ประเทศไทยส่งออกปลากัดปีละกว่า 20 ล้านตัว มูลค่า 212 ล้านบาท โดยมีตลาดใหญ่คือจีน และ อินเดีย แถมไทยยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลากัดรายใหญ่ของโลก ถึงเวลาต้องสร้างแบรนด์ ‘ปลากัดไทย’ อย่างจริงจัง
จากสถิติการส่งออกสัตว์น้ำสวยงามน้ำจืดของด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (เฉพาะเดือนธันวาคม 2561) ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำสวยงาม 10 อันดับแรกในเดือนดังกล่าวมีดังนี้
อันดับ 1. ปลากัด 1,052,610 ตัว มูลค่า 9,944,218.81 บาท
อันดับ 2. ปลาหางนกยูง 853,321 ตัว มูลค่า 3,882,786.33 บาท
อันดับ 3. ปลาลูกผึ้ง 260,005 ตัว มูลค่า 1,057,102.69 บาท
อันดับ 4. ปลาสอด 249,949 ตัว มูลค่า 957,155.96
อันดับ 5. ปลาทอง 153,282 ตัว มูลค่า 2,095,758.62 บาท
อันดับ 6. ปลาหางไหม้ 151,484 ตัว มูลค่า 756,354.19 บาท
อันดับ 7. ปลาหมอมาลาวี 138,009 ตัว มูลค่า 1,108,814.36 บาท
อันดับ 8. ปลาซัคเกอร์ 107,900 ตัว มูลค่า 436,108.61 บาท
อันดับ 9. ปลากาแดง 95,021 ตัว มูลค่า 431,773.40
อันดับ 10. ปลาเสือเยอรมัน 94,460 ตัว มูลค่า 319,550.69 บาท
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนมกราคม 2562 ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมประมงเสนอ หลังจากมีการผลักดันเรื่องนี้มา 1 ปี สำหรับประเด็นสำคัญที่เสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ
1. ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เนื่องจากคนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากกระทรวงวัฒนธรรมที่ประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเมื่อปี 2556
2. ด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยปลากัดไทยที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติมีชื่อว่า Betta splendens ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” หรือ “Siamese Betta” มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับสากล
3. ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเลี้ยงปลากัดกับกรมประมงมีประมาณ 1,500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อยที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย ปลากัดไทยกลายเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้กับชุมชนได้

ในงาน INTERNATIONAL PLAKAD COMPETITION 2020 ณ เจริญนครฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม เมื่อวันที่ 4-6 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา มีการนำปลากัดจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวดกว่า 1,600 พันตัว มีการจัดแสดงพันธุ์ปลากัดแปลกใหม่และหายาก เช่น ปลากัดยักษ์มีขนาดความยาวของลำตัวใหญ่กว่าปลากัดปกติถึง 2 เท่า คือมีความยาวถึง 3-4 นิ้ว จากปกติจะมีความยาวเฉลี่ย 1.5 นิ้ว ปลากัดอีสานทรงเครื่องซึ่งเป็นปลากัดป่าอีสาน Betta smaragdina มีครีบ หาง และชายน้ำขนาดใหญ่ สวยงามจากการพัฒนาสายพันธุ์
Teaser : International Plakad Competition 2020 @ ICONSIAM
ร่วมชมความสวยงามของปลากัดอย่างใกล้ชิด และชมการประกวดปลากัดสวยงามและปลากัดป่า ระดับนานาชาติ ได้ในงาน "International Plakad Competition 2020 @ ICONSIAM" ตั้งแต่ 4-6 กันยายน 2563 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M และ รัษฎา ฮอลล์ ชั้น 1——————————————————-Betta Fish (Plakad) lovers cannot miss! “International Plakad Competition 2020 @ ICONSIAM” 4-6 September 2020 at Charoennakorn Hall M Floor and Rassada Hall 1st Floor. #ICONSIAM #ปลากัด #InternationalPlakadCompetition
Posted by ICONSIAM on Friday, 28 August 2020
นอกจากนี้ยังมีปลากัดสีธงชาติไทยที่เน้นความหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ปลากัดครีบหางมงกุฏ ฮาฟมูนปลากัด การจัดงานครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีการประกวดที่รวบรวมปลากัดของไทยและนานาชาติมาไว้ในงานเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เห็นแล้วก็ได้แต่อึ้ง ทึ่ง กับวิวัฒนาการของปลากัดที่พัฒนาไปมากกว่าแค่ความสวยงาม ดีไซน์ต่อยอดกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก เช่น แสตมป์ลายปลากัด กระเป๋าดีไซน์เก๋ และสินค้าเชิงวัฒนธรรมอีกมากมาย
งานดังกล่าวจัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สมาคมปลากัด และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อส่งเสริมกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบการหรือคลัสเตอร์ปลากัดที่ สสว.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.นครปฐม ที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากัดที่สำคัญของไทย


วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ปลากัดสามารถเป็นทูตทางวัฒนธรรมของไทยที่ประกาศให้โลกได้รู้ว่าประเทศไทยยังมีอัญมณีใต้น้ำที่งดงาม สถานที่ท่องเที่ยววิจิตร แหล่งช้อปปิ้งทันสมัย ความงดงามของสีสันปลากัดจึงสะท้อนถึงความเป็นไทยที่มีความสวยงามหลากหลาย ที่พร้อมให้ทุกคนมาเยี่ยมชมอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น
“การรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา สสว. ได้ส่งเสริมให้เกิดมาตรฐานการเพาะเลี้ยงปลากัด ผ่านการฝึกอบรมเชิงสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการพัฒนาตนเอง วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย และภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงปลากัดไทยสู่สากล มุ่งเน้นการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของปลากัดในแต่ละพื้นที่หรือภูมิภาคของไทย” ผอ.สสว.กล่าวและย้ำว่า “ขั้นตอนต่อไปคือการต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ตอกย้ำการเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทยในตลาดโลก”
ผู้เขียนเคยมีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการเลี้ยงปลากัดรายหนึ่งซึ่งไม่มีหน้าร้าน แต่เน้นการออกบูธและขายทางออนไลน์อย่างเดียว เขาเล่าว่าตั้งใจตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทำธุรกิจว่าจะขายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น เนื่องจากทำงานที่ไหนก็ได้ สามารถถ่ายภาพปลาและโพสต์ขายที่ไหนก็ได้ที่มีไวไฟ ส่วนยอดขายอยู่ที่ความขยัน ถ้าโพสต์บ่อยๆ มีปลาใหม่ๆ หมุนเวียนมานำเสนอ ค่าเฉลี่ยการขายก็จะเพิ่มมากขึ้น จากการขายปลากัดอย่างเดียวขยายไปสู่โหลปลากัด อาหารปลากัด อุปกรณ์เลี้ยงปลากัด เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแล้วจบที่เดียว

ขณะที่ตลาดส่งออกก็ไม่มีปัญหา เพราะเน้นเลี้ยงปลาเกรดเอหรือเกรดส่งออกเท่านั้น ทำให้ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของปลา ซึ่งการส่งไปต่างประเทศต้องใช้เวลาหลายวัน เช่นโซนยุโรปหรืออเมริกา โดยบรรจุน้ำบริสุทธิ์หรือน้ำกรองไม่ผสมคลอรีนด้วยระบบดับเบิลแพค ปลาสามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์ แม้การขนส่งอาจมีการกระทบกระเทือนบ้าง แต่ไม่มีปัญหากับปลา สำหรับราคาปลากัดส่งออกถือว่าดีมาก เคยขายได้สูงสุดถึงตัวละ 100 เหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 3,000 บาท
“ปลากัดถือได้ว่าเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของกลุ่มสินค้าปลาสวยงามไทย โดยในปี 2562 ประเทศไทยได้ส่งออกปลากัดกว่า 20 ล้านตัว มีมูลค่ากว่า 212.9 ล้านบาท ประเทศที่นำเข้าปลากัดจากไทยมากที่สุด ได้แก่ จีนและอินเดีย การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการแบบคลัสเตอร์จะช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าการส่งออกปลากัดได้มากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งจะมุ่งสร้างมาตรฐานให้ตลาดเกิดความเชื่อมั่นในปลากัดจากประเทศไทย คาดว่าจะช่วยขยายตลาดได้อีกมากในอนาคต” ผอ.สสว. กล่าว
นอกจากนี้ สสว. ได้เตรียมต่อยอดธุรกิจปลากัด ภายใต้แนวคิด สสว. Connext “เชื่อมคน เชื่อมเอสเอ็มอี เชื่อมโลก” ไปสู่การพัฒนาสินค้าเชิงวัฒนธรรมต่างๆ เช่น ของที่ระลึกที่เกี่ยวเนื่องในธุรกิจของปลากัด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับและขยายได้อีกมาก สะท้อนอัตลักษณ์ของความเป็นไทยสู่ตลาดสากล ซึ่งจะนำพานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศให้มาสัมผัสกับความงดงามของปลากัดไทยที่เปรียบได้ดังอัญมณีใต้น้ำของประเทศ รวมถึงสินค้าเชิงวัฒนธรรมต่างๆ
ปลากัดไทยถือเป็นสัตว์น้ำที่มีความโดดเด่นด้านการต่อสู้ คล้ายกับลักษณะของคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ แม้ปลากัดไทยจะมีความดุดัน แต่ในยามสงบกลับอ่อนโยน นุ่มนวลสอดคล้องกับนิสัยคนไทยดังส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”
ในอนาคตแบรนด์ ‘ปลากัดไทย’ จะสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลกอีกหลายเท่า













