เมืองไทยในวันนี้ และ ‘นครศรีธรรมราช’ พื้นที่ที่กำลังเข้าสู่จุดฟื้นตัวเพราะความเชื่อ

การดึงอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบ ‘รวมศูนย์’ เพื่อเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น นอกจากไม่มีแนวคิดและวิธีการนำเสนอใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังไปเบรกการอุดหนุนราคาเพื่อการท่องเที่ยว ส่งผลให้การจัดเก็บข้อมูลความต้องการแรงงานและทรัพยากรในแต่ละจังหวัดนั้นขาดแคลน

เนื่องจากข้อมูลและการตัดสินใจนั้นอยู่ที่ส่วนกลางเป็นสำคัญและมักจะมีความล่าช้า เมื่อส่วนกลางได้รับข้อมูลก็อาจจะทำให้ข้อมูลกับสถานการณ์นั้นเปลี่ยนไป การตัดสินใจจึงไม่ชัดเจน อย่างในช่วงที่รายงานนี้ ปัญหาของการวางแผนแบบรวมศูนย์มีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน
ถาม: ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่เรื่องการกระจายรายได้ที่เราเห็น
ตอบ: เศรษฐกิจในยุคไวรัสโคโรน่า ต่อไปขอเรียกว่า เศรษฐกิจโคโรน่า ดีกว่า เพราะจะชัดเจนขึ้นในการนิยามช่วงเวลา เนื่องจากเป็นความขัดแย้งระหว่างวิถี (รูปแบบ) การผลิตและวิธีการจัดการ หากเรายอมรับการแบ่งออกเป็นเศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่เสนอโดยเสรีนิยมแนวโน้มทั่วไปก็คือการลดลงของแนวโน้มของตลาดและความต้องการอย่างปฎิเสธไม่ได้ในการใช้วิธีการจัดการการผลิตการจำหน่ายการแลกเปลี่ยนและการบริโภคผลิตภัณฑ์ส่วนเกินโดยวิธีที่ไม่ใช้กลไกตลาด ราคาอุปสงค์และอุปทาน
แนวโน้มของตลาดยังคงมีอยู่ในเศรษฐศาสตร์จุลภาคโดยที่ช่องว่างในตลาดท้องถิ่นหรือภูมิภาคยังคงสามารถใช้เป็นแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการได้คือมีกำลังซื้ออยู่แต่ขึ้นกับความโดดเด่นของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโคโรน่า
อย่าง ภูเก็ต ซึมระยะยาว เพราะรายได้จังหวัดนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก แต่ในขณะที่ นครศรีธรรมราช นั้น มีการเพิ่มยอดกำลังซื้อ คึอเข้าสู่จุดฟื้นตัวซึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตของคนนครเองทำให้เกิดการขยายตัวของตลาดภายใน บวกกับความเชื่อของพื้นที่กรณี วัดไอ้ไข่…ของเขาแรงจริง มีผลอย่างมากต่อเที่ยวบินไปนครศรีฯ ทำให้มีผู้โดยสารและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เชื่อมโยงไปด้วยได้ประโยชน์
นครศรีธรรมราช
วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)
วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) นครศรีธรรมราช
facebook.com/วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)
หรือที่ สงขลา หลังจากสิ้นงานบวชของมุสลิมและการขนส่งที่ไม่สะดวก ราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีราคาแพง จึงมีการเร่งจำนวนฝูงวัวที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมา ศอบต.นั้นให้การสนับสนุนการจัดตั้งการผลิต แต่เมื่อเพิ่มกำลังการผลิต จะเปลี่ยนจากการใช้แรงงานมือมาเป็นเครื่องจักรในสถานที่ผลิตนั้น กลับขาดการสนับสนุน จึงยังไม่ส่งผลให้ราคาหรือต้นทุนต่ำลง ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่จะทำให้การจัดตั้งการผลิตกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นเข้าสู่จุดฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ประเด็นนี้ ภาครัฐระดับ ธปท. หรือ สภาพัฒน์ คงจะไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้แนะนำได้ เพราะต้องปรับไปตามข้อมูลระดับท้องถิ่นซึ่งความล่าช้าด้านกระบวนการเข้าถึงข้อมูล ความเอาใจใส่เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจจึงทำได้ยาก ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องดัดแปลงกลไกการบริหารการจัดการในรูปแบบของท้องถิ่น มากกว่าจะแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและฟื้นฟูตามกำลังของตนเองได้
หากปัญหาทางการเงินในระดับจุลภาคได้รับการแก้ไข แต่ในระดับมหภาค กลไกตลาดมอดลง และถ้าไม่มีมาตรการควบคุมของรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเปลี่ยนไปสู่ลำดับขั้นในการใช้เทคโนโลยีใหม่ได้
การรับและจัดเก็บข้อมูลจากทุกพื้นที่จะช่วยให้ทำงานง่ายยิ่งขึ้นในด้านการตัดสินใจจากภาครัฐ ไม่ใช่ใช้มาตรการในภาพรวมอย่างที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังจำเป็นที่จะต้องมองไปยังพื้นที่จังหวัดที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ โดยดูว่าในตอนนี้ พื้นที่ที่เป็นจีดีพีของจังหวัดคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของจีดีพีประเทศ จะช่วยให้การตัดสินใจทำอะไรมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญสามารถเห็นจุดเติบโตด้านการผลิตของจังหวัดในเวลาต่อมาได้
ถาม: หมายความว่า ต่อไปเราควรจะเน้นไปที่ ‘จังหวัดที่มีโอกาสในการเพิ่มจีดีพีภายในประเทศ’ โดยดูว่ากี่เปอร์เซ็นต์ แทนการลดรายจ่ายด้านงบประมาณและเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม?
ตอบ: การลดรายจ่ายด้านจำนวนคนในหน่วยงานราชการ คือหากเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและมีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ก็มีความจำเป็น และหลายๆ หน่วยงานของภาครัฐควรจะเร่งทำในส่วนนี้ คือให้งบการจ้างงานเปลี่ยนไปเป็นฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในด้านนโยบายหรือการแก้ปัญหา น่าจะดีกว่า ไม่ใช่การจ้างงานจำนวนมากโดยขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งสามารถทำได้แค่ครั้งเดียว เงินหมดก็จบ แต่หากดำเนินการในรูปแบบระบบฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัล เงินที่ใช้ไปนั้นสามารถต่อยอดได้หลายๆ ครั้งและต้องยอมรับว่า ระบบข้อมูลส่วนใหญ่มีปัญหา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่า จังหวัดไหนไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโคโรน่า จังหวัดไหนเศรษฐกิจกำลังทะยานตัว

