เปิดเวที คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ ส่อง เศรษฐกิจภาคตะวันออก จะไปต่อได้ต้องติดสปีดภาค SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

แวะเวียนมาจนถึง ภาคตะวันออก กันแล้ว สำหรับเวที ‘คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ’ ที่จัดขึ้นโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และ 7 ภาคีเครือข่าย ที่ในครั้งล่าสุดนี้จะมาเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อรับฟังว่า เศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในแง่ใดบ้าง

โดยการรับฟังความคิดเห็นนี้ มีตัวแทนทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19
ทั้งนี้ ในครั้งล่าสุด ได้เดินทางมาปักหมุดที่ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างหนัก เพราะเม็ดเงินที่สะพัดอยู่ในเมืองชายทะเลแห่งนี้ หลักๆ มาจากธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวและบริการ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้น นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวไม่ได้ เมืองที่เคยคึกคักก็กลับเงียบเหงาแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

การเปิดเวทีในภาคตะวันออกนี้ ได้เพิ่มประเด็นการอัปเดตผลกระทบของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ด้วย โดยที่ประเด็นหลักก็ยังคงโฟกัสไปที่การรับฟังความคิดเห็นใน 4 ด้าน คือ
  1. บริบทของสังคมโลกและประเทศไทยก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 และหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ส่งผลอะไรต่อสังคมโลกและประเทศไทยบ้าง
  2. เมื่อสังคมโลก “เปลี่ยน” ประเทศไทยต้อง “ปรับ” ไปในทิศทางใด
  3. คนไทยมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด และหากจำเป็นต้องปรับหรือเปลี่ยน ต้องเตรียมการอย่างไร ด้านใดบ้าง
  4. รูปแบบและโมเดลใดที่ควรนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยต่อจากนี้ไป

แบงก์ชาติ อัปเดตสภาวะ เศรษฐกิจภาคตะวันออก พร้อมแนะ มาตรการเยียวยา ต้องแตกต่าง ไม่หว่านแห

เวทีเจาะลึก ‘เศรษฐกิจภาคตะวันออก’ เพื่อนำสู่การ คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ ครั้งนี้ เริ่มต้นจากตัวแทนของ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ที่จะมาให้ภาพกว้างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดย จิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย
“ถ้าถามว่าตอนนี้สภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เป็นอย่างไร นโยบายภาครัฐที่ทำเพียงพอหรือเปล่า ก็ต้องตอบด้วยการบอกเล่าให้ฟังถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันภาพรวมก่อนว่า ในตอนนี้ต้องยอมรับว่าภาวะแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการส่งออก ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาคเอกชน มูลค่าการนำเข้า ตัวชี้วัดเหล่านี้ช้อนตัวขึ้นแล้ว จากการที่เศรษฐกิจตกลงลึกที่สุดในเดือนพฤษภาคม และค่อยปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ”
“อย่างไรก็ตาม ในทุกตัวชี้วัด ก็ต้องยอมรับว่าแม้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในแดนลบ ยังไม่กระเตื้องกลับมาเท่าในช่วงก่อนวิกฤตโควิด ตอนนี้เราก็ยังคงอยู่กับสภาวะนี้ไปก่อนอีกเป็นเวลาสมควร”

โดยเศรษฐกิจไทย ปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย แต่ในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าประมาณการเดิม ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า และยังไม่ได้กลับมาเหมือนในปี 2562 ดังนั้น แม้เศรษฐกิจจะช้อนตัวกลับมา แต่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปี ที่จะกลับมาเติบโตได้เท่ากับปี 2562”
“เพราะฉะนั้น ถ้าเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกและนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และในอนาคตอันใกล้ เรายังเปิดเมืองไม่ได้เพราะวิกฤตโควิดในโลกยังแย่แบบนี้ เศรษฐกิจไทยก็ดูจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวเนิ่นนานออกไปอีก”

“ต่อมาถ้าโฟกัสมายังเศรษฐกิจในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ชี้วัดตามปริมาณ ก๊าซ NO2 ที่บ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง โดยปริมาณก๊าซ NO2 ที่ลดลงอย่างมากในช่วงเดือน เมษายน 2563 แต่พอมาในเดือนกันยายน 2563 ปริมาณก๊าซ NO2 ก็ปรับตัวสูงขึ้น ใกล้เคียงช่วงเวลาเดียวกันนี้ในปี 2562 แม้จะไม่ได้เทียบเทา แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก”

