เฉิดฉายบนพรมแดง ผู้ผลิต ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) แถวหน้าในเอเชียแปซิฟิก ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อมของไทย

ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) เปรียบไปก็เหมือนสินค้าหลัก ของอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ที่หลายประเทศมุ่งที่จะพัฒนาองค์ประกอบทุกด้านเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในวงการสื่อสร้างสรรค์นี้ให้ได้ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดคุณค่าทางสังคมแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่ประเทศและเป็นการสร้างงานที่มีคุณภาพและรายได้สูง ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมจากวัฒนธรรมของชาติเพื่อทำรายได้เข้าประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ที่ผ่านมา ในบริบทของประเทศไทย มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับ หรือ Hub ผู้ผลิต ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) แห่งภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เรายังต้องเตรียมความพร้อมในอีกหลายด้าน ซึ่งถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน ฝันนี้ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม

อัปเดต จุดแข็ง จุดอ่อน อุตสาหกรรม ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ของไทย

สำหรับนิยามของ ดิจิทัลคอนเทนต์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2545) ระบุว่า สื่อที่อยู่ในนิยามของสื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบดิจิทัลนี้ ประกอบด้วย แอนิเมชัน เกม สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนรู้ (e-Learning) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เนื้อหาต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือ (Mobile content) และการออกแบบเว็บ (Web design)
ด้าน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้แบ่งดิจิทัลคอนเทนต์ตามรูปแบบการบริการภายใต้ GATS ซึ่งมีทั้งหมด 12 สาขา โดยในสาขาที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลคอนเทนต์จัดอยู่ในสาขาย่อยภายใต้บริการสื่อสาร ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายภาพยนตร์และวิดีโอ ธุรกิจฉายภาพยนตร์และวีดีโอ ธุรกิจวิทยุโทรทัศน์ ธุรกิจด้านการส่งสัญญาณและกระจายเสียง ธุรกิจบันทึกเสียง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ แอนิเมชัน เกม

ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)

ส่วน สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในตลาดโลกได้เติบโตอย่างมาก เพราะในปัจจุบันการรับชมดิจิทัลคอนเทนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในอนาคต ตามการเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวไกล โดยเฉพาะเครือข่ายการเข้าถึงสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตจากเขตเมืองสู่ชุมชน ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ที่บริโภค real content น้อยลง หันมาเสพสื่อดิจิทัลมากขึ้

จากเอกสารให้ความรู้เรื่อง ดิจิทัลคอนเทนต์ จากเว็บไซต์ tpso.moc.go.th ได้ทำ SWOT Analysis จนได้ผลการวิเคราะห์ จุดแข็งและจุดอ่อนของดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ดังนี้
จุดแข็ง
  • มีสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรเน้นพัฒนาด้าน digital content ราว 30 สถาบัน
  • บุคลากรไทยมีเทคนิคและทักษะด้านการออกแบบ มีความคิดสร้างสรรค์อัธยาศัยและมีใจรักการบริการ
  • ค่าจ้างแรงงาน ค่าบริการถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมด้านนี้ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น
  • การรวมตัวกันจนเกิดเป็นสมาคมต่างๆ ช่วยสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในแต่ละธุรกิจได้มากขึ้น
  • ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม มีทรัพยากรธรรมชาติและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลากหลาย
ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
จุดอ่อน : ด้านบุคลากร
  • บุคลากร ซึ่งเป็นองค์ประกอบในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • จำนวนบุคลากรที่มีทักษะสูงยังไม่เพียงพอ ขาดประสบการณ์การทำงาน ทำให้บริษัทต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการฝึกอบรมและพัฒนาอีกมาก
  • บุคลากรขาดทักษะทางภาษาอังกฤษ ค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าและบริการตอบสนองตลาดต่างประเทศ
  • ต้นทุนการผลิตสูงมาก บริษัทรายย่อยจึงมีความสามารถในการลงทุนด้านเทคโนโลยีต่ า
จุดอ่อน : ด้านผู้ประกอบการ
  • ผู้ประกอบการขาดแหล่งเงินทุนในการเริ่มและขยายกิจการ รวมทั้งขาดช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากไม่สามารถประเมินมูลค่าทรัพย์สินในการดำเนินการตามกฎหมายได้
  • ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานอย่างซอฟต์แวร์ได้เอง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันสู้นานาประเทศไม่ได้
  • บริษัทส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ขาดทักษะในการทำตลาดต่างประเทศ ผลงานจึงยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นแค่ตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมีน้อย จึงส่งออกดิจิทัลคอนเทนต์ได้น้อย
  • ผู้ประกอบการยังขาดประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจ และขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดของผู้สร้างรุ่นใหม่ และเพราะเป็นสาขาบริการที่ค่อนข้างใหม่ ฐานข้อมูลของกลุ่มผู้ให้บริการในส่วนนี้จึงยังมีไม่มากนัก

