกนำไปใช้ในทุกกระบวนการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมแทบทุกประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและในการผลิตในกับโรงงานนั้นๆ”
“ด้วยเหตุนี้ สถาบัน MARA จึงอยู่ในฐานะ Sub Industry หากอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี เป็นเสาหลักทั้งหมด 12 เสา ภารกิจการพัฒนาบุคลากรด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะเป็นเสาแนวนอน ที่อยู่ในฐานของอุตสาหกรรมเป้าหมายแทบทุกอุตสาหกรรม
“ด้วยหน้าที่หลักในการพัฒนาบุคลากรหรือสร้างเสริมทักษะใหม่ๆ ให้กับกำลังแรงงาน ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายแทบทุกอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงพูดได้ว่าเราเน้นการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ใน Process หรือกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการมุ่งไปสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ที่ลดการพึ่งพาคน”
“และทักษะที่สถาบัน MARA จะอบรมและสอนให้บุคลากรในสถานประกอบการจะเป็น Manufacturing skill ซึ่งครอบคลุมทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งกว้างกว่า Factory skill”
เพราะฉะนั้น อย่างที่เกริ่นว่า สถาบัน MARA ได้รับมอบหมายภารกิจให้เป็นเสมือน หน่วยรบพิเศษ มีหน้าที่อยู่ภายใต้ Keywords “ฝึก” “ทดสอบมาตรฐาน” “ส่งเสริมและสนับสนุน” การพัฒนากำลังคนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ พื้นที่ในเขตอีอีซี เป็น priority แรก โดย ผอ.จิตรพงศ์ ได้ขยายความภารกิจของสถาบันฯว่า

“ในส่วนของการ “ฝึก” คือ การฝึกกำลังแรงงานที่ สถาบัน MARA จำนวน 1,100 คน ต่อปี ส่วน “ทดสอบ” เรามีเป้าหมายทดสอบฝีมือแรงงานในปีหน้า 360 คน”
“ขณะที่ เราจะ “ส่งเสริมและสนับสนุน” ด้วยการเป็นที่ปรึกษาให้สถานประกอบการ ในด้านการฝึกอบรม การใช้หุ่นยนต์ รวมถึงการให้ปรึกษาในเรื่องการใช้งานเครื่องจักรกลอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ซึ่งในภารกิจนี้ เราก็มีผู้เชี่ยวชาญของสถาบันฯคอยให้คำปรึกษา แต่ถ้าเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่เรารู้ เราก็สามารถแนะนำเครือข่ายวิทยากร ที่มีความรู้ ไปให้คำปรึกษาและจัดอบรมในทักษะที่ทางโรงงานอุตสาหกรรมนั้นต้องการได้”
“สรุปแล้ว ต้องเน้นย้ำว่า สถาบัน MARA ไม่ใช่ทีมช่าง ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติให้ แต่เราจะเข้าไปมีส่วนร่วม ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง “คน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม อย่าง การควบคุมหุ่นยนต์ในไลน์การผลิตให้สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม แม่นยำ มีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าคุณมีปัญหาตรงนี้ เราสามารถจัดการฝึกอบรมให้ได้”
ดังนั้น ผอ.จิตรพงศ์ จึงเน้นย้ำว่า “เราจึงทำงานไม่ต่างกับสถาบันการศึกษา ทั้งที่เป็นระดับ วิทยาลัย มหาวิทยาลัย เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายหลักที่เราโฟกัสต่างกัน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย อยู่ในโลกของการศึกษา แต่ สถาบัน MARA เราอยู่ในโลกของอาชีพ ถ้าเจาะลงไป ก็คือ
พนักงานในไลน์การผลิต
พนักงาน Technician ซ่อมบำรุง ปรับปรุงงาน
พนักงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ SI หรือ System Integrator ในแบบ Internal คือ ทำแค่งานในโรงงาน
ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง Supervisor หรือ หัวหน้างานในโรงงาน
ครูฝึก ในรูปแบบของ Train the Trainer
“โดยการฝึกทักษะ ฝึกอบรมที่จะเกิดขึ้นที่นี่จะครอบคลุมตั้งแต่ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ ซอฟแวร์ที่ดูแลระบบ ไปจนถึง Manage skill ซึ่งเป็น Soft skill ที่คนทำงานด้านนี้ต้องมี”
เจาะหลักสูตรที่ สถาบัน MARA เปิดอบรม ครอบคลุมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ทั้งหมด 54 หลักสูตร
อย่างไรก็ตาม นอกจาก กลุ่มเป้าหมายที่เป็นกำลังแรงงาน หรือบุคลากรที่ทำงานอยู่ในภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ดังที่กล่าวมาแล้ว หลักสูตรอบรมที่ สถาบัน MARA ยังเปิดกว้างให้ทั้ง บุคคลทั่วไปที่สนใจ และนักศึกษาที่กำลังจะศึกษาจบ หรือ บัณฑิตจบใหม่ ที่อยากเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อเติมเต็มศักยภาพของตนเอง ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วย โดยในการฝึกอบรมทุกหลักสูตร จิตรพงศ์ ย้ำว่า ฝึกให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
“สำหรับหัวข้อและเนื้อหาหลักสูตร ทางสถาบันฯกำหนดไว้ทั้งหมด 54 หลักสูตร ทำเสร็จไปแล้ว 44 หลักสูตร โดยบอร์ดกรรมการและอนุกรรมการฯของสถาบัน เป็นผู้กำหนด เมื่อกำหนดหลักสูตรเสร็จ เราจะเปิด Forum ให้ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมทั้ง 5 กลุ่ม ที่เกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ มาวิพากษ์หลักสูตรว่า ต้องการให้จัดหลักสูตรเพื่อเพิ่มเติมทักษะด้านไหนอย่างเร่งด่วนบ้าง”
“นี่นับเป็นการปฏิวัติการทำงานของภาครัฐ การทำงานแบบ รัฐคิด รัฐทำ รัฐดำเนินการ หมดยุคไปแล้ว หน่วยงานของผมไม่ได้ถูกออกแบบมาแบบนั้น สถาบัน MARA ถูกออกแบบมาให้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม คิด สถาบันฯเป็นผู้ลงมือทำ จัดหลักสูตรอบรมทักษะให้กับบุคลากรในภาคการผลิต ซึ่งผมเชื่อว่าการร่วมมือกันทำงานในรูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้เราได้หลักสูตรที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการได้จริง”
“โดยที่ผ่านมา ใน 1 ปี เราวางแผนไว้ว่าจะเปิดหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแบบตรงเป้าหมายประมาณ 20-30 หลักสูตร ยกตัวอย่าง หลักสูตร ที่เปิดอบรม สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรระบบออโตเมชัน ก็มี หลักสูตร PLC, Advance PLC, Touch Screen, Servo Motor, Smart factory, Industrial IoT”
“ส่วนกลุ่มโรบอตหรือหุ่นยนต์ เรามีการเปิดหลักสูตรอบรม เช่น อบรมในหัวข้อ หุ่นยนต์ Pick & Paste, Handing Robot, หุ่นยนต์ที่ใช้ในงานเชื่อม เป็นต้นทนอกจากนั้น เรายังมีสอนอบรมเฉพาะในเรื่องของ Machining ในหลากหลายสาขาด้วย”
“และอย่างที่เกริ่นมาในตอนแรก ไม่ใช่แค่ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเท่านั้นที่เราเปิดสอน แต่ทางสถาบันฯยังเปิดสอนในด้านของ Manage skill และเทคนิคที่ใช้ในการบริหารงานผลิตด้วย”

“อย่างล่าสุดที่เรากำลังเปิดตอนนี้ คือ เทคนิคการบริหารงานผลิตแบบ “Monozukuri” หรือ “โมโนซุคุริ” ซึ่งมาจากคำภาษาญี่ปุ่น 2 คำรวมกัน คือ คำว่า Mono หมายถึง สิ่งของหรือ ผลิตภัณฑ์และคำว่า Zukuri หมายถึง การผลิต การสร้างสรรค์เมื่อรวมกันก็จะมีความหมาย ว่า การผลิตสิ่งของ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่มีคุณภาพโดยใช้ทักษะและเทคโนโลยีซึ่งมีลักษณะสำคัญ เป็นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง นั่นเอง พูดง่ายๆ คือการ อบรมหัวหน้างาน ให้มีจิตวิญญาณการทำงานที่เป็นแบบอย่าง อย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งต้องลงลึกและศึกษาจนรู้จริง ถึงจะสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้”
