กมอ. ยกเลิกกำหนดระยะเวลาจบการศึกษาทุกปริญญา เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์

เพจกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รายงานเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ห้องประชุมวิจิตร ศรีสอ้าน อาคารการอุดมศึกษา มีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา(กมอ.) ที่มี ศ.(เกียรติคุณ) ดร.กิตติชัย วัฒนานิกร เป็นประธาน มีวาระสำคัญคือ การเสนอให้ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละระดับปริญญา กรณีกำหนดให้สำเร็จการศึกษาได้ไม่เกินกี่ปีการศึกษา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น จากนั้น ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล เลขานุการ กมอ. เปิดเผยว่า กมอ.ได้มีมติให้ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละระดับปริญญา กรณีกำหนดให้สำเร็จการศึกษาได้ไม่เกินกี่ปีการศึกษา ทั้งนี้ ให้สภาสถาบันกำกับดูแลให้บัณฑิตมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและสอดคล้องตามมาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพที่เป็นปัจจุบันขณะสำเร็จการศึกษา อย่างไรก็ตามเนื่องจากการยกเลิกดังกล่าวเป็นการยกเลิกข้อกำหนดในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ดังนั้น ให้หารือคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายว่า กมอ.สามารถพิจารณาโดยใช้อำนาจตามข้อ 17 แห่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี และ ข้อ 18 แห่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้หรือไม่ หรือจะมีแนวทางอื่นใดในการดำเนินการดังกล่าว การยกเลิกดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาฯ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในการเรียนรู้องค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปริญญาตรีที่แต่เดิมหากเรียนไม่จบภายในกำหนดคือ 8 ปีจะถูกรีไทร์ หรือ ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัย ให้ยกเลิกการรีไทร์ เช่นเดียวกับระดับปริญญาโท ที่ให้กำหนดระยะเวลาเรียนไม่เกิน 5 ปี และ ปริญญาเอก ที่ให้กำหนดระยะเวลาเรียนไม่เกิน 6 ปี โดยให้สามารถเรียนต่อได้เลย หากไม่จบการศึกษาในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ กมอ. จะให้อำนาจสภามหาวิทยาลัยของแต่ละมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน สามารถกำหนดเกณฑ์ระยะเวลาได้เองให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางของแต่ละมหาวิทยาลัย หลังยกเลิกการกำหนดเกณฑ์แล้ว นักศึกษาสามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย โดยไม่ต้องพะวงกับการถูกรีไทร์ เพราะการเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยจะช่วยในเรื่องการพัฒนาทักษะ ความชำนาญ ประสบการณ์การทำงาน
‘อาคม’ ฝ่ากระแสม็อบดันนโยบาย 5 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยย้ำถึงนโยบายการคลัง ที่จะเน้นการประสานนโยบายและมาตรการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างยั่งยืน (Fiscal Sustainability) สำหรับระยะสั้น จะให้ความสำคัญกับการบริหารภาพรวมเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ได้แก่ การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน คือ การกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจต่างๆ ประกอบด้วย (1) การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของทั้งภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SME เช่น มาตรการ Soft loan การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการการพักชำระหนี้ในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังต้องประสานธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสม (2) การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในกลุ่มต่างๆ ผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้ว เช่น การให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งต้องเร่งรัดให้เป็นไปตามเป้าหมาย ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนด (3) มาตรการรองรับปัญหาการว่างงานอันเกิดจากวิกฤตโควิด-19 ต้องพยายามให้เอกชนรักษาการจ้างงานขององค์กรไว้ให้ได้มากที่สุด (4) การสร้างความเข้มแข็งฐานะการคลังอย่างยั่งยืน ดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐ ให้เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งการหารายได้เพิ่มจากรายได้ที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tax revenue) จากทรัพย์สินของรัฐ (5) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 ทั้งงบประมาณรายจ่ายและงบลงทุนโดยเฉพาะงบการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคได้ สำหรับเหตุชุมนุมทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น กระทรวงการคลังยังต้องเดินหน้าดูแลเรื่องศักยภาพ และความมั่นคงในภาพรวมเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากวันนี้เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ อีคอมเมิร์ซ พาร์ค แห่งแรกในอีอีซี
