วิเคราะห์ความสำเร็จ Liverpool มีตำนาน Boot Room อยู่เบื้องหลัง บทที่ 11 B-Rod กับ Persistent Leadership

แนวคิด Persistent Leadership หรือ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” เป็นทฤษฎีที่ Glen Thomas สร้างสรรค์ขึ้นในปี ค.ศ. 2005

Glen Thomas ได้ให้นิยามของ กล่าวว่า “ภาวะผู้นำดื้อดึง” หรือ Persistent Leadership ว่าหมายถึง ภาวะที่ผู้นำมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมากจนเกินไป
เพราะแม้ผู้นำคนนั้นจะมีความสามารถในการนำ และมีสมรรถนะในการบริหารงานที่สูงมากก็ตาม หากแต่ผู้นำคนดังกล่าว มีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป อาจทำให้เกิดสภาพของ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ขึ้นได้
Glen Thomas ให้เหตุผลว่า “ภาวะผู้นำดื้อดึง” นี้ “เหมาะกับบางเหตุการณ์” เท่านั้น แต่เมื่อสถานการณ์บางอย่างเปลี่ยนแปลง หรือมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาแทรก “ภาวะผู้นำดื้อดึง” อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในแง่ของการที่ผู้นำไม่มีความยืดหยุ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมองจากมุม “ผู้ตาม” แล้ว “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ไม่เป็นผลดีต่อองค์กร และตัวผู้นำเองในระยะยาว กล่าวคือ ผู้ตามจะมอง “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ว่าเป็นปัญหาสำคัญของการไม่รับฟังความคิดเห็นของคนในองค์กร
Brendan Rodgers
Brendan Rodgers
สอดคล้องกับ Justin Sachs (2016) ที่กล่าวว่า “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีตัวอย่างของผู้ที่มี “ภาวะผู้นำดื้อดึง” แต่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น “ผู้พัน Sanders” เจ้าของ KFC หรือ Kentucky Fried Chicken ที่ใช้ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ของเขาสร้างธุรกิจจาก Street Food Truck จนประสบความสำเร็จระดับโลก ด้วยการผ่านการลองผิดลองถูกหาสูตรไก่ทอดก่อนที่จะออกระดมทุนจำนวน 1,007 ครั้งจนกระทั่งครั้งที่ 1,008 จึงค้นพบเคล็ดลับความสำเร็จ
หรือจะเป็น “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ของ Thomas Edison บิดาผู้ให้กำเนิดหลอดไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้านับร้อยชนิด ก็ผ่านการลองผิดลองถูกจำนวน 9,999 ครั้งจนกระทั่งครั้งที่ 10,000 จึงค้นพบเคล็ดลับความสำเร็จของการสร้างหลอดไฟให้พวกเราได้ใช้กันในทุกวันนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ของ Abraham Lincoln อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ผู้ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดชีวิต กว่าที่จะประสบความสำเร็จได้เป็นประธานาธิบดี ซึ่งถือเป็นชัยชนะเดียวของชีวิต เขาต้องรอคอยอย่างยาวนานถึง 52 ปี
อย่างไรก็ดี สรุปว่า หากเรานำข้อดีของ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” คือความมุ่งมั่น และไม่ลังเลใน Glen Thomas การบริหารงาน เสริมด้วยปัจจัย The Five P’s หรือ หลัก 5P “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ก็จะมีความอ่อนตัวลงได้และอาจพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนในท้ายที่สุด
หลัก 5P หรือ The Five P’s ของ Glen Thomas ที่จะช่วยอุดช่องว่างของ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ประกอบด้วย
  1. Principles หรือ “ความมีหลักการ”
  2. Passion หรือ “มีความหลงใหล”
  3. People หรือ “รักทีมงาน”
  4. Performance หรือ “สมรรถนะยอดเยี่ยม”
  5. Perseverance หรือ “ขยันหมั่นเพียร”
หากเรานำ The Five P’s หรือ หลัก 5P ของ Glen Thomas มาจับรูปแบบการทำงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวะผู้นำ” ของ Brendan Rodgers ผู้จัดการทีม Liverpool ระหว่างฤดูกาล 2012-2015 แล้ว
จะพบว่า Brendan Rodgers หรือ B-Rod เข้าข่ายการเป็น “ภาวะผู้นำดื้อดึง” หรือ Persistent Leadership อยู่เหมือนกัน
Brendan Rodgers
Brendan Rodgers
เพราะถ้าเราพิจารณาคุณสมบัติของ Brendan Rodgers บนเก้าอี้ Big Boss “หงส์แดง” ในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว
เราก็จะเห็น ทั้ง “ความมีหลักการ” ทั้งการ “มีความหลงใหล” ทั้งความ “รักทีมงาน” ทั้งมี “สมรรถนะยอดเยี่ยม” และทั้งความ “ขยันหมั่นเพียร” ครบถ้วนกระบวนความ ตามอย่างที่ Glen Thomas ได้กล่าวไว้ทุกประการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง B-Rod ยังมีคุณลักษณะตรงตามที่ Justin Sachs ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับคนดังในอดีตที่มี Persistent Leadership หรือ “ภาวะผู้นำดื้อดึง”
ไม่ว่าจะเป็น “ผู้พัน Sanders” คนก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC และ Thomas Edison ผู้คิดค้นหลอดไฟ หรือ Abraham Lincoln อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
เพราะ Brendan Rodgers มีบุคลิกของผู้นำที่มุ่งมั่น-ตั้งใจทำงาน และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับงาน
หากเราย้อนกลับไปดูเส้นทางในวงการฟุตบอลของ B-Rod ก็จะพบว่า เขาเอาจริงเอาจังกับการเป็นผู้จัดการทีมมากกว่าสถานะนักเตะ
Brendan Rodgers เริ่มต้นอาชีพพ่อค้าแข้ง จากการเป็นนักบอลทีมเยาวชน Ballymena United สโมสรบ้านเกิดในไอร์แลนด์เหนือ จากนั้นก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และย้ายไปเติบโต-สร้างชื่อเสียงที่ Reading
ร่อนเร่พเนจรไปอีก 3 สโมสรคือ Newport, Witney Town และ Newbury Town ก่อนจะเปลี่ยนไลน์มาสู่วิชาชีพผู้จัดการทีม
ใช้ทุนส่วนตัวบินไปศึกษาเรียนรู้ระบบการทำงานของทีมเยาวชน Barcelona ทำให้ได้รู้จักกับ Louis van Gaal กุนซือ “บาร์ซ่า” ในขณะนั้น
เมื่อเก็บเกี่ยวความรู้ และประสบการณ์ รูปแบบการสร้างทีมเยาวชนจนเต็มพิกัด เขาก็กลับมาที่อังกฤษ โดยเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2004 ที่เขาได้รับการทาบทามจาก José Mourinho ผู้จัดการทีม Chelsea ในเวลานั้น ให้รับหน้าที่ดูแลทีมเยาวชน

