
‘อีอีซี’ ผนึก ‘มิตซูบิชิ’ ตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านหุ่นยนต์ พัฒนาบุคลากรป้อนอุตฯ 4.0


ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในหลายภาคธุรกิจ จึงมีความร่วมมือการพัฒนากำลังคนและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านเครือข่าย EEC Automation Park ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่นโดยบริษัทมิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้ง EE CAutomation Park ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อการศึกษาในพื้นที่อีอีซี ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่นในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดและเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมของไทยเพื่อก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล EEC Automation Park จะมาช่วยสนับสนุนการพัฒนากำลังคนในพื้นที่อีอีซีให้ตรงจุด เป็นการเริ่มต้นที่ดีของการสร้างเครือข่าย ไม่เพียงแต่นักศึกษาที่จะได้เรียนรู้เรื่องระบบออโตเมชั่นเท่านั้น ผู้ประกอบการทั่วไปก็สามารถมาเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะเรื่องระบบนี้ได้เพื่อการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้านนายวิเชียร งานสุขเกษมศรีกรรมการบริหาร บริษัท มิตซูบิชิอีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความเห็นตรงกันที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านออโตเมชั่นรองรับอาเซียนซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในเรื่องนี้



‘เออาร์วี’ เครือ ปตท. จับมือ ‘เมอร์เมด’ ตั้ง “ซีเควสต์” พัฒนาหุ่นยนต์บริการใต้ทะเล

นายธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวถึงการร่วมทุนกับบริษัท เมอร์เมด ซับซี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด (MSST) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) หรือเมอร์เมด จัดตั้ง บริษัท ซีเควสต์ จำกัด ขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์สำหรับให้บริการงานวิศวกรรมใต้ทะเลในเชิงพาณิชย์แก่บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และบริษัทด้านพลังงานทดแทนที่มีการดำเนินงานในทะเลทั้งในภูมิภาคเอเชียและในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก บริษัท ซีเควสต์มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นจำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 155 ล้านบาท สัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง เมอร์เมด ซับซี เซอร์วิสเซส และ เออาร์วี เท่ากันที่ร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในงานบริการวิศวกรรมใต้ทะเลที่ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ในระดับสากล นอกจากนี้ เออาร์วียังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น หุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติไร้สาย หรือ เอ็กซ์พลอเรอร์ (Xplorer) หุ่นยนต์ซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำหรือนอติลุส (Nautilus) รวมทั้งเทคโนโลยีทางด้านปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ผลตรวจสอบหรือการใช้ Internet of Things (IoT) ในการสื่อสารและส่งผ่านข้อมูล ซึ่งตั้งเป้าที่จะให้บริการในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2564 ดังนั้น บริษัท ซีเควสต์ จำกัด ที่จัดตั้งร่วมกันนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ เออาร์วี และเมอร์เมดฯตลอดจนอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยด้วย

‘พาณิชย์’ การันตีใช้ต้นไม้ค้ำประกันเงินกู้ได้จริง ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อแล้ว 132 ล้านบาท

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดงาน “100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ” เพื่อประกาศความสำเร็จในการผลักดันใช้ไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ที่ล่าสุดจนถึงวันที่ 15 ก.ย. 2563 มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วจำนวน 111,365 ต้น มูลค่ารวมกว่า 132,169,000 ล้านบาท สำหรับไม้ยืนต้นที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก และอ่างทอง ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่อง โดยได้มีการมอบวงเงินจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรทั้ง 4 จังหวัดข้างต้นแล้ว และจากนี้ไปจะผลักดันให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ นำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะ ธ.ก.ส.พร้อมที่จะรับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน เกษตรกรสามารถเข้าไปปรึกษาและยื่นขอกู้เงินกับ ธ.ก.ส.ได้ และหวังว่าธนาคารพาณิชย์อื่นจะนำไปใช้เป็นต้นแบบและปล่อยกู้ต่อไป “การปลูกไม้ยืนต้นมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งการเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศ ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เพราะต้นไม้มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตแล้ว มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้น และยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อขอกู้เงินได้ด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการมีเงินมาลงทุนต่อยอดทำการเกษตรหรือใช้สอยในชีวิตประจำวัน” นายวีรศักดิ์กล่าว

ห้างสรรพสินค้าฮาร์เบอร์ ซิตี้ ยักษ์ใหญ่ฮ่องกงปลุกกลยุทธ์สู้วิกฤตโควิด-19

ฮาร์เบอร์ ซิตี้ (Harbour City) ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง เปิดตัวโปรโมชันส่งเสริมการขายที่ใครๆ ก็พูดถึงอย่าง “Always Rewarding” ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เหล่านักช้อปจำนวนมากที่มาซื้อของหรือทานอาหารที่ฮาร์เบอร์ ซิตี้ กลับมาซื้อของซ้ำ จากนั้นแลกคูปองเพื่อรับส่วนลดอีกครั้งในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 300 แห่ง โดยตลอดช่วงสองสามสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาฮาร์เบอร์ ซิตี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของที่คล้ายกับวันคริสต์มาสอีฟ โดยมีผู้ที่มาซื้อของเฉลี่ยทำสถิติสูงสุดเกือบ 180,000 คนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 และ 13 กันยายน) ท่ามกลางบรรดาร้านอาหารกว่า 60 แห่งที่ฮาร์เบอร์ ซิตี้ ร้านอาหารส่วนใหญ่มีคนมารอคิวอยู่เต็มร้าน ลานจอดรถทั้งหมด 2,200 คันถูกจับจองตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเที่ยงวัน นอกจากนี้ยังมีผู้คนมาต่อคิวกันยาวเหยียดหน้าร้านค้าหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านเค้ก ขนม เสื้อผ้าเด็ก ชุดกีฬา และร้านสินค้าเพื่อความงาม ขณะเดียวกันยังมีผู้มาต่อแถวหน้าช็อปสุดหรูเพื่อซื้อสินค้าไฮแฟชัน เครื่องประดับ นาฬิกาสุดหรู และจิวเวอรี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น YSL, Burberry, APM Monaco และ Tiffany & Co. รวมถึง Gucci, Hermès และ Chanel บนถนนแคนตัน ฮาร์เบอร์ ซิตี้ แสวงหาร้านค้าและร้านอาหารที่เป็นที่ต้องการและชื่นชมมากที่สุดจากทั่วโลก นำเสนอแบรนด์แฟชัน ไลฟ์สไตล์ และความงามกว่า 50 แบรนด์ รวมถึงร้านอาหารวิวท่าเรือ และอีกกว่า 10 แบรนด์เตรียมเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ โดยเป็นการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในฮ่องกง 11 แบรนด์ ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ เป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกงและเขตเกาลูนทั้งหมด

โควิด-19 ทำ 30 ล้านคนทั่วโลกจ่ออดตาย โครงการอาหารโลกร้อง ‘คนรวย’ ช่วยเหลือด่วน
www.xinhuathai.comสำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี 17 ก.ย. เดวิด บีสลีย์ กรรมการบริหารประจำโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) กล่าวกระตุ้นคนร่ำรวยช่วยเหลือประชาชนผู้หิวโหยทั่วโลก “เราไม่สามารถและต้องไม่ยอมแพ้ หรือบอกตัวเองว่าเราทำอะไรไม่ได้ เพราะมีประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกต้องการความช่วยเหลือจากเราอย่างมาก” บีสลีย์กล่าวระหว่างการประชุมออนไลน์ของคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งหารือเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนในความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ บีสลีย์กล่าวว่าปัจจุบันมีประชาชน 17.1 ล้านคนที่กำลังทุกข์ทรมานกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารระดับร้ายแรง ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธและการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับจำนวน 4.5 ล้านคนของ 6-7 เดือนก่อน ขณะเดียวกันมีเศรษฐีกว่า 2,000 คนทั่วโลกที่มีทรัพย์สินสุทธิ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 249.28 ล้านล้านบาท) “เราต้องการเงิน 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.52 แสนล้านบาท) ในหนึ่งปี เพื่อหล่อเลี้ยงชีพประชาชนที่หิวโหยทั้งหมด 30 ล้านคน ซึ่งพวกเขาจะอดตายหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ” บีสลีย์กล่าว “ถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้ร่ำรวยที่สุดจะก้าวออกมาช่วยเหลือผู้ขัดสนที่สุดในห้วงยามที่เกิดสภาวะผิดปกติครั้งประวัติศาสตร์ของโลก การอดตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และสถานการณ์ที่น่ากลัวนี้อาจเกิดขึ้นใน 36 ประเทศ หากเราไม่ส่งความช่วยเหลือให้พวกเขาอย่างที่แล้วมา”
Post Views: 1,443