แนะวิธีปรับ ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ สู่แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตฉบับเร่งรัด

“ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ The Ease of Doing Business เป็นรายงานผลการศึกษาเพื่อจัดอันดับ ความยากง่ายในการเข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ทัวโลก ซึ่งธนาคารโลกหรือ World Bankเป็นผู้จัดทำขึ้น โดยศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ การอำนวยความสะดวก ต้นทุนค่าใช้จ่าย กฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆของรัฐว่ามีส่วนสนับสนุน หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร”

“โดยมุ่งเน้นศึกษาไปที่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีตัวชี้วัดในการศึกษา 10 ด้าน ครอบคลุมพื้นฐานของวงจรธุรกิจตั้งแต่การเริ่มต้นจัดตั้งธุรกิจจนถึงการปิดกิจการ”
ที่เกริ่นถึงนิยามของ ‘ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ’ ซึ่งธนาคารโลก หรือ World Bank ได้วางไว้ ก็เพื่อนำสู่คำแนะนำที่น่าสนใจจากบทความแสดงความคิดเห็นของ 4 เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ได้แก่ ทูตประเทศออสเตรเลีย ประเทศเยอรมนี ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ ที่มาให้คำแนะนำในการฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งทำได้ด้วยการปรับปรุงความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ เพื่อยกระดับสู่การเป็น 10 ประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด

10 มาตราการ World Bank

โดยท่านเอกอัครราชทูตทั้งสี่ ได้แก่ อัลลัน แมคคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย และ ไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย
ในเบื้องต้น เอกอัครราชทูตทั้งสี่ท่าน ได้ชื่นชมมาตรการที่ประเทศไทยใช้รับมือกับ วิกฤตโควิด-19 ก่อนว่า

“โรคระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเสียหายรุนแรงในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทย มหันตภัยด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่นี้ได้มีการควบคุมเป็นอย่างดี ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อและการระบาดในชุมชนอยู่ในระดับที่ต่ำซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจยิ่ง พวกเราขอแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทยที่สามารถบรรเทาผลกระทบด้านสาธารณสุขของโรคโควิด-19 ให้สำเร็จได้เป็นอย่างดี”

“ทว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญนั้นกลับรุนแรง โดยคาดกันว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปี 2563 อาจลดลงถึงกว่า 8% โรคระบาดในครั้งนี้”
“เราทุกคนต้องเสาะหาวิธีการทำงานแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ประเทศใดที่สามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ส่วนประเทศใดที่ทำไม่ได้ ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

เปิดข้อเท็จจริงจากหอการค้าสี่ประเทศ แนะไทยควรเดินตาม ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ

จากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหอการค้าของสี่ประเทศในเครือข่าย ได้แก่ ออสเตรเลีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ ‘พันธมิตรหอการค้าต่างประเทศ’ (Foreign Chambers Alliance หรือ FCA) ทำให้ทางสถานทูตประจำประเทศไทยจากทั้ง 4 ประเทศ ได้ทราบข้อมูลอินไซด์จากนักลงทุนละนักธุรกิจ ที่ได้นำมาสรุปเป็นคำแนะนำในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยต่อไปนี้

‘พันธมิตรหอการค้าต่างประเทศ’ มีสมาชิกประกอบด้วยบริษัทกว่า 2,000 แห่ง ในประเทศไทย ตั้งแต่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม จนถึงบรรษัทข้ามชาติ อีกทั้งยังสร้างงานให้กับคนไทยกว่าล้านคน ซึ่งหน่วยงานนี้ได้อัปเดตว่าประเทศไทยสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจให้ดียิ่งกว่าเดิม คำตอบหนึ่งที่เรามักจะได้ยิน คือ การทำให้การประกอบธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น”

โดยหากย้อนไปดูอันดับความยากง่ายของไทยในการประกอบธุรกิจในปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ธนาคารโลก ประเทศไทยมีคะแนน The Ease of Doing Business สูงขึ้น ขยับจาก 79.50 เป็น 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 (ปี 2019) เป็นอันดับที่ 21 (ปี 2020) และอยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกของโลกจาก 190 ประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจ
ดังนั้น แม้จะเกิดวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยก็ยังควรเดินตาม ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ เพื่อยกระดับความง่ายในการประกอบธุรกิจ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกชาติทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสิ่งที่ ทูตทั้งสี่สื่อสารตรงกัน
“และจากการรวบรวมข้อคิดเห็นของธุรกิจในเครือข่ายต่างๆ พวกเราขอนำเสนอมาตรการ 10 ข้อ ที่ประเทศไทยสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เพื่อปรับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ และเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถฟื้นจากโควิด-19 ได้แบบติดเทอร์โบ”
ทั้งนี้ ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจทั้ง 10 ด้าน ฉบับ World Bank มีหลักเกณฑ์ทั้งสิ้น 10 ด้าน ประกอบด้วย การเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย การชำระภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และการแก้ปัญหาการล้มละลาย