ส่วนการคาดการณ์ผลกระทบระยะยาวในภาคเศรษฐกิจ พบว่า
  • ผลกระทบจากวิกฤโควิด-19 สร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาว
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับสู่ช่วงก่อนวิกฤตโควิด และมีจำนวนผู้ว่างงานจำนวนมาก
  • สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูงและไม่ทราบว่าจะจบลงเมื่อใด ทางภาครัฐจึงควรใช้ Policy space ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสำรองไว้ หากวิกฤตนี้จะเลวร้ายลงอีก
“หากจะวิเคราะห์ตามหลักการเศรษฐศาสตร์ เราจะมองกันที่ Productivity หรือ ผลิตภาพ มองที่คุณภาพของแรงงานและการสะสมทุน ประเทศไทยเราต้องยอมรับว่าสะสมทุนมาน้อยตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ในส่วนของ wave การลงทุน ก็มีเกิดใหม่ไม่มากนัก กอปรกับ ในตอนนี้ ปัญหาเรื่องแรงงานที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับวิกฤตโควิด เรามี เมกะเทรนด์หนึ่ง ที่สำคัญ นั่นคือ สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society”
“สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในไทย ในตอนนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว กำลังแรงงานเรามี 38 ล้านคน เป็นเกษตรกรในภาคการเกษตรถึง 12 ล้านคน 1ใน 3 ของประชากรทั้งหมด และประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่เป็นเกษตรกรนี้ อายุเกิน 50 ปี ดังนั้นอีกไม่เกิน 10 ปี ข้างหน้า ผลิตภาพของบเกษตรกรในภาคการเกษตรไทยจะยิ่งต่ำลงมาก สิ่งที่เรากังวลในตอนนี้ คือ ต่อไป ศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เหมือนเดิม ถ้าเราไม่ทำอะไร”
“ส่วนในประเด็นเรื่องความเปราะบาง โดยเฉพาะในด้านแรงงาน ทาง แบงก์ชาติประเมินว่า จากวิกฤตโควิด-19 นี้จะมีแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่จะตกงานถึง 9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมจิวเวอรี่” “นอกจากความเสี่ยงที่เกิดในภาคการผลิต ที่ส่งออกไม่ได้และผลิตได้น้อยแล้ว ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังเกิด Technology disruption ที่เป็น เมกะเทรนด์ อีกด้านหนึ่ง จากการใช้ระบบออโตเมชันและหุ่นยนต์เข้ามาช่วย”

อุตสาหกรรมยานยนต์

“ในปี 2563 ยังมีข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ได้ทำการสำรวจและพบว่าในภาคบริการ ตกงานประมาณ 7 แสนคน แต่นี่ยังไม่รวมคนที่มีงานทำ แต่ถูกลดเวลาทำงาน ทาง แบงก์ชาติ จึงวิเคราะห์ออกมาในอีกข้อมูลหนึ่งว่า จำนวนคนที่ตกงานและที่เสมือนว่าจะตกงานเพราะถูกลดเวลาทำงาน ในปี 2563 นี้มีสูงถึง 4 ล้านคน ในตรงนี้เม็ดเงินในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการย่อมหายไปแน่นอน”
“อย่างถ้าดูที่พัทยา แค่เทียบว่าบรรยากาศตอนเช้า และตอนกลางคืน ไม่ต่างกัน นี่คือความผิดปกติแล้ว เพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ตอนกลางคืนจะคึกคัก นี่คือภาพที่บ่งชี้ว่าภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบหนักมากจริงๆ”
“นอกจากนั้น ทางแบงก์ชาติ ยังได้วิเคราะห์ในประเด็นที่ว่า ในวิกฤตโควิด-19 ทำให้มีแรงงานย้ายกลับถิ่นฐานจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะกลับไปยังพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งแรงงานเหล่านี้ย้ายจากในพื้นที่จังหวัดที่เคยเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่ของภาคท่องเที่ยวและบริการ นี่เป็นสาเหตุจากการที่ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวและบริการเยอะมาก”

เศรษฐกิจภาคตะวันออก

“ที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยวมีความเสี่ยงสูงที่จะปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะที่พักแรมขนาดเล็กจากสถานการณ์ที่นักท่องเที่ยวฟื้นตัวใช้เวลานานกว่าที่คาดคิดไว้ และรายได้กระจุกตัวในบางพื้นที่”
“ในระยะต่อไป จะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ให้จำกัดพื้นที่เดินทางและที่พักอาศัย รายได้ภาคการท่องเที่ยวก็จะกระจุกอยู่ที่โรงแรมหรือที่พักขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งมาตรฐานด้าน Healthcare
ส่วนมาตรการของรัฐที่เน้นลดต้นทุน กระตุ้นดีมานด์ ในจุดนี้ ยังไม่เพียงพอ เพราะมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาตรงนี้เพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม”