เศรษฐกิจในยุคไวรัสโคโรน่า

นอกจากตัวอย่างที่ไปพบเอง การขึ้นภาษี Vat จากร้อยละ 7 เป็น 9 ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะสภาพปัจจุบันมีการลดกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นการประกันจีดีพีของแต่ละจังหวัดยังน่าจะทำได้ง่ายกว่าวางแผนการลงทุน ซึ่งคุณภาพของพื้นที่ก็เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรม และการเป็นเจ้าบ้านที่มีสติในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเพิ่มโอกาสการค้าได้ง่ายกว่าแนวคิดของส่วนกลาง โดยสิ่งที่ส่วนกลางทำนั้นแค่สนับสนุนงบประมาณและผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายจากส่วนกลางเท่านั้น
ดังนั้น ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น ระหว่าง วิธีใช้กลไกการบริหารการจัดการเศรษฐกิจมหภาค (ตลาด) และ วิถีการผลิตเพื่อตอบสนองวิธีการบริหารจัดการ ด้วยความล้าสมัยของฐานเทคโนโลยีเดิมและความไม่ยืดหยุ่น ไม่สมดุลของตลาดการขาย ทำให้วิกฤตการผลิตล้นเกิน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการตามกลไกตลาด
อุตสาหกรรมที่จะเกิดบางประเภทและการไหลเวียนของทรัพยากรผ่านการแลกเปลี่ยนไปยังอุตสาหกรรมดังกล่าวทำได้ยาก ทั้งที่สามารถดึงแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตได้จำนวนมากโดยเฉพาะในท้องถิ่นได้ ปัญหาคือ ทำอย่างไรที่จะให้เงินทุนในตลาดสามารถสนับสนุนการไหลเวียนของทรัพยากรไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ในท้องถิ่น นี่น่าจะเป็นภารกิจที่สำคัญกว่าการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย เพราะนอกจากใช้เม็ดเงินเป็นหมื่นล้านขึ้นไปแล้ว การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างการคมนาคมนส่งที่รวดเร็วปลอดภัยมีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพราะการเดินทางระหว่างเมือง อย่างการใช้ระบบรางจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว หากรัฐจะพิมพ์เงินแทนการกู้ยืมเงิน

ปัญหาที่เผชิญอยู่ในเวลานี้คือ เราเริ่มเห็นว่าตลาดกำลังหมดแรง และในฐานะตัวแทนของภาคส่วนที่ช่วยให้เงินทุนสมมติขยายตัว อย่างนายธนาคาร ไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้หากปราศจากรัฐ

การแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจของรัฐไม่ได้เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นที่สำคัญเพื่อให้ตลาดไม่ซบเซาและไม่พ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง อีกทั้งแนวคิดของตลาดที่อยู่ในอำนาจความเชื่อเรื่องตลาดเสรี ไม่สามารถให้บริการได้อีกต่อไป ไม่เพียงแต่การขยายตัวที่เติบโตน้อยนิดต่อปี แต่เศรษฐกิจตลาดเกิดขึ้นได้จากการจัดการระบบเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แบบตลาด และหากต้องการให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เรามักจะใช้วิธีการที่ไม่ใช่กลไกตลาด นี่คือปัญหาของเรา