10 มาตราการ World Bank

โดย เอกอัครราชทูตจากทั้ง 4 ประเทศ ได้ใช้เป็นหลักเกณฑ์ และปรับเป็นคำแนะนำเฉพาะเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย 10 มาตรการ ดังนี้
  1. ลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรการค้าผ่านแดนสู่ระบบดิจิทัล
  2. ทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตของทางการให้ไร้ซึ่ง “ความซ้ำซ้อน”
  3. เพิ่มแพลตฟอร์มรูปแบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การทำงานภาครัฐอยู่บนระบบอนไลน์ให้ได้ภายในปี 2564
  4. ลดความซับซ้อนในการสมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI
  5. จัดตั้งพิธีการศุลกากรตามระบบบัญชี เพื่อช่วยลดความเสี่ยง สร้างระบบประมวลภาษีศุลกากรที่ได้มาตรฐาน
  6. สร้างสภาพแวดล้อม หรือ Sandbox เพื่อพัฒนานวัตกรรม เดินหน้าสู่การค้าดิจิทัล
  7. ปฏิรูปกฎหมายเข้าถึงแรงงานมีฝีมือง่ายขึ้น โดยเฉพาะแรงงานฝีมือต่างชาติ เพื่อตอบสนองการลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูง
  8. ทำงานกับนักลงทุนด้วยความโปร่งใส เพื่อลดโอกาสเกิดข้อพิพาทภายใต้สัญญาและข้อตกลงระหว่างกัน
  9. ปรับปรุงกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย รวมทั้งตีพิมพ์และจัดทำดัชนีกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายทั้งหมด
  10. เพิ่มกระบวนการดิจิทัล เช่น การออกเอกสารดิจิทัล การรับลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ ในการอนุมัติขององค์การอาหารและยา

นักกฎหมายไทย


ชี้ตัวอย่าง การปรับตัวให้มีความง่ายในการทำธุรกิจมากขึ้น ก่อผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร

บทความชิ้นนี้ ยังได้ยกตัวอย่างหนึ่งของมาตรการพิเศษซึ่งรัฐบาลไทยได้นำมาบังคับใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างด้วย นั่นคือ
“มาตรการชั่วคราวของกรมศุลกากร ซึ่งอนุญาตให้ผู้นำเข้าสินค้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Agreement) สามารถส่งเอกสารให้กับศุลกากรไทยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์”
“มาตรการนี้ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำเข้าและส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอีกด้วย โดยการทำให้สินค้าต่างๆเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยได้รวดเร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดลง และด้วยความสำเร็จของมาตรการนี้ ระบบนี้ควรจะถูกนำมาบังคับใช้เป็นมาตรการปกติ”
“เพราะมาตรการนี้เป็นแค่มาตรการขนาดเล็ก ที่ไม่ซับซ้อน และประเทศไทยไม่จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมใดๆ นอกเหนือไปจากการนำมาตรการชั่วคราวนี้ มาปรับใช้ในระยะยาว”
“นอกจากนั้นยังมีมาตรการที่เกี่ยวกับการย้ายขั้นตอนการดำเนินการภาครัฐสู่ระบบออนไลน์ การกำจัดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน การทำให้กระบวนการด้านวีซ่าง่ายขึ้น และการปรับปรุงขั้นตอนในการยื่นคำขอลงทุน ซึ่งสมควรทำด้วย”
เอกอัครราชทูตทั้งสี่ท่าน ยังได้ส่งสาส์นเป็นการแนะนำผู้ที่มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐของไทยด้วยว่า

“หากประเทศไทยนำมาตรการ 10 ข้อ ที่ FCA ได้นำเสนอมาบังคับใช้ เราคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขึ้นสู่ 10 อันดับแรก ประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด ตามดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกได้อย่างรวดเร็ว”
“นอกจากจะเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจแล้ว ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ มาตรการดังกล่าวจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยสู่วิถีการเติบโตแบบยั่งยืนได้ในระยะยาว”
“ที่ผ่านมา โรคโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาครัฐและภาคธุรกิจ ที่จะต้องปรับวิถีการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น”
“ประเทศไทยจะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” และหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจของไทยเอื้อต่อการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนช่วยสนับสนุนการแข่งขัน และส่งเสริมความโปร่งใส”

ภูมิเศรษฐกิจไทย

“ทั้งนี้ มาตรการทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมา จะช่วยปูรากฐานสำหรับสภาพแวดล้อมข้างต้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายในการประกอบธุรกิจที่น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยประสบความสำเร็จในการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้ทัดเทียมกับความสำเร็จในการรับมือด้านสาธารณสุขที่ไทยทำได้มาแล้ว”


ที่มา : บทความแสดงความคิดเห็น 4 เอกอัครราชทูต เสนอให้ไทยปรับปรุงความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ ยกระดับสู่การเป็น 10 ประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด (8 ตุลาคม 2563)


แนะแนวทางดีๆที่นำสู่การพลิกฟื้นภาคเศรษฐกิจไทย ให้ฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว

ตีแผ่เรื่องจริง สภาวะเศรษฐกิจไทย พร้อมแนะทางรอดประเทศไทยยุค Post-covid จาก ดร.วิรไท สันติประภพ

Thailand Dream ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยที่วิ่งตามก้นฝรั่ง แต่ต้องสร้างความก้าวหน้าสงบสุขให้ได้จริง

ใน Crisis มี Solutions ค้นหาแนวทาง ‘ปรับองค์กรฝ่าวิกฤต’ ให้เจอ ทุกองค์กรรอดได้

Previous articlePPPU จิ๊กซอว์นวัตกรรม
Next articleเปิดบทสนทนากับ ‘กฤษฎา ชุตินธร’ ผู้ร่วมก่อตั้ง FlowAccount แก้อย่างไรถ้า Cash มันไม่ Flow 
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์