Healthcare

“ดังนั้น อยากให้เพิ่มการลงพื้นที่ไปสำรวจผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆให้มากขึ้นกว่านี้ และการที่มูลนิธิปิดทองฯ และหน่วยงาน องค์กรพันธมิตรต่างๆลงมาทำวิจัย เปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ก็วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่า แต่ละที่ แต่ละแห่ง แต่ละสถานประกอบการ ต้องการมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือที่แตกต่างกันออกไป เราจะทำนโยบายแบบหว่านแหต่อไปไม่ได้ เราจำเป็นต้องทำนโยบายที่ท้องถิ่นต้องการจริงๆ”


หอการค้าชลบุรี ชี้ ต้องติดอาวุธภาค SMEs เสริมศักยภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

ผู้ที่แสดงความคิดเห็นท่านต่อมา คือ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี ที่จะมาฉายภาพผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ต่อธุรกิจในระดับ SMEs ธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงรายย่อย พร้อมรายงานถึงแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจภาคนี้ ซึ่งถ้าทำได้จะส่งผลให้ เศรษฐกิจภาคตะวันออก ฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ความจริงแล้ว สำหรับภาคตะวันออก และประเทศไทยทั้งประเทศ เราต้องยอมรับว่า เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยกันมาตั้งแต่ในช่วงที่มี สงครามการค้าโลก หรือ Trade war แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงการอสังหาริมทรัพย์ หรือการปล่อยกู้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ วิกฤตโควิด เกิดขึ้นมาเหมือน “หมัดน็อก” ที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่เฉพาะแค่ภาคตะวันออก ตายสนิท”

“แต่อย่างไรก็ดี ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ในชัยภูมิของภาคตะวันออกที่ใกล้กรุงเทพฯ และเรายังอยู่ในจุดที่เรียกว่าเป็น ไข่แดง ของจังหวัดชลบุรี พอเปิดล็อคดาวน์มา ในภาคตะวันออกได้รับอานิสงส์ที่ส่งให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคึกคักขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต ที่อยู่ไกล อย่างในตอนนี้ บางแสน วันสุดสัปดาห์ก็มีรถติดไม่แพ้ช่วงก่อนโควิดเลย”
“ส่วนพื้นที่ที่ดูจะเป็นปัญหาก็มีพื้นที่ที่อิงกับนักท่องเที่ยวแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างพัทยา แต่ในตอนนี้ก็ถือว่ามีสัญญาณที่ดีเพราะโรงแรมหลายแห่งก็เปิดให้บริการตามปกติได้แล้ว ร้านค้าหรือ SMEs ต่างๆ ก็เริ่มทำธุรกิจ ค้าขาย กันได้แล้ว”
“มาถึงในบทบาทของหอการค้า ที่ผ่านมาเราได้มีมาตรการที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจการค้า ทั้งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยรวมดีขึ้น โดยเรามาสรุปภาพและแง่มุมของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้ก่อนว่า ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า รูปแบบการทำธุรกิจ การลงทุน การค้า ที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ ต้องมีความเปลี่ยนแปลง เราจึงเดินหน้าสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึง เครื่องมือทางดิจิทัล ที่สามารถนำปรับใช้เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจได้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่การเอาไปให้เขาแล้วเขารับ แล้วก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์”

เศรษฐกิจภาคตะวันออก

“ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมา เราได้ร่วมกับทาง DEPA แจกทุนเป็นคูปองดิจิทัล voucher มูลค่า 10,000 บาท โดยแจกไปให้กับผู้ประกอบการรายเล็กเลย คือ ร้านค้า ธุรกิจรายเล็ก ให้เขาสามารถเข้าถึงแลพตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจของเขา ขณะเดียวกัน จากการทำโครงการนี้ ทำให้ทราบว่า Developer คนไทยก็มีศักยภาพในการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นใช้เองในประเทศ โดย 10,000 บาท นี้ สามารถสร้างโปรแกรมร้านอาหาร โปรแกรมเช่าซื้อแบบง่ายๆ หรือโปรแกรมจัดการ stock สินค้า เพื่อจะได้ทดลองจริง”

