Forest Bathing หอบรักมาห่มป่า

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า
ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน
ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล
ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป
ถ้าเราเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า
อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบเจอคนใจร้ายอย่างเธอ
คนที่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีเยื่อใยให้คนเคยรักกัน
ใจร้ายอย่างเธอ ต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว
เผื่อเธอเหงาขึ้นมาจะได้กลับมารักกัน
วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า
ฉันเจอเสือตัวใหญ่ มันถามฉันว่ากลัวบ้างไหม
ฉันจึงตอบว่าไม่เท่าไร ยังดีกว่าคนไร้หัวใจ
เมื่อเราปวดร้าวจงเดินเข้าป่า
อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบเจอคนใจร้ายอย่างเธอ
คนที่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีเยื่อใยให้คนเคยรักกัน
ใจร้ายอย่างเธอ ต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว
เผื่อเธอเหงาขึ้นมาจะได้กลับมารักกัน
บทเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” ของ “แม็กซ์ เจนมานะ” ที่เคยโด่งดังเมื่อ 2-3 ปีก่อน สะท้อนมุมมองของ “มนุษย์” ที่มีต่อ “ป่า” ได้ดีในแง่มุมหนึ่ง

Forest Bathing
แม้ “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” จะเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาออกไปทางอกหักรักคุด อาการพลาดหวังจากความรัก อาศัย “ป่า” เป็นที่เยียวยาความผิดหวัง
ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน มีทีมคุณหมอรุ่นใหม่แห่งรัฐ South Dakota สหรัฐอเมริกา ได้เปิดโครงการเยียวยารักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยในหมู่ประชาชน
นั่นคือ ParkRx หรือ “ใบสั่งยา ให้ไปเดินป่า”
หลังจากวินิจฉัย และรักษากันมาหลายขนาน คนไข้จำนวนมาก ก็ยังไม่หายจากอาการป่วยสักที
ทีมคุณหมอรุ่นใหม่แห่งรัฐ South Dakota จึงคิดค้น วิธีการรักษาแนวใหม่ นั่นคือ การออกใบสั่งยา “ให้ไปเดินป่าพักผ่อน” หรือ Park Prescriptions
สำหรับรักษาอาการเหนื่อยล้า รวมถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยปวดหัวเรื้อรังจากความเครียด
เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก

การบำบัดความป่วยไข้รูปแบบใหม่คือ ParkRx เป็นไปในลักษณะที่ไม่ใช่ทั้ง “แพทย์แผนปัจจุบัน” หรือ “แพทย์แผนโบราณ”

 

เพราะมันคือ การ “รักษาโรคด้วยป่า”

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” ของ “แม็กซ์ เจนมานะ” หรือ โครงการ ParkRx ของทีมคุณหมอรุ่นใหม่แห่งรัฐ South Dakota
ล้วนเป็นการอาศัยไหว้วาน “ป่า” ให้มาช่วยเหลือ “คน”

Forest Bathing

ในทางตรงกันข้าม การ “เข้าป่า” ของ “คน” ใช่หรือไม่ว่า เป็นการ “รบกวนป่า”
ขณะเดียวกัน ก็มีแนวคิดและโครงการดีๆ ของหลายคน หลายองค์กร ที่ “เข้าป่า” เพื่อกลับเข้าไปช่วยรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ถือเป็นกุศโลบายด้านกลับอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในสำนักงาน ชั่วนาตาปีมีแต่ได้รับอันตราย ดังที่ผมเคยเขียนบทความใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ชื่อตอนว่า “ป่วยหยอดกระปุก “แอร์ออฟฟิศ” ฆ่า! ไร้ปรานี”
พูดถึงการอาศัยไหว้วาน “ป่า” ให้มาช่วยเหลือ “คน” แล้ว มีบทความที่น่าสนใจ ของอาจารย์ “คณิต ธนูธรรมเจริญ” ประธานกรรมการ Forum 21st ภาคเหนือ ว่าด้วยการเยียวยา “มนุษย์” ด้วย “ป่า”
ชื่อบทความ “อาบป่า” ครับ
การ “อาบป่า” หรือ (Forest Bathing) เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง “คน” กับ “ป่า” จากแนวคิด Shinrin Yoku (Shinrin แปลว่า “ป่า” Yoku แปลว่า “อาบ”) ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1982 ในประเทศญี่ปุ่น
นำมาสู่การก่อตั้ง “สมาคมป่าบำบัด” ขึ้นในปี ค.ศ. 2002 เพื่อเป็นศูนย์วิจัยว่าด้วย “ป่า” กับความเกี่ยวข้องด้านบวกที่มีต่อ “สุขภาพมนุษย์” นำโดย ดร. Qing Li ศาสตราจารย์ประจำ Nippon Medical School กรุงโตเกียว
งานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. Qing Li มีแนวคิดหลักเกี่ยวกับประเด็น “อาบป่าศึกษา” หรือ Forest Bathing Study ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2005
หลังจากนั้นแนวคิดนี้เริ่มเป็นที่สนใจในตะวันตก และขยายเป็นแนวคิด Forest Therapy
(ไม่แน่ว่า โครงการ ParkRx ของทีมคุณหมอรุ่นใหม่แห่งรัฐ South Dakota อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก Forest Bathing Study ของศาสตราจารย์ ดร. Qing Li ก็เป็นได้)

