Spaceport หรือ ท่าอวกาศยาน ใช้เป็นฐานยิงจรวดขึ้นสู่อวกาศ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองสำหรับเมืองไทย ในฐานะประเทศที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ได้เปรียบและเหมาะสมในการสร้าง Spaceport การบุกเบิก Spaceport จะนำไปสู่เศรษฐกิจใหม่แห่งอนาคตที่เรียกว่าเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวภายหลังเยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ SKP อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีว่า ประเทศไทยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบและเหมาะสมเป็น 1 ใน 7 ของโลกสำหรับโครงการ spaceport หรือท่าอวกาศยานที่ใช้เป็นฐานยิงจรวด ยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมีทะเลขนาบข้างทั้ง 2 ฝั่งคืออ่าวไทยและอันดามัน

“งานด้านอวกาศถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาและเติบโตขึ้นในหลายมิติ สิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้คือเรื่อง spaceport หรือท่าอวกาศยาน มีความคล้ายกับแอร์พอร์ต แต่ spaceport จะใช้เป็นฐานยิงจรวด ยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ รวมทั้งเป็นจุดสำหรับรับจรวดรับดาวเทียมกลับสู่โลกด้วย” รมว.อว. กล่าว โดยมองว่าประเทศไทยมีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ ทำให้งานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน
“ปัจจุบันบุคลากรของ GISTDA ที่ส่งไปเรียนได้เริ่มกลับมาทำงานที่ประเทศไทยแล้ว ซึ่งสามารถออกแบบและผลิตเครื่องมือรวมถึงโซลูชันต่างๆ ได้น่าสนใจและมีความหลากหลาย นับเป็นโอกาสดีที่จะดึงสรรพกำลังของมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมด้วย เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้สิ่งเหล่านี้มีพลังที่มากขึ้น”
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเสริมว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจาการสร้าง Spaceport มี 2 รูปแบบ ได้แก่
1) เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยีด้านอวกาศในประเทศไทย เพราะประเทศที่พัฒนาได้ต้องประกอบด้วยองค์ความรู้หลักที่มาจากเทคโนโลยี วิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
2) ด้านอุตสาหกรรม Spaceport จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ทำให้ประชาชนกินอยู่ดีมากขึ้น รวมถึงจะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการก่อสร้าง อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และไม่ใช่เพียงด้านอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการสร้างงานมากขึ้น ตลอดจนเกิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงการสร้าง Spaceport ว่า ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะมีความได้เปรียบจากการสร้างและสร้างได้ เพราะหลักของการสร้างพื้นที่จะต้องใกล้เส้นศูนย์สูตร เพราะจะใช้เชื้อเพลิงน้อยในการเข้าสู่วงโคจร และต้องไม่มีภัยพิบัติรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งยานอวกาศขึ้นไป มีพื้นที่ห่างจากเพื่อนบ้าน มีมุมยิงขึ้นไปได้หลายมุม และต้องเป็นพื้นที่ติดทะเลรองรับส่วนของจรวดที่ตกลงมา ซึ่งจากข้อจำกัดเหล่านี้ประเทศไทยถือว่ามีความเหมาะสมมาก เนื่องจากเรามีคุณสมบัติตามที่ว่ามาทั้งหมด
“หากเรามีการสร้าง Spaceport ประเทศไทยจะได้ประโยชน์คือเกิดการลงทุนต่อเนื่องจากภาครัฐในการก่อสร้างที่จะกระจายรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น การก่อสร้าง การบิน เครื่องจักร ตลอดจนแรงงานและ SME ขนาดย่อมต่างๆที่จะเกิดขึ้น” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว
Spaceport จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศระยะยาวที่เรียกว่า Space economy เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน เมื่อพัฒนาเสร็จแล้วจะเกิดอุตสาหกรรมอีกหลายอย่างตามมา เช่น การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ จรวดและดาวเทียม รวมถึงการให้เช่าพื้นที่จากต่างชาติ เกิดสาขาการเรียนใหม่ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ผลักดันประเทศไทยก้าวไปสู่ฐานอวกาศในเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงความมั่นคงด้านอวกาศ โดยรัฐบาลต้องจัดตั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติเพื่อเข้ามากำกับและบริหารงานในเรื่องนี้
จากข้อมูลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการตื่นตัวและหันมาพัฒนาธุรกิจใหม่ในอนาคตที่เรียกว่าเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy กันมากขึ้น