ทั้งนี้ จิตรพงศ์ ยังแย้มแผนการในอนาคตอันใกล้ด้วยว่าต่อไปทาง สถาบันฯ จะเปิดหลักสูตรอบรมระยะยาวที่เก็บค่าอบรม แต่จะสอนในหลักสูตรแบบเจาะลึก มีระยะเวลาเรียนที่นานกว่า ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในแบบที่เรียนจบแล้วสามารถนำความรู้นั้นไปปรับใช้ในการทำงานหรือในการประกอบอาชีพได้จริง รวมถึงการฝึกแบบ EEC Model Type B ที่เก็บค่าใช้จ่าย 50 : 50 ตามนโยบายของ คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC – HDC
‘จิตรพงศ์ พุ่มสอาด’ พร้อมสะท้อนปัญหาคนทำงาน แนะวิธีพลิกให้เป็นโอกาส พัฒนาบุคลากรไทย ให้มีศักยภาพสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก
“ในมุมมองของผม หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ไม่ได้มาแทนที่คน และทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้ ไม่เคยทำลายคนที่มีทักษะแต่แน่นอนว่า ทั้ง 2 เทคโนโลยี นี้ จะดิสรัปก็เฉพาะคนที่ไม่ยอมเรียนรู้ทักษะหรือความรู้ใหม่ๆเท่านั้น” จิตรพงศ์ พุ่มสอาด ผู้อำนวยการ สถาบัน MARA เน้นย้ำ
“ขณะเดียวกัน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ก็ไม่มีทางทำลายโอกาสของคนที่ใฝ่เรียนรู้ มีแต่จะไปเป็นโอกาสที่ทำให้คุณเห็นเส้นทางแห่งการพัฒนาตนเอง และโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น”
“จากประสบการณ์ที่เราได้จัดอบรมที่ผ่านมา บอกได้เลยว่าทักษะที่คนทำงานในภาคอุตสาหกรรมขาดมากที่สุด คือ Technician skill รองลงมา คือ Mind Management เพราะเราต้องยอมรับว่าคนไทยมีปัญหาเรื่องวินัย การคิดถึงส่วนรวมก่อนส่วนตน ทำให้ความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองมีน้อย”
“ที่ผ่านมา คนไทยเข้าใจผิดมาตลอดว่าการทำให้คนเก่งขึ้น ต้องไปฝึกอบรม นั่นไม่ใช่ เพราะในบางเรื่องเราพบว่าแค่ปรับทัศนคติแค่เพียงนิดเดียว ทักษะการทำงานที่เขายังขาดจะพุ่งสูงขึ้นได้ทันที เนื่องจากคนทำงานหลายคนยังมีทัศนคติที่ไม่ยอมออกมาจาก Safe zone ซึ่งถ้าเขาหลุดออกจากกรอบนี้ได้ ยอมปรับเปลี่ยน ทักษะนั้นอาจไม่ได้เรียนรู้ยากอย่างที่เขาคิด ซึ่งตรงนี้ ต้องอาศัย Mind Management ซึ่งผูกอยู่กับวุฒิภาวะของคนๆ นั้น ในกรณีนี้ทางแก้ไม่ใช่การบ่น การว่า แต่ต้องช่วยพัฒนา สร้างทัศนคติใหม่ให้เขา สร้างแรงจูงใจให้เขาออกมาจาก Safe zone ให้ได้”
“ขณะที่ การพัฒนาด้านเทคนิคเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ โดยที่เราไม่ปรับพื้นฐาน Mind Management ก็จะทำให้การพัฒนาการทำงานหรือต่อยอดไปสู่ New skill ใหม่ ทำได้ยาก”
“ดังนั้น เรื่อง Technician skill ผมมองว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญที่จะสอนได้ แต่เรื่องของ Manage skill หรือ Mind Management เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในบุคลากรไทยให้ได้”
“นอกจากนั้น ผมมองว่า คนไทยต้องบุกในงาน 3D Difficult Dirty Dangerous ต้องกล้าทำ เพราะต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ก่อนที่จะเกิดปรากฎการณ์ดิสรัปชันทั้งโดยเทคโนโลยีและวิกฤตโควิด-19 คนทำงานชาวไทยส่วนใหญ่ ยังไม่ให้ความสำคัญกับการปรับตัวทำงานที่ท้าทายเหล่านี้เท่าไรนัก อย่างที่เกริ่นข้างต้นว่า หลายคนยังคงอยู่ใน Safe zone”