Forest Bathing

“อาจารย์คณิต” เรียบเรียงประเด็น “อาบป่า” จากหนังสือหลายเล่ม อาทิ The Healing Magic of Forest Bathing ของ Julia Plevin รวมถึง Forest Therapy: Seasonal Ways to Embrace Nature for Happier You ของ Sarah Ivens
และจากเว็บไซต์อีกจำนวนหนึ่ง อาทิ Forest-Bathing Feature http://infom.org/news/2019/04/19_1.html หรือ Effect of Forest Bathing Trips on Human Immune Function https://www.ncbi.nlm.nih.gov
“การอาบป่า” คือการที่ “คน” ก้าวเข้าไปใน “ป่า” เพื่อประสานสัมผัส (Reconnect) เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ เพื่อรับพลังจาก “ป่า” ให้ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ คล้ายการชาร์จแบตเตอรี่มือถือ

ทว่า “การอาบป่า” ไม่ใช่การออกกำลังในเชิงกายภาพ ทั้งเดินป่า ปีนเขา วิ่ง Trail หรือจักรยานภูเขา

 

แต่เป็นการแค่ “เข้าไป” อยู่ในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ และ “เชื่อมต่อ” ผ่านการเปิด “ประสาททั้ง 5” ได้แก่ 1) รูป 2) รส 3) กลิ่น 4) เสียง และ 5) สัมผัส

 

ซึมซับกับธรรมชาติ ให้รู้สึก และรับรู้ถึงการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน จับเสียงของสรรพสิ่งในป่า สูดไอดินกลิ่นต้นไม้ สัมผัสก้อนหินที่แน่นิ่งราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ขณะเดียวกันก็ได้สังเกตสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ที่ปกติแล้วอาจจะถูกมองข้ามไป เช่น ปลาตัวจิ๋วที่ว่ายเวียนเป็นฝูงอยู่ในน้ำ หรือจิงโจ้น้ำที่คอยเคลื่อนไหวแบบขึ้นๆ ลงๆ เพื่อหาอาหารกินบนผิวน้ำ
หากโชคดีสักหน่อยบางทีอาจได้พบสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ อย่างลูกไม้ที่หล่นโปรยปรายลงมาดังสายฝนยามลมพัด
ความเพลิดเพลิน และการชื่นชมความงามของป่าแบบนี้ เป็นบรรยากาศที่ไม่สามารถพบได้ในเมือง
เพราะสิ่งวิเศษเหล่านี้ ธรรมชาติพร้อมจะมอบให้เสมอ เพียงแค่เราก้าวเท้าเข้าไป “อาบป่า”
ที่สำคัญที่สุดก็คือ “การอาบป่า” ไม่ใช่เป็นการไป “อาบน้ำในป่า”

Forest Bathing

Edward Wilson นักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน ได้อ้างอิงตามทฤษฎี Biophilia หรือ “ความใฝ่หาชีวภาพ” ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต มนุษย์จะรู้สึกเบิกบานยามเห็นดอกไม้ ต้นไม้ใหญ่ ใบไม้ผล หรือสายน้ำไหลเอื่อย
จากการเก็บสถิติของหลายสถาบันพบว่า ผู้ป่วยจะฟื้นตัวในสวนท่ามกลางต้นไม้ได้ดีกว่าในห้องที่มีหน้าต่างมองเห็นวิวต้นไม้เขียวๆ ไกลๆ โดยเฉพาะการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิต
ที่ผ่านมา มีการศึกษา “การอาบป่า” ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน “ศาสตร์การรักษาเชิงป้องกัน” หรือ Preventative Healthcare
ผลการวิจัย ระบุว่า “การอาบป่า” ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ ทำให้คุณภาพในการนอนหลับและการมีสมาธิดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดฮอร์โมนความเครียด ลดซึมเศร้า และปรับสมดุลความดันโลหิตได้
นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากพืช เป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งซึ่งทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเมื่อเดินเข้าไปในป่า โมเลกุลน้ำมันหอมระเหยพืชลอยเข้าสู่ร่างกายเราผ่านจมูก

