Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.266

EA ผนึกกำลัง อว. สวทช. พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตแบตเตอรี่ด้วยการใช้วัสดุการเกษตร

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือร่วมกับบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพร้อมด้วยนายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ ร่วมลงนาม ในโครงการความร่วมมือวิจัยพัฒนาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูงหรือแบตเตอรี่ ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงโดยพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศ นำวัสดุทางการเกษตร เช่น กะลาปาล์มมาเป็นวัตถุดิบ หวังส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงพัฒนาวงจรจัดการระบบการทำงานของแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้สูงขึ้น พร้อมทั้งประสานความร่วมมือในการใช้ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ที่ทันสมัยที่สุด โดยเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูงเป็นหัวใจหลักในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จุดเด่นที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งของการประสานความร่วมมือครั้งนี้คือการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการแบ่งปันและแลกเ ปลี่ยนการใช้ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ระหว่างกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่างก็มีการลงทุนติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย และมีมาตรฐานสูงในระดับสากล นับเป็นการประสานประโยชน์เพื่อใช้ทรัพยากรที่ลงทุนไปอย่างคุ้มค่า การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายใต้ความร่วมมือในโครงการนี้จะก่อให้เกิดการส่งเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกันยิ่งขึ้นต่อไป

ไฟเขียวเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐให้สิทธิเสนอราคาสูงกว่า 10% ดีเดย์ 1 ต.ค.

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงการสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดภาครัฐมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปีว่าวันที่ 1 ตุลาคมนี้ คาดว่าร่างกฎกระทรวงการคลังกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. … จะประกาศบังคับใช้ เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยมี 2 มาตรการสำคัญคือกำหนดสัดส่วนจัดซื้อจากเอสเอ็มอีไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในหมวดสินค้า/บริการที่กำหนด โดยให้คัดเลือกจากเอสเอ็มอีในจังหวัดก่อน หากไม่มีในจังหวัดหรือมีจำนวนไม่ครบ 3 ราย สามารถคัดเลือกจากภายนอกจังหวัดได้ และการให้แต้มต่อเอสเอ็มอีที่เข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-บิดดิ้ง เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดไม่เกิน 10% ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วย 2 กลุ่มคือกลุ่มไมโครที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทหรือจ้างงานไม่เกิน 5 คน และวิสาหกิจขนาดย่อมรายได้ 50-100 ล้านบาท จ้างงาน 30-50 คนเป็นหลัก ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็ปไซต์สสว. คาดว่าถึงวันที่ 1 ตุลาคมจะมีเอสเอ็มอีทุกอุตสาหกรรมจากทั่วประเทศลงทะเบียนพร้อมขึ้นรายการสินค้าประมาณ 126,320 รายการ  จากปัจจุบันมีเอสเอ็มอีลงทะเบียนแล้ว 440 ราย จาก 41 จังหวัด รวมรายการสินค้าประมาณ 1,200 รายการ

ดีป้า จับมือ หัวเว่ย เปิดศูนย์ 5G EIC พลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีเปิดศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) เพื่อผลักดันการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ผสานความร่วมมือของทั้งระบบนิเวศ ให้ประเทศไทยพร้อมเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กรุงเทพฯ ศูนย์ฯนี้จะทําหน้าที่เป็น Sandbox ช่วยพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสําหรับแอปพลิเคชัน 5G และบริการของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย จะสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ธุรกิจสตาร์ทอัพ ตลอดจนสถาบันการศึกษา ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน “ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ก้าวสำคัญในการมุ่งสู่เศรษฐกิจและสังคมรูปแบบใหม่ ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่ได้นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงมอบการให้บริการรูปแบบใหม่และประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อเท่านั้น แต่ยังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล” นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว ด้านนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการดีป้า กล่าวว่า ศูนย์ 5G EIC จะสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของไทยในระยะยาว

Airbnb เผยนักเดินทางจองที่พักระยะยาวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ Work From Anywhere