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้ให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำในประเทศไทย เปิดตัวโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีคอมเมิร์ซ พาร์ค แห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 200,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 37 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่สะดวกในการเดินทางขนส่งได้อย่างรวดเร็ว เพียบพร้อมด้วยระบบการให้บริการอัจฉริยะ เช่น ประตูสำหรับขนถ่ายสินค้า พื้นที่บริหารจัดการรถบรรทุก ระบบการทำงานอัตโนมัติ โรโบติกส์และโซลูชันโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซทุกรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมศักยภาพในการให้บริการระบบการกระจายสินค้าและการค้าออนไลน์ของประเทศ “นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญอีกก้าวของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว พร้อมเสริมว่า “ความสำเร็จในวันนี้เป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์บนพื้นที่อีอีซี ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและเร่งเสริมทัพการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคต”
Meat Avatar เปิดตัว “หมูสับจำแลง” ลดโลกร้อนจับมือ Foodland สยายปีก
Meat Avatar ผู้นำเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ผลักดันนวัตกรรมอาหาร “เนื้อจำแลง” ส่งเนื้อจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์หรือ Plant-Based Meat ซึ่งผ่านกรรมวิธีการแปรรูปที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการแรกจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์หมูสับที่ทำมาจากพืช 100% โดยรสชาติและสัมผัสคล้ายหมูจริงจนแยกไม่ออก หวังเจาะตลาดคนรักสุขภาพที่ต้องการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยลดภาวะโลกร้อนและการฆ่าสัตว์จากการทำปศุสัตว์ วิภู เลิศสุระพิบูล และ วรุฒม์ จันทร์โพธิ์ ผู้ก่อตั้ง Meat Avatar กล่าวว่า “เนื้อจำแลงหรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วโลกอย่าง Plant-Based Meat เป็นเนื้อที่แปรรูปมาจากพืช ทำให้มีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่ทำมาจากถั่วและพืชต่างๆ เช่น เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา แครอท บีทรูท เป็นต้น โดยคอนเซ็ปต์ของเราคือวัตถุดิบต้องมาจากธรรมชาติโดยส่วนผสมหลักมาจากถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นสำคัญ ผสมผสานกับขั้นตอนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติอร่อยและมีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งอยากให้คนไทยได้บริโภคในราคาที่ถูกลงด้วยเช่นกัน” สำหรับกลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีแค่คนที่รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติเท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่าคนที่รับประทานเนื้อสัตว์จะหันมารับประทาน Meat Avatarด้วย ซึ่งยังคงให้ความอร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆและอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือกระบวนการการผลิต Plant-Based Meat ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่น้อยลง โดยส่งผลิตภัณฑ์หมูสับจำแลงและหมูกรอบจำแลงสู่ตลาดเป็นชุดแรก และจะทยอยเปิดตัวอีกหลายผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ในอนาคต Meat Avatar ยังเตรียมจะขยายไปยังตลาดต่างประเทศ และหวังที่จะได้เป็นผู้นำตลาดเนื้อทดแทนเนื้อสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย จัดเต็มที่ Foodland ทุกสาขา
นิปปอนสตีลเล็งขายโรงงาน 2 แห่งในสหรัฐ หลังเจอมรสุมโควิด-คู่แข่งจากจีน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ นิปปอน สตีล คอร์ป ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาขายโรงงานผลิตเหล็กสำหรับรถยนต์ 2 แห่งในรัฐอินเดียนาของสหรัฐ ตามแผนการปรับโครงสร้างทั่วโลกของบริษัท เนื่องจากอุปสงค์ที่ทรุดตัวลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ซ้ำเติมอุตสาหกรรมเหล็กซึ่งเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งอย่างบริษัทจีน นอกจากนี้ นิปปอน สตีล เผยว่าทางบริษัทจะปิดโรงงานแห่งหนึ่งทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นภายในเดือนก.ย. 2566 เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร
ทั้งนี้ ตามแผนการปรับโครงสร้างขนานใหญ่เพื่อลดการผลิตภายในประเทศ จะส่งผลให้กำลังการผลิตของนิปปอน สตีล ลดลง 5 ล้านตันต่อปี และสร้างกำไรได้ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านเยน (95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สมาพันธ์ผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้าดิบของญี่ปุ่นระบุว่า ยอดการผลิตเหล็กดิบโดยรวมของญี่ปุ่นลดลง 4.8% สู่ระดับ 99.28 ล้านตันในปี 2562 ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และมีปริมาณการผลิตต่ำกว่า 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี


