สิ่งแรกที่รับรู้คือต่อมสัมผัสรับกลิ่น ส่งปฏิกิริยาต่อไปยังสมองส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ Limbic สมองส่วนลึกซึ่งทำหน้าที่ด้านอารมณ์และความจำ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ความเครียด และความสมดุลของฮอร์โมน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลิ่นเหล่านี้ มีพลังในการกระตุ้นความรู้สึกในระดับลึก สามารถแตะถึงความทรงจำเก่าแก่ในจิตไร้สำนึก
นอกจากนี้ โมเลกุลจากสารระเหยน้ำมันพืชยังเคลื่อนเข้าสู่ปอด ทำปฏิกิริยากับระบบหายใจ และมีงานวิจัยยืนยันว่า น้ำมันหอมระเหยพืชส่วนใหญ่มีคุณสมบัติโดดเด่นเป็นแอนตี้แบคทีเรียบ้าง แอนตี้ไวรัสบ้าง แอนตี้เชื้อราบ้าง
จึงมีส่วนในการเกื้อหนุนระบบภูมิต้านทาน ช่วยบำบัดรักษาร่างกาย และยังพบว่าน้ำมันหอมระเหยพืชในป่าช่วยส่งเสริมเกื้อกูลจุลินทรีย์ สร้างสภาวะที่เป็นมิตรแก่การดำรงอยู่ตามระบบธรรมชาติ

Forest Bathing

การสังเคราะห์แสงของพืชนั้นทำให้เกิดโมเลกุลออกซิเจนที่มีประจุไฟฟ้าลบอ่อนๆ เมื่อเราสูดดมเข้าไปก็จะไปประกบกับประจุไฟฟ้าขั้วบวกของอนุมูลอิสระในร่างกายจนเปลี่ยนเป็นกลาง แล้วร่างกายก็หลั่งสาร Serotonin หรือ “ฮอร์โมนแห่งความสงบสุขออกมา”

 

ทำให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า ลดอาการซึมเศร้า ลดความเครียด และที่สำคัญระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายก็จะดีขึ้นด้วย

สิ่งวิเศษเหล่านี้ ธรรมชาติพร้อมจะมอบให้เสมอ เพียงแค่เราก้าวเท้าเข้าไป “อาบป่า”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตัวยาสำคัญ” ที่ป่ามอบให้เราก็คือ Phytoncide ซึ่งมาจากภาษากรีก คำว่า Phyto แปลว่า “ต้นไม้” และ Cide หมายถึง “การกำจัด”
Phytoncide คือ “น้ำมันหอมระเหย” ที่บรรดาต้นไม้ปล่อยออกมาเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรค เชื้อรา และเหล่าแมลงร้าย
ทว่า ธรรมชาติไม่ได้เห็นแก่ตัวขนาดนั้น ต้นไม้ก็ป้องกันเราเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเราสูดอากาศสดๆ จากในป่า เราก็จะได้รับสารตัวนี้เข้าไปด้วย
เพียง 2 ชั่วโมงในป่า การได้รับ Phytoncide จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Phytoncide จะช่วยเพิ่มเซลล์เพชฌฆาต (NK cell หรือ Natural Killer Cell) ที่เป็นตัวทำลายเซลล์มะเร็งตัวสำคัญ
นอกจากนี้ “การอาบป่า” ยังช่วยแก้ซึมเศร้า และเยียวยาสุขภาพจิต จากแบคทีเรียซึ่งอยู่ในดินที่เรียกว่า Microbiome ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ลดความดันเลือด และอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความเครียด แม้แต่ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

