Chaos Theory “ทฤษฎีโกลาหล” กรณีศึกษา : Antifa “ฮีโร่” หรือ “ซาตาน” ?

Chaos Theory “ทฤษฎีโกลาหล” คือปรากฏการณ์ที่หากพิจารณากันอย่างผิวเผินแล้ว คล้ายกับว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ หรือ Random ทว่า แท้ที่จริงแล้ว สถานการณ์ดังกล่าว ล้วนแฝงไปด้วยความเป็นระบบระเบียบ (Order) อย่างมาก


คุณลักษณะสำคัญของ Chaos Theory ประกอบด้วย
1. ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเชิงเส้น (Non-linearly) หรือมีคุณสมบัติเป็นสถานการณ์แบบต่อเนื่อง
2. ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดแบบสุ่ม (Deterministic) ไม่ใช่ความน่าจะเป็น (Probabilistic) และการสุ่ม (Randomness) หรือมีคุณสมบัติเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่สามารถทำนายสถานการณ์ล่วงหน้าได้
3. มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น (Sensitivity to Initial Conditions) หรือมีคุณสมบัติที่หากเริ่มต้นเหตุการณ์ชนิดต่างออกไปนิดเดียวก็อาจทำให้เกิดผลในบั้นปลายที่แตกต่างกันมาก เช่น สถานการณ์ “ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ” (Butterfly Effect)
4. ไม่สามารถทำนายผลเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ (Long-term Prediction is Impossible) อันเป็นผลต่อเนื่องจากคุณลักษณะข้อ 3. และคุณมีสมบัติการแสดงลักษณะคล้ายตัวเอง (Self-similarity) หรือ (Fractal) บ่งถึงสภาวะ (Phase Space)

Edward Lorenz นักคณิตศาสตร์ประยุกต์ชาวอเมริกัน ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งทฤษฎีโกลาหล”
Edward Lorenz เริ่มต้นจากการใช้ Computer Simulations ในการพยากรณ์อากาศเมื่อปี ค.ศ. 1961
เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน Edward Lorenz ได้ใช้ผลลัพธ์จากการคำนวณก่อนหน้านี้เป็นค่าเริ่มต้น-ไม่ได้ใช้ Simulations แบบนับจากจุดเริ่มต้น (คุณลักษณะข้อ 1.)
ผลการจำลองแบบทางคณิตศาสตร์ดังกล่าว ปรากฏว่า ค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!
Edward Lorenz พบว่า สาเหตุเกิดจากการปัดเศษตัวเลข (คุณลักษณะข้อ 2.) ซึ่งแม้จะมีค่าที่น้อยมาก
ทว่า กลับสามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย หรือเรียกว่า “ไวต่อสภาวะเริ่มต้น” (คุณลักษณะข้อ 3.)
นำมาสู่วลีฮิตที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือ “ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ” (Butterfly Effect)
ซึ่งมีที่มาจากชื่อบทความของ Edward Lorenz ที่ชื่อ “Does the Flap of a Butterfly’s Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?” (คุณลักษณะข้อ 4.)
ส่วนคำว่า Chaos นั้น ได้รับการบัญญัติขึ้นโดย James A. Yorke นักคณิตศาสตร์ประยุกต์ชาวสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ที่หยิบยก Chaos Theory “ทฤษฎีโกลาหล” มากล่าวถึงนั้น เนื่องจากขณะนี้มีข่าวคราว “ความโกลาหล” เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกันครับ!

หนึ่งคือ ความบานปลายจากเหตุการณ์ประท้วงของชาวอเมริกันที่มีต่อการเสียชีวิตของ​ ​George Floyd ซึ่งขยายวงการประท้วงไปตามเมืองใหญ่หลายแห่ง​
เริ่มต้นด้วยการเผาทำลายสถานที่ราชการ​ ปล้นสะดมร้านค้า​ และการปะทะต่อสู้กันระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ​ นำไปสู่การบาดเจ็บ​ ล้มตาย และการจับกุมคุมขังผู้คนเป็นจำนวนมาก
แตกแขนงเกิดเป็นกลุ่มผู้ประท้วงอย่างน้อย 2 กลุ่มคือ Boogaloo และ Antifa หรือ BLM (Black Lives Matter)

