ร้านค้าในอีคอมเมิร์ซจะเกิดหรือดับ ทำไมจึงขึ้นอยู่กับ ‘คลังสินค้าอัจฉริยะ’

เรียกได้ว่า 2020 เป็นปีที่มีแต่สถานการณ์ที่สร้างผลกระทบ (impact) ให้ชาวโลกอย่างหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะ โคโรน่าไวรัส ที่บังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต-การทำงาน จนกระทั่งคำว่า New Normal, Next Normal, Work from Home, Digital Transformation กลายเป็นคำคุ้นหู คลังสินค้าอัจฉริยะ

แต่ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ภาคส่วนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนเหนือความคาดหมายคือ ธุรกิจที่อยู่ในโลก อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เอสเอ็มอี แบรนด์ไทยและเทศ ตลอดจนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 

Digital Supply Chain ในอาเซียนจะเติบโตไว การปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ก็ต้องไวด้วย
2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีก รวมถึงจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเข้าถึง การตลาดแบบทุกช่องทาง หรือที่เรียกว่า Omnichannel และส่งผลให้การซื้อขายกันทางออนไลน์เติบโตขึ้นมาก

eMarketer เคยคาดการณ์ไว้ว่า การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 25% และจะแตะระดับ 2.271 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563

ฟาบิโอ ทิวิติ 
ฟาบิโอ ทิวิติ รองประธานและผู้นำประจำภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์
ฟาบิโอ ทิวิติ รองประธานและผู้นำประจำภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์ วิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจการค้าที่เปลี่ยนไปว่า แม้สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมมากที่สุด แต่อุตสาหกรรมและองค์กรอื่นๆ ก็จำเป็นต้องปรับความสามารถของตนเองให้รับมือกับผลกระทบดังกล่าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบการขายและส่งสินค้าตรงถึงลูกค้าที่มีมากขึ้น ทำให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมาก ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องหาวิธีจัดการกับระบบโลจิสติกส์และกระจายสินค้าของตนได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม
Supply Chain พัฒนาตลอดเวลา แล้วควรทำอย่างไร
คลังสินค้า เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น กรณีของศูนย์ภูมิภาคซึ่งทำหน้าที่เก็บสต็อกสินค้าให้ซูเปอร์มาร์เก็ตมีการดำเนินงานที่แตกต่างจาก ศูนย์คลังสินค้าที่พร้อมจัดส่งที่ให้บริการเก็บ-แพ็ก-ส่ง (fulfillment) และส่งสินค้าตรงถึงบ้านของลูกค้า แต่เดิมรูปแบบการขายแบบ B2B และแบบ B2C มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่เมื่อความต้องการเปลี่ยนจากการซื้อขายล็อตใหญ่ๆ ไปเป็นการซื้อขายเป็นชิ้นๆ ผู้ประกอบการด้านคลังสินค้าจึงต้องเริ่มคิดหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะรองรับการทำงานทั้งสองรูปแบบได้ในคราวเดียวกัน

คลังสินค้าอัจฉริยะ

ฟาบิโอบอกว่า การจัดส่งสินค้าทั้งแบบ B2B และ B2C ได้จากแหล่งเดียวกันนั้น มีข้อดีหลายประการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในภูมิภาคที่มีเส้นทางสัญจรไม่เชื่อมถึงกันหรือมีความแออัดสูง เช่น
  • สามารถใช้คนทำงานกลุ่มเดียวกัน
  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
  • ลดระยะเวลาในการจัดส่ง
และข้อดีเหล่านี้อาจช่วยลดต้นทุนด้าน fulfilment รวมถึงการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตได้อย่างยืดหยุ่น เช่น การขายสินค้าโดยไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้า และไม่ต้องเป็นคนส่งสินค้าเอง (dropshipping) หรือเลือกส่งสินค้าผ่านตัวแทนให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ (third-party logistics: 3PL) 
อย่างไรก็ดี ความรับผิดชอบของ ผู้ให้บริการคลังสินค้า ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการจัดเก็บสินค้า การมีส่วนสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายโดยรวมในการบริหารจัดการซัพพลายเชน รวมถึงสนับสนุนระบบต่างๆ ในการจัดซื้อ เติมเต็มสายการผลิตให้ไม่หยุดชะงัก
“ผู้ให้บริการคลังสินค้าสามารถทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นรุนแรงขึ้น หรือสามารถบรรเทาและลดผลกระทบของการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกะทันหันได้” ฟาบิโอ ทิวิติ กล่าวสรุปเชิงย้ำเตือน

