อภิเนตร อูนากูล ปั้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะระดับโลก

ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) และ วงจรรวม (IC) เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบในสินค้าขั้นปลายอย่างคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น


อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ถือเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2558 เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต salika.co มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ อภิเนตร อูนากูล ประธานกรรมการ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ตัวจริง เสียงจริง เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (Thai Embedded Systems Association: TESA)
อภิเนตร อูนากูล
อภิเนตร อูนากูล ประธานกรรมการ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
ขณะที่บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบันดำเนินกิจการวิจัยและพัฒนาเพื่อออกแบบและส่งมอบวงจรรวม (Integrated Circuit Design: IC) หรือ ไมโครชิพ (microchip) ผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “SIC” แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจสำรองอิเล็กทรอนิกส์ของยานยนต์ (Immobilizer) 2) ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal Tag) และ 3) ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ (Access Control) และระบบการอ่านข้อมูล (Interrogator)
คุณอภิเนตรสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย แนวทางการขับเคลื่อน และการเดินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

ถาม : ภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์?

ตอบ : อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากมูลค่ารวมในปัจจุบันประมาณเกือบ 2 ล้านล้านบาท หากโฟกัสเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีตั้งแต่คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์จำพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน แม้แต่ Value Chain ก็เป็นต่างชาติ อีก 2 กลุ่มที่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมใหญ่คือกลุ่มไมโครชิพ ซึ่งเมืองไทยมีโรงงานไอซีแพกเกจจิ้งจำนวนมาก มูลค่าธุรกิจประมาณ 3 แสนล้าน และกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มูลค่าประมาณกว่า 4 แสนล้าน โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถวจังหวัดอยุธยา ถือเป็น Value Chain ของบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

www.sic.co.th

ถาม : ศักยภาพการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของไทย?

ตอบ : 2 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่คือฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และ ไอซีแพกเกจจิ้ง มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก เป็นโรงงานระดับ High Value มีความไฮเทคแตกต่างจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริหารคนไทยสามารถจัดการโรงงานได้ดี บริหารโรงงานได้เก่ง ดังนั้นหนึ่งเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเราคือความสามารถในการบริหารจัดการโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานที่เป็น High Value ขณะที่กำลังคนของเราก็ต้องพัฒนาทักษะปั้นแรงงานที่มีฝีมือ เพราะค่าแรงเราแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นถ้านักลงทุนอยากได้ของถูกก็ไม่ควรมาหาเรา โรงงานที่มีกำไรน้อยหรือขาดทุนต้องการย้ายฐานไปหาแรงงานราคาถูก เราก็ไม่ควรพยายามยื้อด้วยการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่เราควรดึงโรงงานที่มีศักยภาพต้องการผลิตสินค้าชั้นดีเข้ามาใช้แรงงานฝีมือ คือเราต้องทำให้ชนะ ถ้าจะทำให้ชนะก็ต้องมาดูว่าเกมไหนทำแล้วจะชนะ และควรจะเป็นวิน วิน เราได้ นักลงทุนก็ต้องชนะ ถ้าคนที่มาลงทุนไม่ชนะเขาก็ไม่อยากอยู่ เพราะไม่มีกำไร

ถาม : จุดที่อิเล็กทรอนิกส์ไทยยังไปไม่ถึง?

ตอบ : เมื่อ 30 ปีก่อนซีอีโอของเอเซอร์พัฒนา diagram ขึ้นมาอันหนึ่งเป็นลักษณะ Smiling Curve เหมือนหน้ายิ้ม แสดงแนวคิดให้เห็นว่าสินค้าต้นน้ำกำไรสูง และค่อยลดตรงกลางต่ำสุด แล้วกลับมาสูงใหม่ตอนปลายน้ำ เป็นวิธีการคิดเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมว่าตำแหน่งไหนควรจะอยู่ สิ่งที่เมืองไทยอยู่คือเราอยู่ตรงแมนูแฟกเจอร์ริ่งใช้แรงงานผลิตสินค้าซึ่งเป็นช่วงกลางน้ำทั้งหมด ต้นน้ำคือการออกแบบ เราไม่ได้ทำ เราไม่มีนักออกแบบ ไม่มีดีไซน์ ปลายน้ำเราก็ไม่ได้พัฒนาตลาด ไม่มีบริษัทที่จัดการด้านตลาด ด้วยเหตุนี้ตลาดโดยรวมของอิเล็กทรอนิกส์เรายังขาดสองส่วนดังกล่าว เราจะขยายไปยังสองด้านอย่างไร คือทำให้เกิดบริษัทออกแบบดีไซน์วงจรหรือซอฟต์แวร์อิเล็กทรอนิกส์และบริษัทพัฒนาด้านการตลาด ซึ่งเรามีโอกาสเพราะวันนี้เราสตาร์ทอัพเก่งๆ จำนวนมาก


ถาม : เส้นทางอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ?