B-Rod ใช้ช่วงเวลานี้ฝึกงาน และแสดงความสามารถวางโครงสร้างทีมเยาวชนของ Chelsea จนกระทั่ง 2 ปีผ่านไป คือในปี ค.ศ. 2006 เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นโค้ชทีมสำรอง และได้มีโอกาสร่วมงานกับกุนซือระดับโลกอีก 2 คนคือ Avram Grant และ Luiz Felipe Scolari
เมื่อปีกกล้าขาแข็ง Brendan Rodgers ก้าวออกจาก Stamford Bridge ไปรับเป็นกุนซือทีมชุดใหญ่เต็มตัวที่สโมสร Watford ในฤดูกาล 2008-2009 ก่อนกลับไปอยู่กับ Reading สโมสรเก่าของเขาในช่วงสั้น
และมาสร้างชื่อเสียงกับ Swansea City ในฤดูกาล 2010-2011 เพียงปีแรก ก็พา “หงส์ขาว” เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก และจบอันดับ 11 ของพรีเมียร์ ลีกในฤดูกาลถัดมา ด้วยสถิติทีมที่ผ่านบอลสำเร็จเป็นอันดับ 1 ของพรีเมียร์ ลีก ประจำฤดูกาล 2011-2012 (คิดเป็น 83 เปอร์เซ็นต์)