เศรษฐกิจอวกาศถือว่าเป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ หรือ นิวสเปซ อีโคโนมี ที่มีเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขปี 2018 พบว่าทั่วโลกมีอัตราเติบโตถึงร้อยละ 8.1 มูลค่าสูงราว 415 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกที่มีมูลค่าสูงกว่า 400 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลในเรื่องของกิจการอวกาศโดยตรง แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะได้มีความพยายามผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.กิจการอวกาศ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ทำให้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายขึ้นมารองรับเศรษฐกิจอวกาศใหม่และไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศใหม่ได้ ในขณะที่หลายๆประเทศแถบเอเชียได้มีการพัฒนาไปบ้างแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐที่มากำกับดูแลเรื่องกิจการอวกาศโดยเฉพาะ หรือ เรียกว่า สเปซ เอเจนซี่ (Space agency)
การทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ในโลกอวกาศยุคใหม่ (New Space) ไม่ใช่เพียงแค่ด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยหลายธุรกิจ อาทิ
1. การให้บริการธุรกิจดาวเทียมสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องมีวงโครจรประจำที่ แต่สามารถยิงดาวเทียมได้ไกลกว่าเดิมในอวกาศ ปัจจุบันบริษัทอะเมซอนเริ่มดำเนินการแล้ว
2. สร้างสถานที่ยิงจรวดอวกาศ หรือ spaceport โดยเมื่อต้นปี 2562 มาเลเซียได้ประกาศสถานที่ยิงจรวดแล้ว
3. การขุดอวกาศ หรือ สเปซ ไมนิ่ง (Space mining) โดยการส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจบนอวกาศที่เป็นทรัพยากรอวกาศซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศนั้นๆ ในฐานะผู้สำรวจพบ
4. การท่องเที่ยวอวกาศ หรือ สเปซทัวร์ การทำธุรกิจทัวร์ในอวกาศจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในอนาคต

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซาก็ได้เปิดโครงการทัวร์อวกาศและพื้นที่โฆษณาในอวกาศ โดยได้จัดแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่องค์การนาซาในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า นาซาเตรียมเปิดสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ไอเอสเอส ให้นักท่องเที่ยวอวกาศชุดแรกขึ้นมาเที่ยวชมภายในเร็ววัน โดยนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าตั๋วไปกลับคนละ 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1,800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ บนสถานีอวกาศอีก 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1,120,000 บาทต่อคนต่อคืน ทริปท่องเที่ยวสถานีอวกาศนานาชาติจะใช้เวลาทั้งสิ้น 30 วัน และต้องเดินทางไปกับยาน Crew Dragon ของ SpaceX หรือ Starliner ของ Boeing เท่านั้น
องค์การนาซา เปิดเผยอีกว่า จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวอวกาศ ขึ้นมาเที่ยวชมสถานีอวกาศนานาชาติได้เพียงปีละ 2 ครั้ง โดยนักท่องเที่ยวต้องผ่านการตรวจทางการแพทย์ตามมาตรฐาน และผ่านการฝึกแบบเดียวกับนักบินอวกาศ
นอกจากนี้ นาซายังเปิดให้บริษัทเอกชนสามารถส่งสินค้าขึ้นมาบนอวกาศเพื่อการโฆษณาได้แล้ว หรือแม้แต่จะจ้างให้นักบินอวกาศเป็นพรีเซนเตอร์จากสถานีอวกาศก็สามารถทำได้ รวมไปถึงการถ่ายทำวีดีโอเพื่อนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณาอีกด้วย และถ้าบริษัทไหนที่อยากไปไกลกว่านี้ก็สามารถส่งโมดูลมาเชื่อมต่อเข้ากับตัว ISS ได้เลย อย่างไรก็ตาม นาซามีข้อจำกัดสำหรับธุรกิจโฆษณาในอวกาศคือผู้โฆษณาจะแบ่งทรัพยากรบนอวกาศใช้ได้เพียง 5% เท่านั้น และน้ำหนักรวมของการส่งของขึ้นไปเพื่อการโฆษณาต้องไม่เกิน 175 กิโลกรัมต่อปี รวมทั้งช่วงเวลาที่นักบินอวกาศของนาซาจะใช้ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณานั้นจะมีเพียงแค่ 90 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น

อีกหนึ่งประเทศที่ถือว่าเป็นคู่แข่งของสหรัฐก็คือจีน ซึ่งได้เดินหน้าเศรษฐกิจอวกาศเต็มตัวเช่นเดียวกัน โดยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2019 นายเป๋าเหว่ยหมิน ผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งบรรษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศจีน ได้กล่าวอภิปรายในการสัมมนาเศรษฐกิจอวกาศว่า จีนจะทำโครงการเขตเศรษฐกิจอวกาศโลก-ดวงจันทร์ให้เป็นจริง โดยมีลำดับการปฏิบัติดังนี้คือ
1. ส่งยานอวกาศลงสู่ดวงจันทร์และเก็บตัวอย่างกลับมาในปี 2020
2. ศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะตั้งเขตเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ใดให้สำเร็จในปี 2030
3. สร้างระบบการขนส่งโลก-ดวงจันทร์เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสายใหม่สำเร็จในปี 2040
4. สร้างเขตเศรษฐกิจอวกาศโลก-ดวงจันทร์ในปี 2050 โดยคาดว่าเขตเศรษฐกิจอวกาศนี้จะสร้างรายได้ถึงราวปีละ 10 ล้านล้านดอลลาร์













