จาก Following (1998) ถึง Memento (2000) สู่ Insomnia (2002) ดูเหมือนว่า Christopher Nolan ได้พยายามพาตัวเองก้าวข้ามพรมแดนแปลกหน้าเข้ามาเรื่อยๆ
จาก Following หนังอินดี้เต็ม 100 มาถึง Memento ที่ลดความอินดี้ลงเหลือ 50% ไปสู่ Insomnia หนังตลาด 100%
การวาง Positioning เป็นหนังตลาด คือการนำ “3 ดาราออสการ์” มาเปิดหน้าหนัง ประกอบด้วย Al Pacino, Robin Williams และ Hilary Swank
ความตลาดของ Insomnia จึงถือเป็นหนังรั้งท้ายของ Nolan ที่นักวิจารณ์ชื่นชม จากยี่ห้ออินดี้ที่ติดตัวเขาอยู่
ขณะที่คนดูในวงกว้าง แม้จะดูว่าชอบๆ กันอยู่บ้าง ตอนที่หนังฉายใหม่ๆ แต่ ณ ขณะนี้ เชื่อเถิดว่า ลืมๆ กันไปหมดแล้ว


อย่างไรก็ดี Insomnia ได้ทำให้เสียงบ่น “หนังอะไรวะ ดูไม่รู้เรื่อง” ที่มีต่อผลงานของ Nolan เริ่มจางหายไป
ทว่า ปรัชญา Christopher Nolan ที่กล่าวว่า “ความไม่รู้คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง” ยังคงอยู่
Nolan ใส่ “หมอก” เข้ามาในฉากสำคัญ ให้ “หมอก” บดบัง และสร้างเงื่อนไขให้เกิด “ความไม่รู้” ขึ้น คือตัวเอกมองอะไรไม่เห็น หรือเห็นแต่ก็ไม่ชัด
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลือนรางมากในสายหมอก
อีกทั้ง “หมอก” ยังได้บดบัง ทั้งศัตรู และทั้งคู่หูตำรวจ ให้มีสภาพเหมือนกันหมด
ทำให้เกิดความผิดพลาด คือแทนที่จะยิงผู้ร้าย ตัวเอกกลับยิงไปโดนตำรวจคู่หูตาย นำไปสู่การถลำลึก และลากชีวิตเขาลงสู่ก้นเหวในท้ายที่สุด
หากเปรียบ Following คือการเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน Memento ก็คือบันไดขั้นสุดท้าย ที่นำ Christopher Nolan ไปยืนอยู่หน้าประตูความสำเร็จ

ก่อนที่เขาจะใช้ Insomnia เป็นกุญแจไข เพื่อเปิดมันออกไปสู่สถานะผู้กำกับแถวหน้าของโลก
หากเราพิจารณาการจัดวางตัวละครของ Christopher Nolan ไล่ตั้งแต่ Following มาถึง Memento และไปสู่ Insomnia
เราจะพบลักษณะการประกบนักแสดงแบบหนึ่งหญิงสองชาย
ใน Following นั้น Nolan ใช้ The Young Man (ชาย) กับ Cobb (ชาย) ประกบ The Blonde (หญิง)
ส่วนใน Memento ใช้ Leonard (ชาย) กับ Teddy (ชาย) ประกบ Natalie (หญิง)
และใน Insomnia ใช้ Will Dormer (ชาย) กับ Walter Finch (ชาย) ประกบ Ellie Burr (หญิง)
ทั้ง 3 เรื่อง Christopher Nolan ใช้ตัวละครหญิง เป็นจุดคานงัดสำคัญ ทั้งในแง่ของการผูกปม และในเงื่อนของการคลายปม

และเราจะพบการจัดวางตัวละครแบบนี้ในหนังเรื่องต่อๆ มาของเขาอีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Prestige
ที่ Nolan ใช้ Robert Angier (ชาย) กับ Alfred Borden (ชาย) ประกบ Olivia Wenscombe (หญิง)
หลังห่างหายจากการจัดวางตัวละครแบบนี้มานาน ทว่า หนังเรื่องล่าสุด Tenet เขาได้กลับมาใช้การประกบนักแสดงแบบหนึ่งหญิงสองชายอีกครั้ง
คือ The Protagonist (ชาย) กับ Andrei Sator (ชาย) ประกบ Kat (หญิง)
The Prestige นั้น แม้หน้าหนังจะแตกต่างจาก Following, Memento และ Insomnia อยู่พอสมควร
แต่หากลงลึกไปพิจารณา เรากลับพบประเด็นที่เหมือนกับหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาของเขา
นั่นคือ “การก้าวข้ามพรมแดนแปลกหน้า”
ภายใต้ปรัชญา “ความไม่รู้คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง” ใน Following นั้น Nolan ได้พาตัวละครเอกออกจากโลกนักเขียน ไปสู่โลกอาชญากรรมที่เขา “ไม่รู้จักมาก่อน”
ขณะที่กับ Memento แล้ว Nolan ไปไกลกว่า “ความไม่รู้” เพราะเขาใช้วิธี “สลายความทรงจำ” พระเอกเอาดื้อๆ โดยในท้ายที่สุด Nolan ทำให้คนธรรมดากลายเป็นขาโหด
เช่นเดียวกับ Insomnia ที่เขาให้ “หมอก” เป็นเครื่องบดบัง “ความไม่รู้” อย่างชัดเจน เปลี่ยนตำรวจมือดีไปเป็นฆาตกร
โดยเฉพาะการก้าวข้ามพรมแดน กลางวัน-กลางคืน, การนอน-การตื่น, ตำรวจ-ผู้ร้าย เปลี่ยนตัวตน และหลอมละลายอัตลักษณ์เดิมจนหมดสิ้น
ส่วนใน The Prestige นั้น Nolan เลือกใช้ “มายากล” เป็นเครื่องพราง “ความไม่รู้” ของทั้งคนดู และตัวละครในท้องเรื่อง
ที่ทำไปทำมา กลายเป็น “ไม่มีใครรู้” ว่า กลอันไหนจริง กลอันไหนปลอม เรื่องเล่าเรื่องไหนจริง เรื่องเล่าเรื่องไหนปลอม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักมายากลคนไหนคือตัวจริง นักมายากลคนไหนคือตัวปลอม
ที่สำคัญก็คือ การก้าวข้ามพรมแดนแปลกหน้า ผ่านสมุดบันทึก (อดีต) กับการแสดงมายากล (ปัจจุบัน) และเครื่อง Cloning (อนาคต) แล้ววนกลับสู่อดีตอีกครั้ง
จาก Insomnia ถึง The Prestige จึงเป็นการ “ก้าวข้ามพรมแดนแปลกหน้า” ของ Christopher Nolan
ที่ทั้งตรงตรึง และทั้งกระตุก ให้คนดูย้อนกลับมาอยู่ภายใต้ปรัชญา “ความไม่รู้คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง” ของเขาอีกครั้ง!