ช้าไม่ได้…ถ้าจะขายของผ่านช่องทางออนไลน์
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลังสินค้าส่วนใหญ่มีระบบสำหรับบริหารจัดการซัพพลายเชนของตนเองอยู่แล้ว เช่น การใช้โปรแกรม Excel, การใช้ ERP application แต่ระบบที่เป็นเอกเทศนี้อาจใช้งานได้ค่อนข้างดีสำหรับการทำธุรกิจแบบ B2B เนื่องจากต้องใช้คนทำงานจำนวนมาก และมีข้อจำกัดในการมองเห็นการเคลื่อนที่ของสินค้าแบบเรียลไทม์  
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้านซัพพลายเชนที่กำลังเป็นไปในปัจจุบัน และหากพิจารณาถึงตลาดอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ผู้ประกอบการด้านคลังสินค้าจำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยี และอัปเกรดระบบเพื่ออนาคต ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
การอัปเกรดที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มด้วย การย้ายระบบ ERP และโซลูชั่นระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System: WMS) ไปทำงานบนคลาวด์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับขยายการทำงานได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาในการติดตั้งน้อยลงมาก และสิ่งสำคัญคือ ระบบคลาวด์ช่วยให้ทีมไอทีขององค์กร มีส่วนร่วมในการดูแลการทำงานและการบำรุงรักษาระบบที่ทำงานอยู่บนระบบคลาวด์นั้นได้
 MyCloudFulfillment
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอาจเกิดความกังวลสูงสุดด้านการปรับเปลี่ยนให้ คลังสินค้าเป็นระบบดิจิทัล เพราะหนีไม่พ้นเรื่อง ทักษะของพนักงาน ที่ต้องเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการระบบใหม่ๆ ทั้งนี้ ฟาบิโอเผยว่า สามารถแก้ไขได้ด้วย การปรับแต่งระบบ ERP ให้เหมาะกับความต้องการใช้งานด้วยระบบอัตโนมัติในแต่ละขั้น โดยเริ่มจากการคัดเลือกฟีเจอร์จำนวนหนึ่งให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้ร่วมกันก่อน
ในสถานการณ์จริงของระบบซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมักจะซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา เช่นความท้าทายที่เกิดจากการจราจรที่ติดขัดในย่านใจกลางกรุงเทพฯ การที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลในชนบทของประเทศเมียนมาร์ หรือความท้าทายในการเข้าถึงพื้นที่ที่เป็นเกาะนับพันแห่งในประเทศอินโดนีเซีย การนำระบบ ERP และระบบสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสมมาใช้ระบบที่ทันสมัยต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), IoT และหุ่นยนต์ จะช่วยให้การจัดส่งสินค้าทำได้รวดเร็วมากขึ้นโดยไม่ยุ่งยากและมีประสิทธิภาพ

รู้จัก ‘คลังสินค้าออนไลน์ครบวงจร’ ช่วยคนไทยไปต่อได้ใน The future of commerce
กรณีที่ไม่สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือเข้าไปจัดการด้วยโซลูชั่นได้ อีกธุรกิจบริการที่เราอยากให้คุณรู้จักคือ ผู้ให้บริการคลังสินค้าออนไลน์ครบวงจร
เช่น MyCloudFulfillment คลังสินค้าออนไลน์ครบวงจรของคนไทย ที่ให้บริการ Fulfillment โดยมาพร้อมกับ ระบบจัดการออร์เดอร์ (OMS) และ ระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) เพื่อช่วยร้านค้าจัดการ-เก็บ-แพ็ก-ส่งสินค้า และเชื่อมต่อ API เข้ากับช่องทางการขายต่างๆ อัตโนมัติ เช่น Lazada, Shopee
กอปรกับการบริการแพ็กสินค้าที่ customize ได้ตามต้องการ อย่างการแพ็กแบบพิเศษ, QC สินค้า, จัดเซ็ต ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า (มากกว่าแค่รับแพ็กสินค้าทั่วไป) อีกทั้งยังช่วยจัดการ Supply Chain จัดการคำสั่งซื้อ และนำข้อมูลด้านการขายมาวิเคราะห์ต่อ เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจต่อได้ นำมาสู่ตัวเลขที่จับต้องได้ของ MyCloudFulfillment ดังนี้
  • มีสินค้ามากกว่า 100,000 SKUs อยู่ในระบบ
  • มีอัตราการสั่งซื้อสูงสุดต่อวันถึง 50,000 ออร์เดอร์ ซึ่งเติบโตจากปีที่แล้วกว่า 6 เท่า
  • ช่วงมกราคม – มิถุนายน 2563 บริษัทมีมูลค่าซื้อขายสินค้าผ่านคลังกว่า 500 ล้านบาท

