ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) และ วงจรรวม (IC) เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบในสินค้าขั้นปลายอย่างคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ถือเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2558 เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต salika.co มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ อภิเนตร อูนากูล ประธานกรรมการ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ตัวจริง เสียงจริง เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (Thai Embedded Systems Association: TESA)

ขณะที่บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบันดำเนินกิจการวิจัยและพัฒนาเพื่อออกแบบและส่งมอบวงจรรวม (Integrated Circuit Design: IC) หรือ ไมโครชิพ (microchip) ผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “SIC” แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจสำรองอิเล็กทรอนิกส์ของยานยนต์ (Immobilizer) 2) ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal Tag) และ 3) ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ (Access Control) และระบบการอ่านข้อมูล (Interrogator)
คุณอภิเนตรสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย แนวทางการขับเคลื่อน และการเดินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
ถาม : ภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์?
ตอบ : อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากมูลค่ารวมในปัจจุบันประมาณเกือบ 2 ล้านล้านบาท หากโฟกัสเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีตั้งแต่คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์จำพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน แม้แต่ Value Chain ก็เป็นต่างชาติ อีก 2 กลุ่มที่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมใหญ่คือกลุ่มไมโครชิพ ซึ่งเมืองไทยมีโรงงานไอซีแพกเกจจิ้งจำนวนมาก มูลค่าธุรกิจประมาณ 3 แสนล้าน และกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มูลค่าประมาณกว่า 4 แสนล้าน โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถวจังหวัดอยุธยา ถือเป็น Value Chain ของบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

ถาม : ศักยภาพการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของไทย?
ตอบ : 2 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่คือฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และ ไอซีแพกเกจจิ้ง มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก เป็นโรงงานระดับ High Value มีความไฮเทคแตกต่างจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริหารคนไทยสามารถจัดการโรงงานได้ดี บริหารโรงงานได้เก่ง ดังนั้นหนึ่งเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเราคือความสามารถในการบริหารจัดการโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานที่เป็น High Value ขณะที่กำลังคนของเราก็ต้องพัฒนาทักษะปั้นแรงงานที่มีฝีมือ เพราะค่าแรงเราแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นถ้านักลงทุนอยากได้ของถูกก็ไม่ควรมาหาเรา โรงงานที่มีกำไรน้อยหรือขาดทุนต้องการย้ายฐานไปหาแรงงานราคาถูก เราก็ไม่ควรพยายามยื้อด้วยการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่เราควรดึงโรงงานที่มีศักยภาพต้องการผลิตสินค้าชั้นดีเข้ามาใช้แรงงานฝีมือ คือเราต้องทำให้ชนะ ถ้าจะทำให้ชนะก็ต้องมาดูว่าเกมไหนทำแล้วจะชนะ และควรจะเป็นวิน วิน เราได้ นักลงทุนก็ต้องชนะ ถ้าคนที่มาลงทุนไม่ชนะเขาก็ไม่อยากอยู่ เพราะไม่มีกำไร
ถาม : จุดที่อิเล็กทรอนิกส์ไทยยังไปไม่ถึง?
ตอบ : เมื่อ 30 ปีก่อนซีอีโอของเอเซอร์พัฒนา diagram ขึ้นมาอันหนึ่งเป็นลักษณะ Smiling Curve เหมือนหน้ายิ้ม แสดงแนวคิดให้เห็นว่าสินค้าต้นน้ำกำไรสูง และค่อยลดตรงกลางต่ำสุด แล้วกลับมาสูงใหม่ตอนปลายน้ำ เป็นวิธีการคิดเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมว่าตำแหน่งไหนควรจะอยู่ สิ่งที่เมืองไทยอยู่คือเราอยู่ตรงแมนูแฟกเจอร์ริ่งใช้แรงงานผลิตสินค้าซึ่งเป็นช่วงกลางน้ำทั้งหมด ต้นน้ำคือการออกแบบ เราไม่ได้ทำ เราไม่มีนักออกแบบ ไม่มีดีไซน์ ปลายน้ำเราก็ไม่ได้พัฒนาตลาด ไม่มีบริษัทที่จัดการด้านตลาด ด้วยเหตุนี้ตลาดโดยรวมของอิเล็กทรอนิกส์เรายังขาดสองส่วนดังกล่าว เราจะขยายไปยังสองด้านอย่างไร คือทำให้เกิดบริษัทออกแบบดีไซน์วงจรหรือซอฟต์แวร์อิเล็กทรอนิกส์และบริษัทพัฒนาด้านการตลาด ซึ่งเรามีโอกาสเพราะวันนี้เราสตาร์ทอัพเก่งๆ จำนวนมาก