เมื่อ Kenny Dalglish ก้าวลงจากตำแหน่งนายใหญ่ “หงส์แดง” เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2012 ทำให้ Board บริหาร Liverpool ตกลงว่าจ้าง B-Rod ให้เข้ามาทำงานในถิ่น Anfield ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกันนั้นเอง

 

ถือเป็นการหวนกลับมาสู่ตำนาน Boot Room Culture เหมือนในประวัติศาสตร์อีกครั้ง ที่บรรดาโค้ชของ Liverpool ใช้เป็น “คนบ้านเดียวกัน” หรือ “คนในราชอาณาจักร” มาเป็นคนคุมทีม

 

ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สก็อตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ หรือแม้กระทั่ง ไอร์แลนด์ บ้านใกล้เรือนเคียง

แม้ Brendan Rodgers ได้รับโอกาสให้คุมทีม Liverpool เกือบ 3 ฤดูกาล ทว่า หากวัดผลงานกันที่จำนวนถ้วยแชมป์แล้ว ต้องถือว่า B-Rod ยังไม่ได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับ The Kop ได้ชื่นชมเลย
เฉียดที่สุดก็คือ ในฤดูกาล 2013-2014 ที่เขาพา “หงส์แดง” ทำแต้มไล่บี้ Manchester City อย่างกระชั้นชิด จนเกือบจะได้แชมป์พรีเมียร์ ลีกอยู่แล้ว ทว่า กลับแผ่วปลายในที่สุดจึงจบได้เพียงอันดับ 2
เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายของแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ B-Rod ในฤดูกาลถัดมา

ทั้งๆ ที่ หากเราค้นลึกลงไปในรายละเอียดด้านสถิติแล้ว จะพบว่า Brendan Rodgers ทำทีม Liverpool คว้าชัยชนะในลีกได้เฉลี่ยมากถึงร้อยละ 51.6 ซึ่งถือว่า “สูงเป็นอันดับ 2” ของผู้จัดการทีม Liverpool ทั้งหมดในยุคพรีเมียร์ ลีก
จะเป็นรองก็เพียงแค่ Rafael Benítez ที่ทำได้ 55.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น!
อย่างไรก็ดี ถ้าเราย้อนกลับไปพิจารณาถึง ทฤษฎี Persistent Leadership หรือ “ภาวะผู้นำดื้อดึง” ของ Glen Thomas อีกครั้ง ก็จะเห็นได้ชัดว่า B-Rod นั้น มี “ความดื้อดึง” ไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เขาโดนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ก็คือ การบริหารจัดการแบบยึดตัวตนเป็นศูนย์กลาง
ที่สำคัญก็คือ การปล่อยตัวผู้เล่นสำคัญๆ หลายคนออกจากทีม โดยเฉพาะนักเตะที่มี “ความสำคัญที่สุด” ต่อ Liverpool อย่าง Steven Gerrard นี่คงเป็นเหตุผลหลักในระดับฟางเส้นสุดท้ายที่ The Kop มีต่อ Brendan Rodgers จริงๆ
อีกทั้ง การซื้อตัวผู้เล่นที่เข้าใหม่ ซึ่งหลายคนเป็นซูเปอร์สตาร์มาจากสโมสรอื่น ทว่า กลับไม่ประสบความสำเร็จเมื่อมาอยู่ภายในการคุมทีมของ B-Rod ที่ Liverpool
ที่สำคัญที่สุดก็คือ การจัดตัวผู้เล่นแบบ “ค้านสายตา” The Kop แทบทุกนัดที่เขาทำหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตัวนักเตะแบบ “ให้เล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด” นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Brendan Rodgers ต้องอำลาทีมไป
อย่างไรก็ตาม หากเราวนกลับไปดูคุณสมบัติที่ดีคือ The Five P’s หรือ หลัก 5P ของ Glen Thomas ก็จะพบว่า Brendan Rodgers นั้นมีทั้ง “ความมีหลักการ” ทั้งการ “มีความหลงใหล” ทั้งความ “รักทีมงาน” ทั้งมี “สมรรถนะยอดเยี่ยม” และทั้งความ “ขยันหมั่นเพียร”
เรียกได้ว่า ครบถ้วนกระบวนความ ดังที่ Glen Thomas ได้กล่าวไว้ทุกประการครับ!