‘คลังสินค้าออนไลน์’ พัฒนาสู่ ‘คลังสินค้าอัจฉริยะ’ ได้ด้วย Data Commerce 

ข่าวใหญ่ที่ผ่านมาไม่นานมานี้ของ MyCloudFulfillment (บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์ จำกัด) คือ ได้รับเงินลงทุนไปขยายธุรกิจ 2 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายของการระดมทุน ดังนี้
1) นำเงินไปพัฒนาระบบการจัดการด้านข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2) ขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศ
3) เตรียมความพร้อมก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในด้าน Fulfillment ระดับอาเซียน
4) เตรียมเข้าสู่ The future of commerce รองรับเทรนด์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่จะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต
นิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์ จำกัด
นิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์ จำกัด
เมื่อประเทศไทยอยู่ในจุดที่หอมหวานสำหรับผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ ทิศทางการขายในโลกอนาคต (New Future) หรือ Data Commerce ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment เผยตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซจากเว็บไซต์ชื่อดังว่า
Statista คาดการณ์ปี 2563 ว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกจะอยู่ที่ 75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปี 2562 โดยมีจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 3,468 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 9.6% จากปี 2562
และหากแบ่งตามภูมิภาค รายได้จากตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกในปี 2563 จะมาจากภูมิภาคเอเชีย 45 ล้านล้านบาท กล่าวคือ เติบโต 29% จากจำนวนผู้ใช้งาน 2,133 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 61.5% ของผู้ใช้ทั่วโลก
สะท้อนภาพว่า นี่เป็นขนาดตลาดที่ใหญ่สุดในโลก 
และถ้าดูเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่าเป็นตลาดที่มูลค่าอีคอมเมิร์ซเติบโตสูงสุดถึง 44% โดยมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท โตขึ้นมาถึง 42% จากปีที่แล้ว

ตลาดในอาเซียนที่มีกำลังซื้อ ผู้คนมีศักยภาพในการใช้จ่าย 

  • คนอินโดนีเซีย มีอัตราการใช้จ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซต่อผู้ใช้ต่อปีอยู่ที่ 219 ดอลลาร์ คิดเป็น 6,856 บาทต่อคนต่อปี 
  • คนไทย มีอัตราการใช้จ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซต่อผู้ใช้ต่อปีอยู่ที่ 215.67 ดอลลาร์ คิดเป็น 6,752 บาทต่อคนต่อปี 

“ตลาดการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ถือว่าอยู่ในจุดที่เรียกว่า Sweet spot คือไม่ใช่จุดที่ดีที่สุด แต่เราอยู่ในจุดที่หอมหวานที่สุด และคนไทยทั้งชื่นชอบ-นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ใช้จ่ายเฉลี่ยใกล้เคียงกับผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย แต่เทียบประชากรเราแล้ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเราต่ำกว่า จึงสะท้อนว่าโอกาสของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยยังมีอีกมหาศาล”

นิธิ สัจจทิพวรรณ

นิธิกล่าวเสริมว่า หากผู้ประกอบการต้องการลงทุน ขยายตลาดช่องออนไลน์ ต้องดำเนินการในช่วงเวลานี้ และเผยอีกว่า กลุ่มธุรกิจใดที่ได้ไปต่อ
  • ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีโควิดและจะเติบโตต่อไปในอนาคต : อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มที่มีบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ที่ใช้ภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้ซื้อ (New normal) และจากกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ทดลองซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และติดใจ เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำไปแล้ว
  • ธุรกิจที่น่าจับตามอง : ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม-เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และ ธุรกิจกลุ่มสุขภาพและอาหารเสริม เนื่องจากมีการเติบโตที่น่าสนใจช่วงโควิด ถึงจะหดตัวลงบ้างแต่จะกลับมาเติบโตได้ดีบนออนไลน์อีกครั้ง
  • ธุรกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุด : ธุรกิจแฟชั่น ที่ตลาดตกลงอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยว

เตือน 3 สิ่งควรระวัง เพื่อให้ร้านค้าอยู่รอดในโลกอีคอมเมิร์ซแห่งอนาคต 
ถึงแม้ว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะมีการขยายตัวและเป็นขุมทรัพย์ตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ก่อนจะบุกทำตลาด ผู้ประกอบการต้องเข้าใจทิศทางตลาดและผู้บริโภคให้ถ่องแท้ก่อน เพื่อระมัดระวัง เตรียมตัวรับมือ และอยู่รอดในโลกของอีคอมเมิร์ซต่อได้ในอนาคต โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ ประกอบด้วย 
  1. Understand lifestyles not trend
    ต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าก่อน ไม่ใช่เข้าใจเทรนด์ 
เนื่องจากเทรนด์การตลาดหรือผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากอดีตที่อยู่ได้เป็นเดือนเป็นปี ตอนนี้อาจจะอยู่ได้ไม่กี่วัน ผู้ประกอบการจึงต้อง เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเชิงลึก เพื่อให้ขายสินค้าได้อย่างยั่งยืน เช่น ผู้บริโภคซื้อแอลกฮอล์ หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 และมองหาสินค้าอื่นเพื่อดูแลสุขอนามัย สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่กลัวเชื้อโรค รักสุขภาพ จึงมีความต้องการสินค้าอื่นอย่างต่อเนื่อง 
  1. Understand journey not channels
    ต้องเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าก่อนเลือกช่องทางเข้าถึง/เข้าใจเส้นทางการซื้อสินค้าของผู้บริโภค
เพื่อให้พ่อค้าแม่ขายสามารถนำเสนอสินค้าและบริการ โปรโมชั่น ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านช่องทางเว็บไซต์, มาร์เก็ตเพลส อาทิ Lazada, Shopee, JD Central หรือ Social Commerce อย่าง Facebook, Instagram ต้องศึกษา เก็บข้อมูล และทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าก่อน เรื่องนี้สำคัญมาก เมื่อเข้าใจแล้วจึงค่อยเลือกช่องทางเข้าถึงจากเส้นทางการซื้อสินค้าของผู้บริโภค (Customer journey) 

MyCloud Fulfillment

“ทุกช่องทางจำหน่ายมีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะตอบโจทย์คนละอย่าง ไม่มีช่องทางออฟไลน์ หรือออนไลน์สำคัญกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน Shopee, Lazada หรือ Facebook  เพราะแต่ละช่องทางมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป และไม่ใช่ว่าทุกช่องทางจะเหมาะกับทุกคน” 

ช่องทางต่าง คาแร็กเตอร์ต่าง ความคาดหวังก็ต่างออกไป

  • Marketplace เป็นแหล่งค้นหาสินค้าใหม่ๆ 
  • Social Commerce เป็นช่องทางอ้างอิงว่าสินค้าน่าเชื่อถือ
  • Website หรือ Line @ เป็นช่องทางที่ช่วยทำให้เกิดการซื้อซ้ำ 

