Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.276

“บิ๊กป้อม” ปลื้มขีดแข่งขันดิจิทัลไทยดีขึ้น ดันร่าง พ.ร.บ. กิจการอวกาศรุก Space Economy

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2563 โดยได้แจ้งที่ประชุมว่าไทยได้รับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ประจำปี 2563 อยู่ที่ลำดับที่ 39 จาก 63 ประเทศ สูงขึ้นกว่าเดิม 1 ลำดับ จากการประกาศผลของสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทย ที่พร้อมผลักดันนโยบายและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ (Space Situational Awareness and Space Traffic Management) ครั้งที่ 1/2563 และได้พิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. เพื่อให้ไทยสามารถก้าวสู่ยุคใหม่ของกิจการอวกาศ หรือ New Space Economy โดยมีการปรับปรุงแก้ไข 9 ประเด็น รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำการดำเนินงานด้านกิจการอวกาศของประเทศ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการการทำงานโดยคำนึงถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดในนโยบายรัฐบาล นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ประชาชนผู้ใช้บริการ และเพื่อประโยชน์ของสาธารณะต่อไป

สบน. แจงหนี้สาธารณะปีนี้ทะลุ 8 ล้านล้านบาท ใช้แก้ปัญหาวิกฤตโควิด

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง รายงานตัวเลขหนี้สาธารณะ ล่าสุด ณ เดือน ส.ค. 2563 อยู่ที่ 7.66 ล้านล้านบาท หรือ 47.90% ของจีดีพี โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1 แสนล้านบาท สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1% ของจีดีพี เนื่องจากทั้งจำนวนหนี้เพิ่ม และมูลค่าของจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2563 หรือ เดือน ต.ค. 2562 ถึงเดือน ส.ค. 2563 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ของจีดีพี แต่มูลค่าของจีดีพีกลับลดลงถึง 8 แสนล้านบาท จากผลกระทบของโควิด-19 สำหรับสิ้นปีงบประมาณ 2563 หรือ ณ. สิ้นเดือน ก.ย. 2563 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านล้านบาท หรือ มากกว่า 50% ของจีดีพี สวนทางกับมูลค่าของจีดีพีที่คาดว่าจะหลุดต่ำกว่า 16 ล้านล้านบาท หลังหน่วยงานต่างๆ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2563 จะขยายตัวติดลบ 7-8% ทั้งนี้การก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาจากการกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มเติม 2.14 ล้านล้านบาท และการกู้จากพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ ณ เดือน ส.ค. มีการกู้ไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19

ดัน “อินโนฟอร์ฟาร์มเมอร์” จับคู่สตาร์ทอัพเกษตรกับบิ๊กเอกชนทรานส์ฟอร์มด้วยเทคโนโลยีเชิงลึก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงโครงการ Inno4Farmers  เป็นโครงการที่ NIA ต้องการที่จะพัฒนาสตาร์ทอัพด้านการเกษตรที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง และมุ่งยกระดับเทคโนโลยีที่กำลังดำเนินการอยู่ไปสู่เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) โดยขณะนี้มีสตาร์ทอัพที่ผ่านการพัฒนาโครงการ 10 ราย ซึ่ง NIA ได้เตรียมผลักดันให้สตาร์อัพเหล่านี้ให้มีการขยายโมเดลการทำธุรกิจแบบ B2C ไปสู่ B2B ด้วยการจับคู่กับสตาร์ทอัพกับบริษัทพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ 10 แห่ง เพื่อให้มีโอกาสร่วมทำงานกันอย่างเข้มข้น เกิดโมเดลธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและต่อยอดได้จริง โดยการจับคู่ (Matching) สตาร์ทอัพกับธุรกิจนวัตกรรมเกษตรทั้ง 10 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด และบริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจข้าว กับทีมสตาร์ทอัพ EASY RICE ผู้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 2.บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจปศุสัตว์ กับทีมสตาร์ทอัพ HyPerm&CheckMate ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการตรวจวัดคุณภาพของตัวอสุจิและตรวจจับภาวะเป็นสัดในปศุสัตว์ 3.บริษัท ทักษิณปาล์ม (2521) จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มครบวงจรกับทีมสตาร์ทอัพ Novy Drone อากาศยานไร้คนขับสำหรับการตรวจสอบป้องกันโรคและศัตรูพืช 4.บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด ธุรกิจมันสำปะหลัง กับทีมสตาร์ทอัพ BSFR TECH เครื่องวัดปริมาณแป้งและคุณภาพของหัวมันสำปะหลังในแปลงปลูกแบบไม่ทำลายชนิดพกพา 5.บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำตาล กับทีมสตาร์ทอัพ Rodai Smart Farm เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินที่มีความแม่นยำสูงและทนทานต่อการใช้งาน 6.บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตข้าวโพดหวานกับสตาร์ทอัพทีม OZT Robotics ผู้พัฒนาระบบ AI เพื่อตอบโจทย์ทางการเกษตร 7.บริษัท มานิตย์เจเนติกส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ำกับทีมสตาร์ทอัพ Artificial anything เซ็นเซอร์แม่นยำสูงเพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อนในของเหลวด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 8.บริษัท เอซีเคไฮโดรฟาร์ม จำกัด ผู้ผลิตผักสลัด กับทีมสตาร์ทอัพ Energy of Thing ระบบประหยัดพลังงานไฟฟ้าสำหรับการเกษตร และ 9.บริษัท เกษมชัยฟู๊ดส์ จำกัด      ผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์มเป็ดและไก่ กับสตาร์ทอัพทีม UpSquare ระบบควบคุมการเลี้ยงไก่ไข่แบบอัตโนมัติ