สมาร์ทฟาร์ม

ถาม: พอมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้หรือไม่
ตอบ: คือสินค้าอย่างภาคการเกษตรและการค้าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเรามักจะใช้การอัดเม็ดเงินไปในระบบเพื่อชดเชยและช่วยเหลือนั้นก็แสดงว่าตลาดนั้นไม่สามารถคุ้มครองกรรมสิทธิ์เพื่อการแข่งขันกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ที่มีการจัดการที่ดีกว่าอย่างโครงการสมาร์ทฟาร์มดีกว่าทำไมไม่สามารถชี้นำด้านราคาได้แทนที่การชดเชยหรือการประกันราคาสินค้าที่ดึงแรงงานจำนวนมากในภาคการผลิตนี้และการแจกเงินช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ นั้นก็เหมือนกับการไม่ใช่กลไกตลาดในการแก้ปัญหาแต่เป็นกลไกที่ขึ้นกับการแทรกแซงจากรัฐต้องยอมรับว่าตัวเลขที่เติบโตทางเศรษฐกิจนั้นส่วนหนึ่งมาจากกลไกแบบนี่
แต่ถ้าหากเรามองไปที่ระดับโลกอย่างในตลาดสหรัฐและสหภาพยุโรปก็เห็นได้ว่า แพ้จีนโดยสิ้นเชิง พวกเขาพบความอยู่รอดโดยการปกป้องและเหยียบย่ำโครงสร้างส่วนบนทั้งหมดของตลาดซึ่งสร้างขึ้นในช่วงสองร้อยปีก่อนหน้านี้เพื่อเสริมสร้างการครอบงำของธนาคารและตลาดหลักทรัพย์ของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม วิธีการบริหารและคำสั่งในการปกป้องตลาดมีความขัดแย้งกับกลไกตลาดของระบบเศรษฐกิจที่เราเห็น สหรัฐอาจสามารถบังคับให้นักลงทุนออกจากจีนได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้ลดค่าจ้างระดับจีนได้ คำถามคือ ทำอย่างไรสินค้าของสหรัฐก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้

แม้ว่าสหรัฐจะมีมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก แต่ไม่สามารถแนะนำหรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักการเมืองในสหรัฐได้แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้น่าจะเป็นตัวที่บ่งบอกได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่า ส่งผลต่อสหรัฐอย่างไรเมื่อต้องต่อสู้กับจีน 

หากเราดูตัวเลขการศึกษาของธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America) บริษัทอเมริกันและยุโรปจะใช้เงินประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 ปี เพื่อย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เมื่อพรมแดนระหว่างประเทศถูกปิด ส่งผลให้บริษัทประมาณ 80% ในภาคการผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานระหว่างการระบาดใหญ่ เป็นผลให้ 75% ของบริษัทตัดสินใจกลับไปผลิตที่บ้านเกิดในต่างประเทศ
ตามการศึกษาของ Bank of America จากการสำรวจของบริษัทต่างๆ อัตราภาษีการค้าและการกักกันที่สูงขึ้นทำให้หลายประเทศต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์จีน เป็นทางเลือกอื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย เม็กซิโกแต่จริงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักไปนานก่อนที่โควิด -19 จะระบาด การพึ่งพาซึ่งกันและกันโดยเอาท์ซอร์สเครือข่ายอย่างเข้มข้นจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงของเครือข่ายและแนวคิดในการผลิตที่มุ่งเป้าไปยังระดับภูมิภาค
นี่คือปัญหาว่า ทำอย่างไรที่จะให้เม็ดเงินเข้าสู่ภาคการผลิตแล้วแข่งขันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐและตะวันตกยังไม่มีคำตอบ ในขณะที่ปัจจุบัน ปัญหาของการลงทุนและการผลิตนั้นไปเกี่ยวข้องกับการนิยามความหมาย ความยั่งยืน ของโลกด้วย และนี่อาจจะเป็นความขัดแย้งของรัฐแบบเรา ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ การก่อให้เกิดมลภาวะและอื่นๆ ตามมา ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการลงทุนแบบเดิมนั้นต้องพิจารณาใช้ตัววัดอื่นๆ ไปด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ความหมายของการกีดกันทางการค้าอย่างที่เข้าใจกัน
ถาม: หมายความว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลงทุนนั้น ต้องใช้ตัวอื่นๆ วัดด้วย นอกเหนือจากกำไรหรือผลตอบแทน
ตอบ: คิดว่าเป็นอย่างนั้น หากเรากำลังพูดถึงช่วงเศรษฐกิจโคโรน่า เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องประสิทธิภาพของการลงทุนก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฐานะความเป็นอยู่กับภาพรวมที่เปลี่ยนแปลงไปของอากาศ มลภาวะต่างๆ ที่ตามมา ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งมีชีวิต