“หากทำช่องทาง Marketplace ไว้ขายของแพงๆ หวังกำไร โพสต์ขายของหนักๆ บนโซเชียลมีเดีย หรือทำเว็บไซต์ตัวเอง/สร้างไลน์ไว้เพื่อหาลูกค้าใหม่ ธุรกิจคุณไปต่อได้ยากแน่ๆ เพราะใช้แต่ละช่องทางผิดวัตถุประสงค์” นิธิอธิบายให้เข้าใจการค้าขายผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น
  1. Understand patterns not numbers
    ต้องเข้าใจรูปแบบ ไม่ใช่ตัวเลข 
การขายสินค้าออนไลน์ค่อนข้างมีรูปแบบ อย่างการจัดโปรโมชั่น 11 11, 12 12 ของ Marketplace แบรนด์ต่างๆ หรือสถานการณ์ก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งช่วยให้รู้ทิศทางสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ สินค้าขายดี เช่น สินค้าแฟชั่น เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เมื่อได้รับผลกระทบจากโควิด ยอดขายจึงหดตัว 
“ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอน แม้จะมี Data เราก็ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่การเข้าใจแพทเทิร์นจะทำให้รู้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำ เราจะไม่พลาดอีก เช่น หากเกิดโรคระบาดอีกครั้ง จะรู้ว่าสินค้าหมวดไหนจะตก อันไหนจะเติบโต
“ที่สำคัญ คนที่เป็นผู้ประกอบการต้องไว้วางใจผู้อื่นมากขึ้น อย่าถือทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง กระจายการทำงานที่ไม่ถนัดให้คนที่ถนัดทำ คุณจะได้โฟกัสแค่สิ่งที่ถนัด และหากเกิดวิกฤตอีก จะได้ยืดหยุ่นพอที่จะปรับแปลงบริบทได้อย่างทันท่วงที ทั้งยังต้องระมัดระวังเรื่องการนำเงินไปลงทุน และต้องรู้จักกระจายความเสี่ยงด้วย”
หากพิจารณาทั้ง 3 สิ่งที่พึงระวังดังที่นิธิบอกมานี้ การใช้ข้อมูลหรือ Data ถือเป็นหัวใจสำคัญมาก เพราะข้อมูลในอดีตเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนงานได้แม่นยำ สังเกตได้ว่า ทำอะไรผิดพลาดไป และจะทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจการค้าดีขึ้นกว่าวันวาน

จุดแข็งของ MyCloudFulfillment และการรับเงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์ จากใคร แล้วยังไงต่อ?
จุดแข็งของ MyCloudFulfillment คือเป็นคลังสินค้าออนไลน์ครบวงจรที่รวบรวม Data ทั้งกระบวนการ เก็บ แพ็ก ส่ง ดังนั้น การบริหารจัดการข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า (Order Management Data) จึงสามารถรวมออร์เดอร์ของแต่ละช่องทางการขายมาอยู่ในที่เดียวได้ ช่วยให้การจัดการข้อมูลสั่งซื้อของลูกค้า ช่องทางการขาย การจัดโปรโมชั่น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้น Data ยังช่วยให้มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ผ่านการบริหารจัดการข้อมูลสต็อกสินค้า (Inventory Management Data) จึงช่วยแนะนำสต็อกสินค้าได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละ SKU (Stock optimization) รู้ว่าสินค้าตัวไหนเก็บเยอะเกินไปหรือน้อยเกินไป ขั้นต่ำที่ควรเก็บคือเท่าไหร่ และสต็อกเหลือถึงจุดไหนถึงควรเติม
จะเห็นว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปเสริมแกร่งใน ‘คลังสินค้าออนไลน์’ จนเรียกได้ว่าเป็น ‘คลังสินค้าอัจฉริยะ’ ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจบริหารค่าใช้จ่าย ค่าเช่า การเก็บสินค้า และการขนส่ง/เติมสินค้าลงตัวมากขึ้น ไม่ต้องทิ้งเงินให้จมอยู่กับปัจจัยใดๆ และยังได้ข้อมูลด้านการบริหารจัดการข้อมูลการแพ็กและส่งสินค้า (Fulfilment Performance Data) จะยิ่งช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นกำไรและต้นทุนของแต่ละสินค้าหรือแต่ละออร์เดอร์ชัดเจนยิ่งขึ้น

นิธิ สัจจทิพวรรณ

มาที่เรื่องการระดมทุน MyCloudFulfillment ได้รับเงินลงทุนใน Series A รวม 2 ล้านดอลลาร์ จาก CVC ดังนี้
  • ECG-RESEARCH
  • Gobi Partners
  • NVest Venture
  • SCB 10X
ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงตลาดอีคอมเมิร์ซและตลาดโลจิสติกส์ในเมืองไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และน่าจับตามองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 มีความเข้มข้น ทำให้เห็นศักยภาพของธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์โดยคนไทย จึงร่วมสนับสนุนและให้เหตุผลดังนี้
“ด้วยบริการคลังสินค้าออนไลน์ จัดเก็บ แพ็กสินค้าของ MyCloudFulfillment ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการออนไลน์ ยกระดับการให้บริการไปสู่ระดับอาเซียน ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้ และที่สำคัญ มีศักยภาพที่จะก้าวไปเป็นผู้นำด้าน Fulfillment ซึ่งมากกว่าแค่ เก็บ แพ็ก ส่งบนเวทีในระดับภูมิภาคได้ จึงร่วมลงทุนในรอบ Series A”

