เมื่อลูกหนังกลมๆ กลายเป็น Local Economy

ในอดีตการเล่นฟุตบอลอาจเป็นเพียงกีฬาชนิดหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งมีประชากรติดตามการแข่งขันจำนวนมาก เช่นการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2010 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ มีประชากรผู้ชมทั่วโลก 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก มากกว่าจำนวนประชากรที่ติดตามชมมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2012 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีการบรรจุประเภทและชนิดของการแข่งขันกีฬาไว้ถึง 28 ชนิด


เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลในพื้นที่ใด ก็ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสินค้าของที่ระลึก เสื้อผ้า การใช้บริการสาธารณะ อุปกรณ์ประกอบการเชียร์ อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ฯลฯ ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ขณะที่ในเมืองไทยความนิยมฟุตบอลลีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ ปี มีสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้าร่วมทั้ง 3 ลีกมากถึง 110 ทีม โดยมีผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันโดยตรงไม่น้อยกว่า 10,000 คน และประชากรที่เกี่ยวข้องทางอ้อมเป็นจำนวนหลายแสนคน การลงทุนรวมทุกสโมสรมากกว่า 3,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก กระแสความนิยมนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ดังสถิติผู้ชมไทยพรีเมียร์ลีกปี 2552 ทั้งฤดูกาลประมาณ 984,000 คน เพิ่มเป็น 1,911,277 คนในปี 2557 รายได้จากการขายบัตรเข้าชมเกมของทุกสโมสรรวมกันในปี 2552 ประมาณ 50 ล้านบาท เพิ่มเป็น 164 ล้านบาทในปี 2557 เมื่อรวมค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ค่าบริหารจัดการสโมสร ค่ากิจกรรมทางการตลาด ค่าใช้จ่ายของแฟนบอล มูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบจึงสูงนับหมื่นล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันการแข่งขันฟุตบอลอาชีพของไทยใช้ชื่อว่า ‘ไทยลีก’ จากเดิมใช้ว่าไทย​พรีเมียร์​ลีก แบ่งเป็นไทยลีก จำนวน 16 ทีม ไทยลีก 2 จำนวน 18 ทีม ไทยเนชันนัลลีก 76 ทีม ประกอบด้วย
  • ภูมิภาคที่ 1 เหนือ 12 ทีม
  • ภูมิภาคที่ 2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 12 ทีม
  • ภูมิภาคที่ 3 ตะวันออก 12 ทีม
  • ภูมิภาคที่ 4 กรุงเทพและปริมณฑล 14 ทีม
  • ภูมิภาคที่ 5 ตะวันตก 13 ทีม
  • มิภาคที่ 6 ใต้ 13 ทีม
นอกจากนี้ยังมีไทยแลนด์ อเมเจอร์ลีก (สมัครเล่น) ไม่จำกัดทีม กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ค่าใช้จ่ายของแฟนบอลในการแข่งขันไทยลีก
ลองคำนวณอย่างง่ายๆ เฉพาะค่าใช้จ่ายของแฟนบอลในการแข่งขันไทยลีก (ไม่รวมลีกอื่นๆ) ในแต่ละสัปดาห์มีการแข่งขันไทยลีก 9 สนาม บางสนามเต็มความจุ 25,000 คน บางสนาม 10,000 คน บางสนาม 5,000 คน ถ้าคิดเป็นค่าเฉลี่ยสนามละ 6,000 คน รวม 9 สนาม 54,000 คน ทุกคนที่เดินทางไปชมฟุตบอลมีค่าใช้จ่ายมากน้อยต่างกันไป เช่น ค่าน้ำมัน ค่าบัตรผ่านประตู ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าพาหนะ ฯลฯ ถ้ามีแฟนฟุตบอลต่างถิ่นตามไปเชียร์ทีมของตัวเอง ก็ต้องหาซื้อสินค้าของฝากจากท้องถิ่นนั้นๆ ติดมือกลับบ้านด้วย หรืออาจหาที่พักและท่องเที่ยวไปในตัว