ตอบ : Smart Electronics เป็นนโยบายโดยรวม แต่จริงๆมีแยกย่อยอีกหลายอย่าง สมาร์ทเฮลท์ สมาร์ทไอที สมาร์ทคัลเจอร์ สมาร์ทซิตี้ เต็มไปหมด ถ้าเราจะทำพวกนี้ให้ดีก็ต้องไปดีเวลอปตลาดให้ดี ดีเวลอปมาร์เก็ตเพลสให้ดี ไม่ใช่ทำแค่เดโมขึ้นมา ต้องมีบริษัทที่เป็นมาร์เก็ตเมกเกอร์ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะทำต้องทำภาพรวมส่วนนี้ให้ได้ ในขณะเดียวกันต้องมีของขาย ที่ผ่านมาเราไม่มีของขาย ไม่มีฟากดีไซน์ ถ้าทำตลาดก็ต้องเอาของต่างชาติมาขายทั้งหมด กลายเป็นการพัฒนาให้เขา ถ้าจะทำเรื่องนี้จึงต้องจับและเจาะเป็นเรื่องๆ เราเล่นเกมอย่างไร ส่วนไหน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจวงการนี้ใหญ่และซับซ้อน ไม่ใช่อันเดียว ต้องแยกเป็นแต่ละอันๆ ซึ่งมีจุดขายของแต่ละอย่าง เช่น ถ้าผมพูดถึงสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์มันคือภาพรวม ทำอย่างไรให้เอาไปใช้ในฟาร์มมิ่ง บิวดิ้ง ซิตี้ โรงพยาบาล หรือถ้านำไปใช้แล้วไม่เกิดวงจรเศรษฐกิจ ไม่มี Value Chain ในประเทศรองรับ เมื่อวงจรขาดก็เหมือนไฟฟ้าไม่เดิน ทำอย่างไรให้เชื่อมต่อได้อย่างครบวงจร ที่สำคัญคือต้องเป็น Value ที่ส่งต่อถึงกัน มีวิชั่นในเชิงธุรกิจ ถ้าทำแล้วไม่มีคนรับผิดชอบระยะยาวก็เป็นแค่โปรเจ็กต์ครั้งเดียวจบ พอไม่ยั่งยืนคนก็ไม่กล้าใช้ ยกตัวอย่างเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ในฟาร์มทำไปทำมาต้นทุนสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลง เผลอๆ ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องต้นทุนด้วยซ้ำไป ทำไประยะหนึ่งอุปกรณ์เสียเปลี่ยนไม่ได้เพราะเลิกผลิตแล้ว กลายเป็นทำลายความเชื่อมั่นเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นทำได้เฉยๆไม่พอ ต้องมีกำไรในการใช้เทคโนโลยี คุณภาพชีวิตดีขึ้น ต้องมีเป้าหมายความสำเร็จ ถ้าบริษัททำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในฟาร์มเชอรี่ก็ทำเชอรี่ให้ชำนาญไปเลย ขยายเป็นพันไร่ หมื่นไร่ จากเทคโนโลยีที่นำไปใช้ ไม่ใช่วันนี้ทำไร่เชอรี่ อีกวันทำมังคุด อีกวันทำทุเรียน แล้วความจริงใจอยู่ตรงไหน ถ้าบริษัทไหนทำให้ลูกค้าชนะได้เดี๋ยวเขาแนะนำกันมาเอง

ถาม : เจ้าภาพหลักควรจะเป็นใคร?

ตอบ : หน่วยงานที่จะมีบทบาท 2 แห่งหลักๆ คือกระทรวงอุตสาหกรรมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องกลับมาดูว่าเรื่องไหนกันแน่ที่จะต้องผลักดัน เรื่องไหนจะต้องลดบทบาทหรือว่าให้ความสำคัญน้อยลง และเรื่องไหนต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เมื่อก่อนเรามองไม่ออกเราก็หารยาว พอหารยาวคนที่ไม่ควรจะได้ก็อาจจะได้ คนที่ควรจะได้มากกว่านี้ก็ได้ไม่พอ เราต้องมาดูว่าสิ่งที่เราอยากได้มีอะไรบ้าง เราอยากได้อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ถ้าต้องการการผลิตก็ทำอุตสาหกรรมการผลิตให้เข้มแข็ง ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์บ้านเรามีเยอะแต่ไม่ค่อยโต เพราะว่าขาดโอกาส เคยมียุคสมัยที่เราเคยมีเยอะแล้วเราก็เข้าสู่ Globalization ลดภาษีการนำเข้าหมดเลย คือภาษีไอทีเอ ถ้าเอาของนำเข้ามาทั้งชิ้นภาษีเหลือ 1% แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไอที เอาเข้ามาประกอบในประเทศ ภาษีบางตัว 20 บางตัว 30 แล้วต้องยื่นจดแจ้งสูตรการผลิต ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไม่เกิดเพราะนำเข้าถูกกว่า มาตรการทางภาษีมีผลมาก อุตสาหกรรมยานยนต์เข้มแข็งได้เพราะรถยนต์นำเข้าภาษีแพงกว่าผลิตในประเทศหลายเท่าตัว จึงต้องผลิตในประเทศเป็นหลัก มาตรการพวกนี้เราต้องมานั่งดูว่าเหตุและปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อยู่ตรงไหน

