‘ฮับ’ หุ่นยนต์แห่งอาเซียน ไม่ไกลเกินเอื้อม

ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยรายงานการศึกษาผลกระทบของหุ่นยนต์ต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไทยในหัวข้อ ‘หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรม : กระแสใหม่ที่แรงงานต้องกังวลจริงหรือ?’ โดย พัชรพร ลีพิพัฒน์ไพบูลย์ และ นันทนิตย์ ทองศรี 

ระบุว่าประเทศไทยมีจำนวนการใช้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับที่ 10 ของโลก รองจากจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เยอรมนี อิตาลี ไต้หวัน ฝรั่งเศส และสเปน แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนความหนาแน่นของการใช้หุ่นยนต์ของไทยอยู่ที่หุ่นยนต์ 45 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน ซึ่งยังต่่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีหุ่นยนต์ 74 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน สาเหตุสำคัญคือทักษะแรงงานของไทยยังไม่เอื้อต่อการใช้หุ่นยนต์เท่าใดนัก ผลกระทบจากการใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงานจึงไม่เห็นชัดในช่วงที่ผ่านมา

จากข้อมูลของสถาบันไทย-เยอรมันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการหุ่นยนต์ของไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยสำคัญคือการขาดแคลนแรงงาน ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการความแม่นยำในการผลิต และ โครงสร้างทางสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย

หุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงาน

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของไทยส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างเมื่อเดือนตุลาคมปี 2562 ที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียวไทยขาดดุลการค้าในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์สูงถึง 152.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยตัวเลขการนำเข้าหุ่นยนต์ในเดือนดังกล่าวคือ 170.19 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีก่อนประมาณ 37% หุ่นยนต์ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น รองลงมาคือจีน หุ่นยนต์ที่นำเข้ามาใช้งานส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ยางและพลาสติก ซึ่ง International Federation of Robotics (IFR) คาดว่าการใช้หุ่นยนต์ของไทยจะเติบโต 5-10% ต่อปีในช่วงปี 2563-2565

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์

แม้ไทยจะมีการส่งออกหุ่นยนต์อยู่บ้าง แต่สัดส่วนยังน้อยกว่าการนำเข้าหลายเท่าตัว อยู่ในระดับสิบล้านกว่าบาทต่อเดือน มากกว่าครึ่งหนึ่งส่งออกไปยังประเทศอินเดีย จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดความสามารถการผลิตในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพราะยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าหุ่นยนต์จากต่างประเทศเป็นหลัก หากประเทศไทยยังอยู่ในภาวะอ่อนด้อย ขาดการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ ตลอดจนไม่เร่งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อย่างจริงจัง ไทยก็จะยังคงต้องขาดดุลการค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้นำส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภูมิภาคอาเซียนภายใน 2569 และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม เนื่องจากอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดในประเทศไทย โดยได้ตั้งเป้าภายในปี 2564 จะผลิตหุ่นยนต์ภายในประเทศทดแทนการนำเข้าให้ได้ 50%

EEC Automation Park
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองก็คือความร่วมมือของบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้จับมือกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ มหาวิทยาลัยบูรพา สร้างศูนย์ความเป็นเลิศ “EEC Automation Park” ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มูลค่าการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่น รองรับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย เบื้องต้นตั้งเป้าหมายจะผลิตนักศึกษาสู่วิศวกรหุ่นยนต์ เพิ่มผู้พัฒนาระบบหุ่นยนต์ (SI) 5 ปีให้ได้ 1,500 ราย ซึ่งโครงการนี้ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียด : ‘EEC Automation Park’ ศูนย์พัฒนาบุคลากร หุ่นยนต์ & ระบบอัตโนมัติ ตอบโจทย์อุตฯเป้าหมาย ต้นแบบความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา)

EEC Automation Park

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี
นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 Mitsubishi Electric ได้เชิญสื่อมวลชนเข้าชมความคืบหน้าการก่อสร้าง EEC Automation Park โดยนายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเพื่อการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้าน upskills และ reskills ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้ว 30% เป็นส่วนของพื้นที่โชว์เคส อีก 70% จะเป็นส่วนของพื้นที่การแทรนนิ่ง และ Co Working Space คาดว่าจะเสร็จ 100% กลางปี 2564
นายคณิศ แสงสุพรรณ
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า “EEC Automation Park” มีภารกิจหลัก 3 ด้านคือ
1. ศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center)
2. ศูนย์ฝึกอบรม (Training Center)
3. หน่วยงานประสานความร่วมมือ (Collaboration) กับเครือข่าย
EEC Automation Park
EEC Automation Park
EEC Automation Park
ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นการพัฒนากำลังคนในพื้นที่ EEC ให้ตรงจุดมากขึ้น เกิดการบ่มเพาะทักษะเฉพาะทางด้านหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่น ทั้งยังเป็นศูนย์เรียนรู้แบบปฎิบัติงานจริงให้กับนิสิตในคณะวิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงยังเป็นการแทรนนิ่งผู้พัฒนาระบบ (SI) ในประเทศที่ปัจจุบันมีเพียง 200 ราย เพิ่มเป็น 1,500 ราย รวมถึงยังเป็นการสร้างกำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในอนาคตที่ยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้มากกว่า 37,000 อัตรา
นายอภิชาต ทองอยู่
(ซ้าย) นายอภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC)
นายอภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) กล่าวถึงโครงการนี้ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า ศูนย์ EEC Automation Park เริ่มเดินหน้าผลิตบุคคลากร ศูนย์นี้ทำให้เหนื่อยมานาน 2 ปี แต่เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่า ตั้งแต่เจรจากับ Mitsubishi เพื่อเอามาพัฒนาการศึกษาไทยเมื่อคราวไปดูงาน 4.0 ที่สิงค์โปร์ เป็นชุดที่ทันสมัยที่สุดในแบบ 4.0 มูลค่ารวมทั้งระบบกว่า 100 ล้านบาท ต้องขอบคุณ Mitsubishi ที่ใจกว้างยกให้พร้อมฝึกอบรมบุคคลากรให้ด้วย เป็นความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ที่เป็นรูปธรรม สัมผัสจับต้องได้ สร้างความรู้ ทักษะ ที่ก้าวทันนวัตกรรมยุคใหม่ ส่งผลต่อการผลิตและบริการยุค 4.0 ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นความภูมิใจของฝ่ายไทยเท่านั้น ทางฝ่ายญี่ปุ่นของทีมมิตซูก็ภูมิใจ-ทุ่มเท ที่มีส่วนช่วยพัฒนาระบบการผลิตและการศึกษาให้ฝ่ายไทยด้วย งานนี้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
นับเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวไปสู่ ‘ฮับ’ หุ่นยนต์แห่งอาเซียนตามฝัน!