บางคนใช้เงิน 5,000 บาท บางคน 2,000 บาท บางคน 1,000 บาท บางคน 500 บาท บางคน 200 บาท สมมุติเฉลี่ย 500 บาทต่อคน ก็เท่ากับ 500 x 54,000 แสดงว่ามีเงินหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ 27 ล้านบาท ถ้าจัดการแข่งขัน 4 ครั้งต่อเดือนจะมีเงินหมุนเวียนเดือนละ 108 ล้านบาท หรือปีละ 1,296 ล้านบาท นี่คิดแบบพื้นฐานขั้นต่ำที่สุด และยังไม่รวมการแข่งขันในกลุ่มลีก 2 ไทยเนชันนัลลีกและไทยแลนด์ อเมเจอร์ลีกที่มีแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองไปในกลุ่มสโมสรฟุตบอลก็มีค่าใช้จ่ายในด้านเม็ดเงินที่สะพัดหลายส่วน ทั้งค่าซื้อขายนักเตะ ค่าสอปนเซอร์ ค่าการตลาด ค่าแบรนด์รอยัลตี้ ฯลฯ นำไปสู่การต่อยอดด้านการขายสินค้าที่ระลึก หรือกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการกีฬา ว่ากันว่าเกือบทุกสโมสรในไทยลีกใช้เงินบริหารมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อสร้างสโมสรจนประสบความสำเร็จมีแฟนบอลหนาแน่นก็จะเกิดความภักดีในแบรนด์ พร้อมจะสนับสนุนสินค้าของสโมสร
ด้วยเหตุนี้ทุกสโมสรจึงพยายามปั้นซุปเปอร์สตาร์ประจำทีมเพื่อดึงดูดแฟนๆ เข้ามาซื้อตั๋ว ซื้อของที่ระลึก และเป็นที่สนใจของเหล่าสปอนเซอร์ ทั้งการซื้อตัวนักเตะดังๆ เข้ามาหรือสร้างอะคาเดมีของตัวเอง ผลิตนักเตะเยาวชนอย่างต่อเนื่อง หลายสโมสรเอาเด็กมาฝึกตั้งแต่อายุ 12 ปี ฝึก 7-8 ปีสามารถเล่นชุดใหญ่ได้ โดยเสียค่าบริหารจัดการเพียงน้อยนิด ต่างกับการไปซื้อตัวนักฟุตบอลซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงมาก ถ้าสโมสรไหนไม่มีเงินก็ลำบาก นักเตะบางคนเรียกค่าตัวสูงกว่าความสามารถ แต่เมื่อสโมรสรไม่มีทางเลือกเพราะการแข่งขันสูง ตัวผู้เล่นน้อย ก็ต้องยอม ประกอบกับไม่มั่นใจว่าการสร้างอะคาเดมีใช้เวลานานเท่าไหร่ สร้างแล้วไม่รู้จะเก่งหรือเปล่า แต่ถ้าสโมสรมีฝ่ายพัฒนาเทคนิคที่เข้าใจการทำอะคาเดมีการสร้างอะคาเดมีจะมีความมั่นคงมากกว่า แม้การซื้อนักเตะจะให้ผผลสำเร็จที่รวดเร็วกว่า แต่ในระยะยาวการมีนักเตะฝีเท้าดีที่มีความภักดีต่อสโมสรมีความได้เปรียบมากกว่า
ผู้บริหารสโมสรฟุตบอลรายหนึ่งเคยสะท้อนแนวทางการบริหารสโมสรฟุตบอลให้ประสบความสำเร็จว่า ถ้าต้องการความสำเร็จ ต้องกล้าลงทุนและหวังผลระยะยาว ฟุตบอลอาชีพต้องบริหารแบบมืออาชีพ ต้องอยู่ด้วยอาชีพ ถ้าทำสโมสรฟุตบอลแบบนักธุรกิจคือมองเรื่องกำไรเป็นหลักลงทุนไปสัก 2 ปีทำแล้วไม่ได้อะไรก็อาจจะเลิกทำ

นักเตะเยาวชน

การทำฟุตบอลอาชีพจึงต้องมีสปอนเซอร์สนับสนุน ทำอย่างไรให้สปอนเซอร์สนใจ นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารสโมสรต้องมีกลยุทธ์ บางคนบอกว่าทีมใหญ่ได้เปรียบ ซึ่งไม่แน่เสมอไป ถ้าทีมใหญ่ให้ผลประโยชน์น้อย หรือผลประโยชน์ไม่ตรงกับความต้องการของนักเตะ เขาก็อาจจะไปหาทีมเล็กๆ ที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนตรงกับความต้องการ