ถาม : นอกจากภาษีแล้วเรื่องอะไรที่ต้องดำเนินการด่วน?    

ตอบ : บริษัทต้องการความรู้ใหม่และคนเก่งๆ ทำอย่างไรให้มีคนเก่งเข้ามาในบริษัท กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมีความสำคัญมากในการพัฒนาคนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งผมมองว่าการมีกระทรวงนี้ขึ้นมาช่วยให้อุตสาหกรรมเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติมให้สอดรับกัน จากก่อนหน้านี้ผู้ผลิตต้องการแบบหนึ่ง แต่ไม่เจอคนที่ต้องการจริงๆ ในวงการไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีความซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลย ยังมีช่องว่างอยู่มาก และถ้าเราต้องการเป็น High Value เราต้องเริ่มพัฒนาคนอีกประเภทขึ้นมาและสนับสนุนคนที่เป็น High Value ซึ่งจะสร้างคนพวกนี้ก่อนมีอุตสาหกรรมก่อนก็ไม่ได้ ต้องไปด้วยกัน

ถาม : จะหาคนเก่งจากที่ไหน?

ตอบ : บริษัทที่ต้องการคนเก่งมีงบประมาณการลงทุนในเรื่องนี้ ซึ่งการลงทุนที่ถูกที่สุดคือลงทุนตอนที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย คนๆ เดียวกันเลย ถ้าเกิดเขาเรียนจบแล้วเข้าไปอยู่ในบริษัทแล้วเราพยายามจะทุ่มเททำเทรนนิ่งให้ เขาอาจจะลาออกก็ได้หลังการเทรนนิ่งเสร็จ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น อย่างบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นใช้งบประมาณพัฒนาบุคลากร 2 ล้านบาทต่อคนต่อปี ค่าเงินเดือน เทรนนิ่ง ที่พัก เบี้ยเลี้ยง ฯลฯ แล้วคนนั้นก็ลาออก สิ่งที่เขาเสียคือเงิน ซึ่งเขาไม่ซีเรียสเพราะพร้อมจะยอมเสียอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เขาเสียดายคือศักยภาพที่เขาพยายามสร้างหายกลายเป็นศูนย์ เหตุที่คนลาออกส่วนใหญ่เนื่องจากยังไม่รู้ว่าตอนที่เขาสมัครเข้ามาจะเจออะไร แล้วไม่ได้มาด้วย Passion อยากทำงานด้านนี้จริงๆ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการพัฒนาคนให้เก่งก่อนที่จะเข้ามา และบริษัทต้องผูกใจเด็กให้ได้ก่อนที่เขาจะเข้าไปทำงานด้วย ต้นทุนของบริษัทจะลดลงได้มาก และในระหว่างการฝึกงานเขารู้แล้วว่าต้องเจออะไรบ้างถ้าเข้ามาทำงานกับบริษัท ถ้าเขาเลือกที่จะมาหลังจากเรียนจบแสดงว่าเขาคิดดีแล้ว เป็นการสร้างคนด้วยต้นทุนที่ถูกลงแต่ความภักดีต่อบริษัทมีสูง โอกาสที่จะลาออกมีน้อย และยิ่งรู้จักตอนที่ยังเรียนอยู่เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง โอกาสลาออกยิ่งน้อยใหญ่ เหมือนเป็นการสร้างภูมิก่อนเข้าไปอยู่ร่วมกับบริษัทตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้เกิดความผูกพัน ผูกใจ เป็นการลงทุนในจิตใจ

ถาม : ควรเทรนนิ่งเด็กตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตอบ : สำหรับผมคิดว่าการพัฒนาคนตั้งแต่ในมหาวิทยาลัยควรจะเริ่มตั้งแต่ปี 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเดินหาห้องแล็ป นำสิ่งที่น่าสนใจเข้าไปนำเสนอให้กับเขาและสร้างแรงบันดาลใจให้เขารู้สึกเห็นแล้วใช่ จาก Inspire กลายเป็น Passion และเด็กที่เขามีความมุ่งมั่นจะพัฒนาความเก่งได้เร็วมาก บางทีเด็กปี 3 เก่งกว่าคนจบปริญญาโทเสียอีก พอปี 4 หนุนเต็มที่เลย ซื้อตัวได้ซื้อตัวเลย

ถาม : อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีอิทธิพลแค่ไหน?