“อย่างร้านโชว์ห่วยเล็กๆ ทุกวันนี้เชื่อว่า ยังไม่มีการจัดการ stock สินค้าที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเขาสามารถนำแอปพลิเคชันนี้ไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาธุรกิจของเขาให้มีประสิทธิภาพ มีระบบระเบียบมากขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี”
“และอีกสิ่งหนึ่งที่ซอฟแวร์สามารถช่วยได้ คือ การบริหารจัดการคน จัดระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น ลดความสูญเสียลง ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้”
“เพราะทางหอการค้าชลบุรี มองว่า รายได้ที่สำคัญที่สุด ต้องมาจากผู้ประกอบการค้า SMEs ในจังหวัด ถ้าร้านค้าเหล่านี้ขายได้ มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกันก็สามารถ generate หรือทำให้รายได้ของจังหวัดให้เข้มแข็งได้ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

เศรษฐกิจภาคตะวันออก

“นอกจากนั้น เรายังส่งเสริมใยนเรื่องของการใช้นวัตกรรม เพราะมองว่าการค้าขายในรูปแบบเดิม อย่างการขายผลิตผลทางการเกษตรแบบเดิม โดยไม่มีการเพิ่มมูลค่า หรือ ใส่ Value added เข้าไป คุณก็จะโดนกดราคา ไม่มีอะไรที่จะนำไปปรับใช้เพื่อต่อยอดธุรกิจได้”
“และเพื่อตอบสนองกับความจำเป็นนี้ ทางหอการค้าชลบุรี ได้จับมือกับ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดการเทรนส่งเสริมศักยภาพของ SMEs เพราะทางมหาวิทยาลัยบูรพา ก็มีองค์ความรู้ งานวิจัยมากมาย ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการเพิ่มมูลค่า เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจได้ ส่วนผู้ประกอบการ แน่นอนว่าพวกเขามีความรู้ด้านตลาด มีความรู้เรื่องของเทรนด์ว่าโลกธุรกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ในเทคนิคหรือความรู้ที่จะนำมาต่อยอดเพื่อทำให้ฝันของผู้ประกอบการนั้นเป็นจริง”
“หอการค้าชลบุรี จึงต้องการที่จะเป็นสื่อกลาง เชื่อมระหว่าง ผู้ประกอบการที่มีความรู้ นักธุรกิจ และนวัตกร ที่อยู่ในสถาบันการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา นวัตกรรม ที่ทำออกมาก็ขึ้นหิ้งหมด แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายนี้มาเจอกันและสามารถสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปขาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ สร้างรายได้ให้จังหวัด เพราะถึงไม่มีโควิดเกิดขึ้น ทุกธุรกิจ ทุก SMEs ก็ต้องปรับตัว เราไม่มีทางที่จะทำเหมือนเดิม เดินแบบเดิม แล้วธุรกิจจะเติบโตได้”

Smarter city

“ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เราพยายามผลักดันอยู่ นั่นคือ Smarter city นอกจากจะค้าขายดีขึ้นแล้ว ความเป็นอยู่ของคนในเมือง ก็ควรต้องดีขึ้น สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น สบายมากขึ้น ตอนนี้เรากำลังผลักดันให้เกิด Smarter city ขึ้นในพนัสนิคม ซึ่งทางหอการค้าฯ ก็พยายามจะหาช่องทางที่จะทำให้ Smarter city นี้ เกิดขึ้นให้ได้ เราไม่ได้มองว่า เรากำลังสร้าง Smart city ที่ high technology มาก เราแค่ตั้งใจอยากทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ฉลาดขึ้น นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม เราใช้คำว่า Smarter city ไม่ใช่คำว่า Smart city

ที่มา : การประชุมโต๊ะกลม โครงการ คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ (ภาคตะวันออก) โดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และ 7 ภาคีเครือข่าย

อัปเดตองค์ความรู้ที่ได้จากการระดมสมองและคำแนะนำจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาโตแรงได้อีกครั้ง

ตราบใดที่ COVID-19 ยังไม่จากเราไป ต้องกระตุ้นกำลังซื้อ หรือ อุปสงค์ (Demand) ให้จงได้

ชี้ทาง SME ไทย ปรับกลยุทธ์รับ จุดเปลี่ยน Digitalization อย่างไร ถึงไปรอด

EEC Prime หลักสูตรเพื่อผู้ประกอบการ ติวเข้มวิชาธุรกิจ เติมเต็มทั้ง Tech-Trade-Trend

Previous article‘The Arena’ ศูนย์ฝึกซ้อมกีฬาแห่งใหม่เพื่อคนทุกเจน และมุ่งเป็น Sport Destination ระดับเวิลด์คลาส
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.283
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์