Forest Bathing

“อาจารย์คณิต” สรุปผลดีในทางบวกของ “การอาบป่า” ว่ามี 8 ประการคือ

1. ช่วยลดความดันโลหิต เพราะการเดินทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น ได้ยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวร่างกายด้วย
2. ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจดีขึ้น ทำให้หัวใจคุณเต้นช้าลงเมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายนั่นเอง
3. ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด หรือ Cortisol ได้ เมื่อปราศจากสิ่งรบกวนความเครียดย่อมน้อยลงตามไปด้วย
4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ เช่น การช่วยต้านหวัด ภูมิแพ้ มะเร็ง อาการปวดต่างๆ (แต่คุณจะต้องใช้เวลาศึกษาและเดินป่าอย่างเป็นแบบแผน)
5. ช่วยลดการอักเสบในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ไซนัส ช่วยเรื่องไขข้อ เพราะการเดินป่าก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
6. ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ลดความกังวล โกรธง่าย ลดความก้าวร้าว ความรุนแรงของจิตใจ
7. ช่วยให้รู้สึกสดชื่น มีพลังคืนมา เพราะในป่ามีค่าออกซิเจนสูงมาก และไม่มีมลพิษ
8. ช่วยยกระดับความต้องการมีชีวิตชีวา ต้องการอยู่รอด เพราะเราได้รับการปลอบประโลมจากป่า ทำให้รู้ว่าชีวิตมีค่า เมื่อคุณเห็นค่าของป่า คุณต้องต่อสู้ต่อไป

Forest Bathing

“อาจารย์คณิต” เรียบเรียง 10 ข้อ สำหรับผู้เริ่มต้น “อาบป่า” ของ ศาสตราจารย์ ดร. Qing Li เอาไว้ดังนี้ครับ

1. วางแผนทริปอาบป่าโดยอยู่บนพื้นฐานความสามารถของร่างกายตัวเอง และพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้ตัวเองเหนื่อยจนเกินไป
2. ถ้าคุณมีเวลาทั้งวัน ให้อยู่ในป่าประมาณ 4 ชั่วโมง และเดินประมาณ 5 กิโลเมตร หรือถ้าคุณมีเวลาแค่ครึ่งวัน ให้อยู่ในป่าประมาณ 2 ชั่วโมง และเดินประมาณ 2.5 กิโลเมตร
3. พัก เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเหนื่อย
4. ดื่มน้ำ หรือชา เมื่อคุณรู้สึกกระหาย
5. หาจุดที่คุณชอบ แล้วให้นั่งลงสักช่วงเวลาหนึ่ง และดื่มด่ำกับทัศนียภาพของป่า
6. ถ้าเป็นไปได้ อาบน้ำในบ่อน้ำร้อน หลังจากจบทริปอาบป่า
7. เลือกทริปอาบป่าที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ
8. ถ้าคุณต้องการที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันเซลล์ที่มีหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็ง (Natural Killer Activity) แนะนำให้เป็นทริป 3 วัน 2 คืน
9. ถ้าคุณต้องการแค่ผ่อนคลาย หรือลดความเครียด ทริปวันเดียวในสวนป่าสาธารณะใกล้บ้านก็ใช้ได้
10. การอาบป่า เป็นวิธีการป้องกันโรค ไม่ใช่การรักษา แค่อยู่ในป่าเพียง 15 นาที ก็มีพลังมากพอที่เราจะอยู่ไปได้ทั้งเดือนแล้ว แนะนำว่าควรอาบป่าเดือนละครั้ง จะช่วยเพิ่มพูนภูมิคุ้มกันได้อย่างเพียงพอ

Forest Bathing

สิ่งสำคัญในการอาบป่า คือ การเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)

1. การมองเห็น : สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตลอดจนภูมิทัศน์ของป่า
2. การได้กลิ่น : กลิ่นของป่าจากต้นไม้และดอกไม้ อย่างเช่น กลิ่นฉุนของ Phytoncide น้ำมันหอมระเหยจากต้นไม้ประเภทสน ที่ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์กำจัดมะเร็ง
3. การได้ยิน : เสียงของป่า นกร้อง และเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสียงใบไม้กระทบกัน
4. การสัมผัส : สัมผัสต้นไม้ ปล่อยตัวเองไปในบรรยากาศของป่า
5. การได้รับรส : กินอาหารและผลไม้จากป่า รับอากาศสดชื่นในป่า

บทสรุป

แม้ดูผิวเผิน “การอาบป่า” คือการที่ “คน” เข้าไปอาศัยไหว้วาน ให้ “ป่า” ช่วยบำบัดเยียวยา ทั้งร่างกาย และจิตใจ
แต่กุศโลบายด้านกลับ ที่ผมคิดว่า ลึกๆ แล้ว “อาจารย์คณิต” หรือกระทั่ง ศาสตราจารย์ ดร. Qing Li บิดาแห่ง “ป่าบำบัด” ได้มองว่า “การเข้าป่า” ไป “อาบป่า” เป็นการกลับเข้าไปช่วยรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง
ดังนั้น ผมจึงขอเรียก “การอาบป่า” หรือ Forest Bathing ว่า “หอบรักมาห่มป่า” ครับ!