กระแสเกาหลี

เรียนรู้จากชาติที่เป็นเจ้าแห่งการสร้าง ดิจิทัลคอนเทนต์ ประเทศเกาหลีใต้

นอกจากการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน แล้ว วิธีที่เป็นทางลัดในการเรียนรู้เพื่อสร้างเส้นทางความสำเร็จในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย คือ การเรียนรู้จากชาติที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ นั่นคือ ประเทศเกาหลีใต้ นั่นเอง
ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้ ได้พยายามที่จะสร้างความเป็นสากลของประเทศ ผ่านการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศให้ทั่วโลกได้รู้จักผ่านธุรกิจเชิงวัฒนธรรมและดิจิทัลคอนเทนต์หลากหลาย จากข้อมูลของหน่วยงาน Invest Korea ได้อธิบายไว้ถึงการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ว่า
ประเทศเกาหลีใต้ ติดอยู่ใน Top 10 ของประเทศที่สร้างรายได้จากธุรกิจเชิงวัฒนธรรมและดิจิทัลคอนเทนต์ได้มากที่สุดในโลก โดยระบบนิเวศน์ของอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม (Cultural Content Industry Ecosystem) ของเกาหลีใต้ มีการเติบโตไปตามวงจร ดังนี้
วงจรที่หนึ่ง การวางแผนออกแบบสินค้า (Creation) ซึ่งเริ่มต้นจากแนวคิดส่งเสริมทางวัฒนธรรม ที่ช่วยผลักดันให้เกิดการวางแผนออกแบบสินค้าที่สอดคล้องกับค่านิยมของคนในประเทศ และได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน (Subsidy support) และการฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์ (Human resource training) ในการออกแบบสินค้า
วงจรที่สอง ได้แก่ กระบวนการการผลิต (Manufacture) ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุน รวมถึงระบบเทคโนโลยีเชิงวัฒนธรรม (Culture technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของเกาหลีให้กลายเป็นสากล
ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
วงจรที่สาม ได้แก่ การกระจายสินค้า (Distribution) ซึ่งสินค้าเชิงวัฒนธรรมจะถูกจดลิขสิทธิ์ ก่อนที่จะนำเข้าสู่การตลาดหลากหลายช่องทาง โดยในขั้นนี้ การกระจายสินค้าจะถูกกระจายไปในตลาดต่างประเทศอีกด้วย
วงจรที่สี่ ได้แก่ วงจรบริโภค (Consumption) ซึ่งในท้ายที่สุดผู้บริโภคสินค้าเชิงวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะเป็นผู้ที่ส่งข้อเสนอแนะ (feedback) กลับมาให้กับผู้ออกแบบสินค้าเพื่อแก้ไขปรับปรุงสินค้าให้ดีขึ้น
โดยที่ผ่านมาประเทศเกาหลีใต้ที่ใช้คอนเทนต์ในการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ที่โดดเด่น ทำให้เกิดอุตสาหกรรมสนับสนุน ได้แก่ เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องสำอาง อาหาร ท่องเที่ยว และอื่นๆ อีกมากมาย
กอปรกับ รัฐบาลได้ดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดดิจิทัลที่เป็นหนึ่งเดียว (Digital Single Market Strategy) ที่จะทำให้โลกของอุตสาหกรรมดิจิทัลไร้พรมแดน สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลภายใต้มาตรฐาน และสภาพแวดล้อมเดียวกัน