เพราะทรัพย์สินสำคัญที่สุดของสโมสรฟุตบอลคือนักเตะ ตัวสโมสรอาจจะเก่า อาจจะแก่ อาจจะดูไม่ทันสมัย แต่ถ้ามีนักฟุตบอลที่ดีสโมสรก็จะประสบความสำเร็จมากกว่าสโมสรที่มีทุกอย่างทันสมัย แต่มีผู้เล่นที่ไม่ดี การทำอะคาเดมีของแต่ละสโมสรจึงมีรูปแบบแตกต่างกัน บางทีมใช้วิธีหาพันธมิตรคือจับมือกับโรงเรียนที่มีความเก่งในกีฬาฟุตบอล สนับสนุนงบประมาณบางส่วนให้กับโรงเรียน สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกันเพื่อให้เด็กไม่ต้องกังวลต่อเรื่องการเรียนและการเป็นนักฟุตบอลระดับชาติ ทำให้โรงเรียนนั้นเป็นเสมือนหนึ่งในอะคาเดมีของสโมสร กระนั้นก็ตามสโมสรฟุตบอลที่จะประสบความสำเร็จอาจไม่ได้ขึ้นกับผู้บริหารสโมสร โค้ช นักเตะ หรือแฟนบอลเท่านั้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญ ในต่างประเทศจึงมีคู่มือสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกเป็นนักกีฬากันเลยทีเดียว
อีกหนึ่งกลยุทธ์การสร้างนักเตะของสโมสรในไทยลีกคือการเป็นพันธมิตรกับทีมในดิวิชั่น 2 เพื่อพัฒนานักเตะเยาวชนระดับอายุ 18 ปีสู่สโมสรจนเกิดเป็นซุปเปอร์สตาร์มากมาย แต่เคล็ดลับนี้ปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากทุกจังหวัดมีทีมฟุตบอลของตัวเอง นโยบายของแต่ละจังหวัดก็พยายามดึงช้างเผือกในท้องถิ่นของตัวเองมาเล่น เพื่อจะได้สร้างแรงจูงใจให้คนท้องถิ่นมาเชียร์

ฟุตบอล ไทยลีก

ดังนั้นการควานหาช้างเผือกจึงยากขึ้น และเมื่อทุกจังหวัดพยายามพัฒนากีฬาฟุตบอลให้เป็นเลิศ นั่นหมายถึงการเป็นหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังที่ผู้บริหารสโมสรฟุตบอลรายหนึ่งมองว่าถ้าทำให้การแข่งขันฟุตบอลไม่ใช่เป็นแค่ศูนย์รวมเฉพาะคนรักฟุตบอล แต่เป็นแหล่งสันทนาการของครอบครัว เป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัวในวันหยุด นั่นจะทำให้สโมสรฟุตบอลและเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น         

สำหรับการแข่งขันไทยลีกฤดูกาล 2563 เริ่มมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากการแข่งขันดำเนินไปจนจบนัดที่ 4 ในวันที่ 1 มีนาคม 63 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศให้การแข่งขันไทยลีกทั้งหมดในเดือนมีนาคมต้องแข่งชันแบบไม่ให้แฟนบอลทั่วไปเข้าชมอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และ 4 วันหลังจากนั้นได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเลื่อนการแข่งขันออกไปอีก 2 ครั้งก่อนที่สุดท้ายจะมีมติปรับโครงสร้างการแข่งขันจากเดิมเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์และจบลงในเดือนตุลาคม เป็น เริ่มต้นการแข่งขันในเดือนกันยายนและจบลงในเดือนพฤษภาคมของทุกๆ ปี เช่นเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลลีกในต่างประเทศ

ไม่ว่าฤดูกาลแข่งขันจะเริ่มต้นจากช่วงไหนถึงช่วงไหน แต่ฟุตบอลจะไม่ใช่แค่ลูกหนังกลมๆ ที่เตะกันในสนามสี่เหลี่ยมเท่านั้น หากคือฟันเฟืองสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น หรือ Local Economy ที่น่าจับตามองยิ่งนัก