“แต่จะโทษคนทำงานอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะในเรื่องของเกณฑ์ค่าจ้าง ผมมองว่าทางภาครัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านนี้ก็ต้องปรับ ที่ผ่านมา เราต้องการให้คนทำงานในงาน 3D อย่างที่ผมบอกมา แต่จ่ายค่าจ้างในเกณฑ์ปกติหรือต่ำ คนก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน”
“ดังนั้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตฯ ที่ส่งผลให้คนว่างงานจำนวนมาก ผมมองว่า เราต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคนต้องปรับทัศนคติให้ได้ว่าต้องพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองก่อน อย่าไปหวังว่าจะมีใครยื่นมือมาฝึกอบรมให้ เพราะการเรียนรู้ควรเริ่มที่ตนเองก่อน”

ต่อประเด็นภารกิจผลิตและพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองความต้องการของอีอีซี จิตรพงศ์ มองว่า
“แนวทางการจัดการเรียนการสอนในแบบ EEC Model ที่ทาง EEC HDC ได้คิดค้น นำเสนอ และได้นำไปปรับใช้แล้วในภาคการศึกษาทุกระดับ เป็นสิ่งที่เรามาถูกทางแล้ว”
“เพราะเราต้องยอมรับว่า การจัดการศึกษาในยุคที่เราต้องการกำลังคนเร่งด่วนนี้ ภาครัฐต้องถอยออกมา และมาอยู่ในฐานะของ Regulator, Supporter หรือ Operator เปิดทางให้ภาคเอกชนเป็นผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกำหนดหลักสูตร หรือชี้ว่าทักษะอะไรที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เพราะว่ากันจริงๆแล้ว ภาครัฐจะดำเนินการด้านนี้เองแต่เพียงฝ่ายเดียว ก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก”
“ด้วยเหตุนี้จึงควรเปิดให้ “ผู้ใช้เป็นผู้กำหนด” ให้ผู้ใช้มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะ เป็นผู้ประเมินผลว่าบุคลากรที่ภาคการศึกษาผลิตออกมานั้นตรงตามความต้องการหรือไม่ เพราะปัญหาคลาสสิคที่เรื้อรังมากนาน และเราเผชิญหน้ากันอยู่ในตอนนี้ คือ การที่เราขาดแคลนแรงงาน หรือผลิตบุคลากรออกมาก็ไม่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือไม่ได้มาตรฐานแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ”
“ดังนั้น การหาคำตอบให้โจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องทำ คือ การผลิตกำลังคนหรือบุคลากรให้ทันต่อเวลา ซึ่งต้องตอบโจทย์ทั้งปริมาณและคุณภาพ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่ก็ต้องเปิดกว้างให้นักศึกษา ว่าที่กำลังคนของชาตินี้ไปศึกษา เรียนรู้ หน้างานจริง ได้มีโอกาสไปทำงานกับเครื่องจักร หุ่นยนต์ จริงในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งถ้าทำได้ ผลตอบแทนที่ทุกสถานประกอบการจะได้ก็คือ บุคลากรคุณภาพที่คุณมีสิทธิเป็นผู้เลือกเอง กำหนดเอง เป็นการป้องกันการเสียเปล่าด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ได้ผลอย่างมาก”
สุดท้ายแล้ว ผู้อำนวยการสถาบัน MARA สรุป โดยเน้นย้ำความเชื่อมั่นที่ว่า “คนคือทุกอย่างของความสำเร็จ เครื่องจักรไม่มีทางแทนคนได้ ถ้าคนรักที่จะทำงานและยกระดับทักษะให้สูงกว่างานที่เครื่องจักรทำอยู่”
การพัฒนากำลังคนและบุคลากร ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของชาติ จำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
‘ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด’ กับภารกิจต่อยอด Core value มทร.ธัญบุรี ผลิตบัณฑิตนวัตกร ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
เมื่อกระทรวงศึกษาฯประกาศยกเครื่อง ‘ระบบอาชีวศึกษา’ ใหม่ อะไรดีๆ จะเกิดขึ้นบ้าง?