ทั้งนี้ หน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคือ Korea Creative Content Agency (KOCCA) ซึ่งหน้าที่หลักของ KOCCA คือ การดูแลคอนเทนต์ของเกาหลีซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากมาย เช่น เกม แอนิเมชัน ลิขสิทธิ์ตัวละคร เพลง แฟชั่น ภาพยนตร์ และการถ่ายทอดสัญญาณ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ การดูแลยังรวมไปถึงการทำการตลาด การวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาบุคลากร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การนำเทคโนโลยี และวัฒนธรรมมาใช้อย่างสร้างสรรค์ด้วย

และ Hub สำคัญๆ ของประเทศ ที่ใช้ในการพัฒนาคอนเทนต์
  1. Digital Magic Space : พื้นที่สำหรับการแสดงคอนเทนต์
  2. Bitmaru Broadcast Center : สถานีกระจายสัญญาณ
  3. Global Game Hub Center : Hub สำหรับวงการเกมโดยเฉพาะ เกมออนไลน์ เกมมือถือ เกทคอนโซล
  4. HD Drama Town : เมืองสำหรับการถ่ายทำซีรีส์เกาหลี
ด้วยองค์ประกอบ และการวางวงจรการพัฒนาที่ชัดเจนและรัดกุม ดังที่บอกเล่ามานี้เอง ที่ส่งให้ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ เติบโตไปไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ แล้ว ในทศวรรษนี้

ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)

ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคให้ได้ เพราะประตูแห่งโอกาส ในการบุกอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ยังเปิดรออยู่

กลับมาที่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย แม้ว่าจะมีจุดอ่อนที่ยังต้องการการพัฒนาอยู่ ทว่า ดังที่เกริ่นข้างต้น หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังไม่ปล่อยมือจากภารกิจการพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ประตูแห่งโอกาสก็ยังเปิดรอ นักครีเอทดิจิทัลคอนเทนต์ชาวไทยอยู่ในหลากหลายช่องทาง
  • ความนิยมจ้างผลิตโดยใช้ Outsourcing ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มใช้บริการ outsourcing เพื่อสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น เป็นโอกาสดีของไทย ที่มีความได้เปรียบด้านค่าแรงและทักษะแรงงาน และภูมิประเทศที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ในการที่จะเติบโตไปเป็นศูนย์กลางการผลิตและขยายตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้
  • การพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง อาทิ การเพิ่มขึ้นของสมาร์ตโฟน ระบบประมวลผล และโครงข่ายไร้สายความเร็วสูง ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

e-sports

  • แนวโน้มความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ การเพิ่มขึ้นของผู้เล่นเกม จนพัฒนาเป็นกีฬา e-sports กอปรกับพฤติกรรมการดูสื่อผ่านการสตรีมมิ่งทางมือถือหรือแท๊บเล็ตได้รับความนิยมมากขึ้น
  • รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์อย่างชัดเจน โดย BOI สนับสนุนให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี เสริมด้วยนโยบายภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนให้เกิด creative economy ให้ได้
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่น cloud computing ทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวไทยสามารถทำงานทางไกลและ outsource บริษัทต่างชาติได้มากขึ้น
  • ตลาดเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม นิยมความแปลกใหม่และความเป็นเอกลักษณ์ เป็นโอกาสให้ไทยผลิต คอนเทนต์ที่มีความเป็นไทยและมีความโดดเด่นได้
  • ความร่วมมือในประเทศอาเซียน จากการเป็นสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ทำให้เกิดโอกาสในการร่วมทุนและการขยายตลาดเพิ่มขึ้น

ที่มา : เอกสารให้ความรู้เรื่อง ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital content) เผยแพร่ใน เว็บไซต์ Trade Policy and Strategy office Ministry of Commerce

มุมมองน่ารู้เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ยังมีให้อ่านกันอีก

รวม Key message ของผู้บริหารในแต่ละอุตสาหกรรม จากงาน ‘5G & The Future of Industries’

จับสัญญาณการลงทุนอุตสาหกรรมกลุ่มไหน?…จะย้ายฐานมาเมืองไทย

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสือตัวที่ 11 แห่ง New S-curve กับความพร้อมก้าวสู่การผลิตเชิงพาณิชย์