ตัวอย่างง่ายๆ อย่างการปลูกข้าวเพื่อการบริโภคและจำหน่ายในระดับโลก ต้องใช้ปริมาณการสำรองน้ำหนึ่งในสามสำหรับการชลประทาน และจะก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทนถึงหนึ่งในสิบของปริมาณก๊าซมีเทน นำมาสู่ปัญหาความแห้งแล้ง มลพิษ หรือแม้กระทั่งปุ๋ย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคต

การปลูกข้าวอย่างยั่งยืน
พื่อความเป็นอยู่ที่ดีและความปลอดภัยของทุกคน โดยเฉพาะในยุโรป นี่คือเหตุผลว่าทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างบริษัท Mars และผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ จึงอาสาเข้าร่วมโครงการมากมาย เช่น  แพลตฟอร์มการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน
จากตัวเลขที่รายงานว่า ภายในสิ้นทศวรรษนี้ บริษัทเหล่านี้จะมีผลผลิตข้าว 100 เปอร์เซ็นต์จากแหล่งที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสมัครใจ และข้าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ส่วนอาหารที่เหลือที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น กาแฟ น้ำตาล ปาล์ม
เนื่องจากการฟื้นฟูที่ดินสามารถลดช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับเป้าหมายการแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ตามข้อตกลงปารีส ซึ่งมาจากนโยบายที่เป็นความคิดริเริ่มและการออกกฎหมายให้รางวัลแก่การกระทำดังกล่าว และหากใครสามารถจัดหาผลผลิตจากแหล่งที่ยั่งยืนก็จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระยะสั้นได้ ทั้งการจัดการที่ดิน น้ำ การจัดการขยะ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
ถาม: ปัญหาของวิถึการผลิตและการจัดการ น่าจะแก้ปัญหาได้ใช่ไหม
ตอบ: คือตอนนี้การใช้จ่ายเม็ดเงินต่างๆ ที่ลงมานั้น เป็นวิธีที่เราใช้ชีวิตอยู่ในช่วงก่อนเศรษฐกิจโคโรน่า แม้ว่ามีสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่องเรื่องมลภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป กับการกำหนดมาตรฐานสินค้าในอนาคต และถึงตอนนี้ ลองนึกภาพว่า หากเปลี่ยนทรัพยากรของเอกชนไปเป็นการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น หรืองบประมาณของภาครัฐและธุรกิจจำนวนเท่าใดที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากผลของการลงทุนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าเราต้องกำหนดทิศทางและความคิดของเราไปยังพื้นที่ที่เอกชนมีสิ่งที่จะเสนอให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยพลังงาน หรือสารเคมี สิ่งนี้จะช่วยให้เราเข้าใจและปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินได้ดีขึ้น

การวิจัยและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์

ด้วยวิธีนี้ เราสามารถเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินทางระบบนิเวศของเราและสามารถรวมระบบนิเวศและแนวทางการจัดการที่ดินในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมมากได้ โดยต้องพัฒนาความร่วมมือกับครัวเรือนเกษตรกรเพื่อทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติและโอกาสใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบต่อธรรมชาติและเริ่มดำเนินการกับมัน แทนที่จะปล่อยให้หมดไปหรือเปลี่ยนไปใช้ทรัพยากรอื่น

นี่เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตแบบใหม่ ซึ่งสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยด้านการผลิต  แรงงาน กับสุขภาพได้ และด้วยทรัพยากรแรงงานที่อยู่ในภาคการเกษตรจำนวนมาก เกษตรกรอาจปลดปล่อยตัวเองได้ในที่สุด โดยไม่ต้องใช้วิธีประกันราคาหรือแทรกแซง นอกเหนือจากกลไกตลาดอย่างที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถทำให้อนาคตดีขึ้นได้
ไม่ช้าก็เร็ว คาดว่าประเทศคู่ค้าหลักในอนาคตก็จะบีบบังคับให้ผู้ผลิตนั้นรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดใบรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อการส่งออก
และหากทำได้ก็สามารถที่จะมีส่วนแบ่งตลาดดังกล่าว แต่แนวคิดที่จะเร่งปริมาณการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรอาจจะต้องนำมาทบทวนใหม่ว่า สุดท้ายแล้วทำให้ภาคการผลิตมีความยั่งยืนมากน้อยเพียงใด และมีความปลอดภัยทางภูมิศาสตร์การเมืองในแต่ละพื้นที่ของภูมิภาคหรือไม่

 

 

เรื่อง : รศ.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย