พร้อมไม่พร้อม ทั้งเราทั้ง SME ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับ Digital Payment

สังเกตไหม ว่ารายละเอียดในชีวิต ณ ตอนนี้กับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ในมุมของผู้เขียนและทีม SALIKA เอง ก็ปรับตัวให้เข้ากับมาตรการใหม่ บริการทางการเงินใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล เช่น e-Wallet, Digital Payment และไม่ว่าผู้อ่านจะเป็น SME เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ คนว่างงาน อยู่ในวัยเรียนหรือวัยเกษียณ สิ่งที่ต้องรู้นอกเหนือจากการเรียน การทำงานที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ก็จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม 

เห็นได้ชัดว่าครึ่งปีที่ผ่านมา การชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) กลายเป็นช่องทางที่มีจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณ Transaction เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในงานสัมมนา Bangkok FinTech Fair 2020 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดขึ้นผ่าน Facebook Live มีแนวคิดและบทสรุปเส้นทางต่อไปที่น่าสนใจดังนี้

Bangkok FinTech Fair 2020 คือ งานสัมมนาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งปีนี้จัดในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันศุกร์ที่ 18 และเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 ภายใต้แนวคิด “พร้อมรับวิถีใหม่ SME ก้าวต่อไปด้วยดิจิทัล : Digital Transformation for the New Normal” โดยมุ่งให้ผู้ให้บริการทางการเงินและฟินเทค เป็นแกนสำคัญในการส่งเสริมการปรับตัวของ SME ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐ ให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและพร้อมเผชิญความท้าทายใหม่ๆ 

สรุปคอนเทนต์บางส่วนจากงาน Bangkok FinTech Fair 2020
  • 6 แนวทางพัฒนานวัตกรรมและบริการทางการเงิน โดย ธปท.และภาคส่วนต่างๆ
Bangkok FinTech Fair 2020 SME Digital Payment
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า สถานการณ์โควิต-19 เป็นตัวเร่งให้ประชาชนและธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลเร็วขึ้น โดยกลไกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัลได้ก็คือ นวัตกรรมทางการเงิน หรือ ฟินเทค ซึ่งช่วยได้ทั้งการยกระดับรูปแบบธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ ลดต้นทุน และช่วยให้ธุรกิจมี reslience หรือพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยากในอนาคต
โดยในด้านการพัฒนานวัตกรรมและการบริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัล ธปท.ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน-หลายโครงการ ดังนี้ 
  1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินโดยประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO20022 ที่รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจพร้อมกับข้อมูลการชำระเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถกระทบยอดและต่อยอดบริการได้ดีขึ้น 
  2. ยกระดับการใช้ข้อมูลการชำระเงิน เพื่อให้ลูกค้าเจ้าของข้อมูลได้รับประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการมากขึ้น 
  3. ผลักดัน Digital ID ที่เปิดกว้าง และรองรับธุรกรรมที่หลากหลายได้ 
  4. ต่อยอด โครงการอินทนนท์ โดยทดสอบการใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางกับการชำระเงินในภาคธุรกิจ 
  5. ออกหลักเกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้โดยอาศัยข้อมูลที่หลากหลาย
  6. สร้างระบบนิเวศสำหรับ Digital Factoring ที่ภาคธุรกิจสามารถใช้ใบ invoice หรือใบรับของในการขอสินเชื่อได้

5 เรื่องต้องปรับรับ New Normal
1) ปรับ mindset มองเห็นด้านบวกในวิกฤต ปิดจุดอ่อนให้ได้ ต้อง unlearn ความสำเร็จเก่าๆ และต้อง relearn องค์ความรู้ใหม่ๆ รวมทั้งการคิดและตัดสินใจให้เร็ว 
2) ปรับกลยุทธ์ มองหาโอกาสต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ จากนั้นเริ่มลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ร่วมกับการสร้างความร่วมมือหรือหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเสริมในสิ่งที่เราไม่ถนัด 
3) ปรับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาธุรกิจใหม่ 
4) นำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ หรือใช้เป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยต้องรู้ก่อนว่าโจทย์คืออะไร และจะใช้ข้อมูลอะไรตอบโจทย์นั้น 
5) เพิ่มทักษะและพัฒนาบุคลากรให้เป็นคนที่รู้รอบด้าน เช่น ด้านโซเชียลมีเดีย ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการเล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและช่วยให้ทุกคนในองค์กรก้าวไปพร้อมๆ กันได้

3 แนวคิดและการใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มคนไทย
  1. แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นช่องทางสำหรับธุรกิจไทยในการเปิดตลาดใหม่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็กๆ ง่ายๆ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับคนรอบข้าง-คนในชุมชนก่อน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มายด์เซ็ตที่จะต้องกล้าเปลี่ยนแปลงและเริ่มทำสิ่งใหม่
  2. ฟินเทค ช่วยอำนวยความสะดวกให้แพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทยและ SME ได้หลายประการ เช่น ใช้ชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้บันทึกรายการทำธุรกรรม ใช้ทำประกันทางดิจิทัล และหากมองให้ไกลกว่านั้น ยังช่วยให้ SME มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น 
  3. เป็นโอกาสของผู้ประกอบธุรกิจฟินเทคในการเข้าถึงลูกค้า SME ใหม่ๆ ได้เช่นเดียวกัน

2 เรื่องต้องใส่ใจ เมื่อดิจิทัลเพย์เมนต์เปลี่ยนจากทางเลือกเป็น ‘ทางหลัก’ ของการดำเนินธุรกิจ
  1. ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใช้ดิจิทัลเพย์เมนท์มากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันผ่านแพลตฟอร์มหรือ Super Platform มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเก็บข้อมูลการซื้อ-ขาย พฤติกรรมผู้บริโภค ไปใช้ประโยชน์และวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มความต้องการได้
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินต้องมี 1) ประสิทธิภาพ 2) ถูกต้อง 3) แม่นยำ และ 4) มีความปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการทำธุรกิจแบบครบวงจร ร่วมกับการสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ส่งเสริมธุรกรรมดิจิทัล

ที่มา : FB Live จากงาน Bangkok FinTech Fair 2020 ซึ่งจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 และเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 

ย้อนอ่านเกี่ยวกับ ‘โครงการอินทนนท์’ ที่ SALIKA เคยนำเสนอ

โครงการอินทนนท์ กับหมุดหมายแรกของการโอนเงินดิจิทัลในไทย