SCB 10X ให้ความสำคัญกับสตาร์ทอัพไทยและธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจ จึงร่วมเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรอบ Series A ให้แก่ MyCloudFulfillment ซึ่งนอกจากการสนับสนุนด้านเงินลงทุนแล้ว SCB 10X ยังมีแผนในการพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ Social Commerce ในอนาคต รวมถึงมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการและลูกค้า

ทั้งนี้ เงินลงทุนดังกล่าว MyCloudFulfillment จะนำไปใช้ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การพัฒนาระบบการจัดการด้านข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซบริหารจัดสินค้า ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น นำข้อมูลสถิติ ที่มีมาใช้ predictive analytics ได้มากขึ้น ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านบริการสำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตได้
และส่วนที่สองคือ การขยายฐานพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับ agency, E-commerce enabler ชั้นนำ รวมถึงพาร์ทเนอร์พิเศษที่ร่วมกันพัฒนาโซลูชั่น เช่น รูปแบบ white label logistics ที่ MyCloudFulfillment ร่วมมือกับ SCG ในด้านการขยายคลังสินค้า หรือรูปแบบที่จับมือกับ SCB 10X ทำโซลูชั่นเพื่อผลักดัน Social Commerce ยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคขึ้นอีกขั้น

รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘เอสซีจี โลจิสติกส์’ พาร์ทเนอร์ในอนาคต
โควิด-19 ทำให้ออร์เดอร์การจัดส่งสินค้าของ เอสซีจี โลจิสติกส์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และสิ่งที่บริษัทต้องทำคือ ปรับตัวให้เร็ว ทำตัวให้ยืดหยุ่น เมื่อเอสซีจีเห็นศักยภาพและผลงานของ MyCloudFulfillment จึงเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อช่วยกันปรับตัว เตรียมพร้อมสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซในอนาคต รวมถึงมีแผนการจัดเก็บ Data ให้ดีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งจะสร้างมูลค่าให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เสริมการเติบโตและไปต่อได้อย่างแข็งแกร่งร่วมกัน

“เราเก่งเรื่องฮาร์ดแวร์และเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วประเทศ แต่ MyCloud เก่งเรื่องซอฟต์แวร์และการจัดการ Fulfillment สำหรับลูกค้า B2C หรือ Online หากเราทั้งสองร่วมมือกัน เราทั้งคู่ก็จะไปข้างหน้าได้เร็วกว่า คุ้มค่ากว่า” 
ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าว และบอกแนวทางของบริษัทเป็นการปิดท้ายว่า
ทั้งหมดก็เพื่อช่วยก้าวข้ามขีดความสามารถด้านการให้บริการและตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนให้ Ecosystem ของสตาร์ทอัพเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนตามแนวทางของเอสซีจี” 
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผู้ติดตาม SALIKA จะเรียกช่วงเวลานี้ว่า ยุค 4IR ยุคดิจิทัล ยุคโควิด แต่ทุกคำที่ใช้เรียกล้วนสะท้อนว่า เป็นยุคที่องค์กรต้องเปลี่ยนและปรับตัวกันขนานใหญ่ โดยเฉพาะ 1) การนำเทคโนโลยี/นวัตกรรม/โซลูชั่นมาใช้ในองค์กร 2) การผนึกกำลังข้ามสายธุรกิจเพื่อการเติบโตและรอดพ้นในสถานการณ์วิกฤต 3) ไม่ว่าจะทำการค้าระดับใดก็ตาม ต้องก้าวเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ และ/หรือ ค้าขายผ่านช่องทางออฟไลน์ร่วมด้วย และ 4) การเพิ่มทักษะดิจิทัลให้แก่วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงวัย ไม่เช่นนั้น ธุรกิจก็จะทยอยล้มหายตายจาก เศรษฐกิจประเทศก็ยิ่งยากที่จะฟื้นตัว