Antifa ย่อมาจาก Anti Facist หรือการต่อต้านเผด็จการ เป็นกลุ่มคนฝักใฝ่แนวคิดทางการเมืองแบบขวาจัด โดยทั่วไป Antifa มักไม่ใช้ระบบจัดตั้งแบบองค์กรฝ่ายซ้าย ทำให้ Antifa ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน

Antifa จึงเป็นการรวมตัวกันหลวมๆ ถักทอในรูปแบบเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ในปัจจุบัน สมาชิกส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี

โดยเฉพาะที่เยอรมนีอันถือเป็นจุดกำเนิดของ Antifa ในปี ค.ศ. 1932 ที่น่าแปลกก็คือ ตอนเริ่มต้นนั้น Antifa สนับสนุนขบวนการซ้ายจัด ที่กำลังต่อกรกับพรรคนาซีของฮิตเลอร์

หลังจากหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ Antifa กลับมาใหม่ในช่วงสั้นๆ คือทศวรรษ 1980 เพื่อต่อสู้กับพวก Neo-Nazi หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน
และกลับมาอย่างเต็มรูปแบบ ห้วงที่ Donald Trump ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ตำรวจผิวขาวฆาตกรรมประชาชนผิวดำที่ชื่อ George Floyd เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา
จุดกระแสให้ Antifa ออกมารวมตัว-เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักอีกครั้ง ภายใต้แคมเปญ Black Lives Matter โดยประสานเครือข่ายกับกลุ่มนิยมอนาธิปไตยอีกหลายกลุ่ม อาทิ Boogaloo ดังได้กล่าวไป

ณ จุดนั้น Antifa ถือเป็น “ฮีโร่” ของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ทั้งในสหรัฐอเมริกา และทั่วทุกมุมโลก
ทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดที่ Manhattan มหานครนิวยอร์ก รวมถึงที่เมือง Lancaster รัฐ Pennsylvania
โดยกลุ่ม Antifa ออกจลาจลเผาสถานที่ราชการอีกครั้ง พร้อมกับปล้นสะดมร้านค้า และทำลายทรัพย์สินของประชาชน
ก่อนจะถูกทางการจับกุม-เผยโฉมภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำ ปรากฏว่า Antifa ที่ถูกจับได้เป็นคนผิวขาวทั้งหมด ไม่ใช่คนผิวดำในช่วงกระแส Black Lives Matter แต่อย่างใด

เป็นกลุ่มวัยรุ่น ชนชั้นกลางฐานะค่อนข้างดี และมีการศึกษาดีเสียด้วย ทำให้หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาประหลาดใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาก!
ผนวกกับข่าวที่สอง ซึ่งสร้างความสะเทือนขวัญในหมู่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากเช่นกัน
นั่นก็คือ ข่าวการใช้ Drone บินขึ้นไปเพื่อจุดไฟเผาป่า สร้างสถานการณ์ให้เหมือนกับว่า ไฟที่ไหม้ป่าครั้งใหญ่ในมลรัฐ Washington, Oregon และ California นั้น เกิดจากสภาวะโลกร้อน!
แน่นอนว่า การเผาป่าครั้งนี้ ก็เป็นฝีมือของกลุ่ม Antifa อีกเช่นกัน โดย Domingo Lopez Jr. ผู้อ้างว่าปฏิบัติการนี้กระทำในนาม Antifa

นำไปสู่การคาดการณ์และการออกมาวิเคราะห์กันถึง Chaos Theory “ทฤษฎีโกลาหล” ที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
เป็นความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ในทางการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยกลุ่มเบื้องหลังทางการเมืองหลายฝ่าย พยายามสร้างสถานการณ์วิกฤตให้เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการยืมมือ Antifa หรือฉกฉวยเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ทำให้ตอนนี้ ในสายตาของประชาชนทั่วไป เกิดคำถามขึ้นต่อกลุ่ม Antifa
จากสถานการณ์ที่กลุ่ม Antifa เคยเป็น “ฮีโร่” เมื่อครั้งแคมเปญ Black Lives Matter มาสู่สถานะของ “ซาตาน” ป่วนเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้?