‘ช้อปปี้-วีซ่า’ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 5 ปี เพิ่มโอกาสธุรกิจขนาดเล็ก เจาะตลาดดิจิทัลอาเซียน

‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน และ ‘วีซ่า’ ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ประกาศแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะเวลา 5 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งานช้อปปี้ในการจับจ่ายและชำระเงินผ่านระบบของวีซ่า “เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างระบบนิเวศน์อีคอมเมิร์ซของเราให้มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน” เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฎิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวและว่าได้ทำงานร่วมกับวีซ่า อย่างใกล้ชิด เพื่อนำระบบเครือข่ายที่กว้างขวางและปลอดภัยมาช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการที่อยู่นอกเมืองและพื้นที่ห่างไกล ในขณะที่กลุ่มผู้ซื้อเองยังจะได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น ผ่านสิทธิพิเศษต่างๆ ด้าน นีล มัม หัวหน้าฝ่าย Merchant Sales & Acquiring ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก วีซ่า กล่าวว่า “การที่ธุรกิจขนาดเล็กเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลนั้นเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสการค้าและการขยายตัวทางธุรกิจ ความร่วมมือกับช้อปปี้ในครั้งนี้นับเป็นย่างก้าวสำคัญของวีซ่าที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่มีต่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นฟูและเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สื่อจีนชี้ ‘ทรัมป์’ ติดโควิดอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อการเลือกตั้งสมัยสอง

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ นายหู สีจิน บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์ซึ่งเป็นสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดเผยผ่านทางทวิตเตอร์ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ต้องจ่ายเดิมพันที่เขาเพิกเฉยต่ออันตรายของโรคโควิด-19 โดยข่าวการติดเชื้อของทั้งสองแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงในสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของปธน.ทรัมป์และสหรัฐ และอาจจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการเลือกตั้งสมัยสองของเขาด้วย” การแสดงความเห็นของนายหูมีขึ้นหลังจากปธน.ทรัมป์ยืนยันผ่านทวิตเตอร์ในช่วงเช้าวันนี้ว่า “เมลาเนียและผมมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก เราจะเริ่มกระบวนการกักตัวและการรักษาในทันที เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน” การที่ปธน.ทรัมป์วัย 74 ปีมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกนั้น อาจยิ่งทำให้ประชาชนหันมาจับตาปธน.ทรัมป์ในเรื่องการรับมือกับไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลาที่ยังคงต้องรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งแข่งกับนายโจ ไบเดน คู่ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตซึ่งขณะนี้มีคะแนนนิยมนำหน้าปธน.ทรัมป์อยู่มาก ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ปธน.ทรัมป์ติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างไร แต่ โฮป ฮิกส์ ผู้ช่วยคนสนิทของเขามีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นบวก หลังจากขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันไปกับปธน.ทรัมป์ในการดีเบตรอบแรกที่เมืองคลีฟแลนด์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปรณรงค์หาเสียงต่อที่เมืองมินเนโซตาในวันพุธ