ตอบ : อาจารย์เปรียบเสมือนตัวแทนของบริษัท ต้องวิเคราะห์ได้ว่าเด็กคนไหนเก่งด้านใด เหมาะกับบริษัทใด เราต้องเปลี่ยนบรรยากาศในส่วนนี้ให้อาจารย์พัฒนาเป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญของบริษัท ในแต่ละคณะ แต่ละภาควิชา ชวนบริษัทมาตั้งห้องแล็ปแข่งกัน เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น พอวงจรนี้ติดแล้วอาจารย์ไม่ต้องไปทำอย่างอื่น แค่มาดูเรื่องการพัฒนาเด็กอย่างเดียว ได้ทำอาชีพของตัวเองอย่างเต็มที่ ในขณะที่รัฐต้องเข้าไป Jump start ให้ระบบหมุนได้อย่างเต็มที่ เพื่อทุกคนได้ประโยชน์หมด มหาวิทยาลัย อาจารย์ เด็ก และบริษัท

ระบบพลังงานด้านโทรคมนาคม

ถาม : แนวคิดประเทศไทยกับเศรษฐกิจรายได้สูง?

ตอบ : สิ่งแรกที่เราต้องเปลี่ยนคือมายด์เซ็ท เราชอบทำของถูกมากกว่าของดี เราจะต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ทนี้ให้ได้ ต้องเลือกการพัฒนาแต่ของดี เช่นในภาคการเกษตรนอกจากการลงทุนเรื่องเทคโนโลยีแล้วเรายังต้องลงทุนในเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ เรานำระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปส่งเสริมการปลูกได้ ทำรสชาติให้อร่อยได้ แต่ถ้าเกษตรกรรู้จักการพัฒนาสายพันธุ์ได้ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ณ วันนี้เราอยู่ในสงครามเศรษฐกิจมานานแล้ว บริษัทเอกชนที่มีความเข้มแข็งสามารถคิดและพัฒนาองค์ความรู้ได้ แต่เราต้องสร้างกองทัพบุคลากรด้านนี้อย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเราอยู่ไม่รอด หรืออยู่ได้แบบไม่เข้มแข็ง พึ่งพาคนอื่น เราจึงคิดว่าต้องพัฒนาบริษัทเล็กๆ ให้เติบโต มีกองทัพด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของเราแล้วไปพัฒนาการตลาด เพื่อมาเอื้อทำให้กองทัพพวกนี้เดินต่อไปได้ เราต้องมองให้ทะลุว่าอยากได้อะไรกันแน่ ถ้าอยากได้แค่การใช้งานโดยไม่ดูว่ามายังไง มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทำอย่างไรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีสามารถพัฒนาต่อได้ ก็จะเป็นแค่โครงการ ซึ่งโครงการมันไม่เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง ผมยังมีความเชื่อว่าบริษัทด้านอิเล็กทรอนิกส์ดีไซน์หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ด้านนี้ขึ้นมาต้องทำอย่างต่อเนื่อง เหมือนหมุนล้อไปบนหิมะแล้วหิมะก็จะติดมา รอบหน้าก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลไกต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ไปลงทุนทีเดียว แต่ก็ต้องมีเงินลงทุนพอ บางแห่งลงทุนฉาบฉวย ลงทุนนิดเดียว ถ้าจะทำของให้คนซื้อได้ต้องเป็นของดี เราไม่โอเคที่บอกว่าเป็นของคนไทยแล้วบอกว่าราคาถูก แต่คุณภาพไม่ดี ถ้าไม่ทำของดีไปไม่ได้

ถาม : มุมมองต่อนโยบายภาครัฐ?

ตอบ : นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นทิศทางที่ดี ทำให้คนเปลี่ยนมุมมอง ก่อนหน้านี้เวลาเราพูดถึงอุตสาหกรรมเราจะพูดถึงโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด พอมาเปลี่ยนเป็น 4.0 กระโดดไปอีกขั้น อย่างไรก็ตาม เราต้องพัฒนา 4.0 จากของที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นอุตสาหกรรมตามความหมายอย่างแท้จริง

ถาม : ความคิดเห็นเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)?

ตอบ : อีอีซีเปรียบเสมือนแซนด์บอกซ์ของประเทศ มีโครงการดีๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก นโยบายการพัฒนาคนมีเป้าหมายชัดเจน เราสามารถใช้โมเดลของที่นี่เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นๆของประเทศได้