Airbnb ตอบรับกระแสประเทศไทยเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวที่มาพำนักระยะยาว (long stay) เผยมีที่พัก Airbnb กว่า 60,000 แห่งในประเทศไทยมอบส่วนลดสำหรับการเข้าพักระยะยาว พร้อมเทรนด์สุดฮอตและที่พักรับ Workcation การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน หรือการเดินทาง หลายคนเริ่มมองหาสถานที่พักผ่อนใหม่ๆ ที่สามารถทำงานได้ทุกที่ เพราะการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ที่ออฟฟิศอีกต่อไป Airbnb ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มในการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ของคนเหล่านี้หรือที่เราเรียกกันว่า Digital Nomad ในขณะที่การท่องเที่ยวยังถูกจำกัด Airbnb เห็นว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือนักเดินทางเลือกจองที่พักในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น สอดคล้องกับผลการสำรวจของ New York Times และ Morning Consult ล่าสุดที่ระบุว่า หนึ่งในสามของพนักงานที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้หรือที่เรียกว่า Remote Working (ทำงานจากระยะไกล) มีความคิดว่าจะย้ายไปเมืองใหม่ๆ หากว่ายังคงต้องทำงานในลักษณะนี้ต่อไป ไม่ว่าการย้ายสถานที่ทำงานแบบชั่วคราวนี้จะเป็นการย้ายเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้นหรือเพื่อพาตัวเองออกสำรวจสิ่งใหม่ๆในแต่ละชุมชน ข้อมูลของ Airbnb แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าพักมีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อช่วยหาสถานที่สำหรับทำงานระยะไกลและย้ายสถานที่ชั่วคราวเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า Airbnb ได้กลายมาเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าพักระยะยาว ซึ่งพวกเขาคือพนักงานผู้โชคดีที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ปัจจุบันมีที่พักบนแพลตฟอร์ม Airbnb กว่า 6 ล้านแห่งที่เปิดให้นักเดินทางสามารถเข้าพักระยะยาวหรือรายเดือน โดยมียอดการจองเข้าพักระยะยาวเช่นนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในประเทศไทยเองก็มีที่พัก Airbnb กว่า 60,000 แห่งที่ให้บริการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

บริษัท ’รถบินได้’ ประกาศควบกิจการกับโดรนสัญชาติจีน

(แฟ้มภาพซินหัว/ซิปา : บริษัทเทอร์ราฟูเกีย (Terrafugia) ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ได้สร้างรถที่มีปีกพับซึ่งสามารถบินได้ วันที่ 11 ส.ค. 2012) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันอังคาร (15 ก.ย.) ที่ผ่านมา เทอร์ราฟูเกีย (Terrafugia) บริษัทผลิตยานยนต์แนวใหม่ของโลกสัญชาติอเมริกาที่ถือครองโดยบริษัทจีน ประกาศควบรวมกิจการกับเอโอเอสเอสซีไอ (AOSSCI) ผู้พัฒนาโดรนสัญชาติจีน เพื่อก่อตั้งบริษัทใหม่ได้แก่ บริษัทแอโรฟูเกีย เทคโนโลยี (เฉิงตู) จำกัด (Aerofugia Technology (Chengdu) Co., Ltd.) จิ้งเชา ประธานกรรมการบริหารของบริษัทแอโรฟูเกียกล่าวว่า บริษัทใหม่ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทจีนอย่างจี๋ลี่ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Geely Technology Group) แห่งนี้ จะนำเสนอแนวทางบูรณาการแบบครบวงจรให้แก่ภาคการบินทั่วไป (GA) “การใช้พลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์ การบินขึ้น-ลงในแนวดิ่ง และการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ล้วนเป็นแนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรมการบินทั่วไป” จิ้งกล่าวโดยเสริมว่า รถบินได้และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของบริษัทจะได้รับการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่แนวโน้มเหล่านี้
แนวทางด้านเทคนิคที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองบริษัทนั้นเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดมาสู่การควบรวมกิจการ ซึ่งจะเอื้อต่อการแบ่งปันเทคโนโลยี เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพการวิจัยและพัฒนา รวมถึงในเรื่องของการลดต้นทุน ทั้งสองบริษัทจะควบรวมทีมนักพัฒนาเข้าด้วยกัน ในขณะที่ยังคงรักษาแบรนด์ดั้งเดิมของผลิตภัณฑ์ด้านการเดินทางทางอากาศและผลิตภัณฑ์อากาศยานไร้คนขับในอนาคตเอาไว้ อนึ่ง จี๋ลี่ หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลรายใหญ่สุดของจีนได้เข้าซื้อกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดของเทอร์ราฟูเกียในปี 2017