‘รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี’ ชี้ยุติความรุนแรงต่อเด็ก ต้องปรับที่ Mindset ของผู้ใหญ่

“เด็กปฐมวัยต้องการระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทักษะทุกด้าน เป็นวัยที่พร้อมจะซึมซับทุกอย่างรอบตัว หากปล่อยให้อยู่ในระบบนิเวศที่เลวร้าย ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์เมื่อเติบใหญ่” นี่คือสิ่งที่ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เน้นย้ำ โดยหมอสุริยเดวมองว่าเหตุการณ์ในโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่ครูและพี่เลี้ยงหลายคนใช้ความรุนแรงกับเด็กเล็ก เป็นไปได้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจาก “พฤติกรรมเลียนแบบ” ภายในโรงเรียน เมื่อครูคุยกันก็จะถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับวิธีการที่ตัวเองใช้ควบคุมดูแลเด็กจนเกิดการเลียนแบบ


รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม // facebook.com/moraltouch
โดย รศ.นพ.สุริยเดว ชี้ว่าในกรณีนี้ต้องรีบแก้ไขที่ผู้ใหญ่ ต้องหยุดพฤติกรรมเลียนแบบการใช้ความรุนแรง และปรับ Mindset ในการดูแลเด็กเป็นการเร่งด่วน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหลักจิตวิทยา ดูจากวิธีจัดห้องเรียนก็เห็นได้ว่าผิดหลักจิตวิทยา ขณะที่ธรรมชาติของเด็กเล็กมีพื้นฐานทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนพลังเยอะ เป็นไปไม่ได้ที่จะสั่งให้เด็กที่บ้าพลังนั่งนิ่งๆ และเด็กในวัยนี้สมาธิสั้นกันทั้งโลกเป็นปกติ การที่ครูไปคาดหวังสูงบนแรงกดดันบางอย่างที่จะให้เด็กเร่งรัดเรียน ผลก็จะออกมาอย่างที่เห็น”
“เราพยายามย้ำมาตลอดว่าระบบบริหารในชั้นอนุบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งระบบคัดเลือกและระบบพัฒนาครู ซึ่งทางคณะกรรมการสถานศึกษารวมถึงผู้บริหารต้องรับรู้ แล้วต้องลงมาดูว่านโยบายที่ให้ไว้เป็นไปตามนั้นหรือไม่ มีเวรคอยตรวจการ มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงหรือไม่ การมีกล้องวงจรปิดไม่ได้เป็นหลักประกัน เห็นได้ว่าหลวมทั้งระบบ”
ในเบื้องต้น หมอสุริยเดว เสนอแนะว่า ทางโรงเรียนสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยคำเพียง 3 คำ คือ “สำนึก จริงใจ และจริงจัง” เพราะเมื่อเกิดแรงเหวี่ยงไปสู่ผู้ปกครองทั้งประเทศ ผู้บริหารต้องแสดงความสำนึกเพื่อยุติกระแส แม้จะเอ่ยขอโทษแล้ว แต่การเสนอบทลงโทษกับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ
แทนที่โรงเรียนจะไปฟ้องกลับผู้ปกครอง ควรจะตั้ง One Stop Crisis (ศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรง) ขึ้นมา แล้วเชิญมาทั้งจิตแพทย์ กุมารแพทย์ เพื่อดูแลทั้งเด็กและผู้ปกครอง รวมทั้งเชิญตำรวจมาด้วย ผู้ปกครองคนไหนต้องการจะฟ้องโรงเรียนก็บริการให้เต็มที่ เป็นการแสดงความจริงใจเพื่อซื้อใจ เชื่อว่าผู้ปกครองจะให้อภัย

ความรุนแรงในวัยเด็ก

ความรุนแรงสร้าง “บาดแผลใจ” และ “ภาพจำ” จากวัยเด็ก

หมอสุริยเดว ย้ำว่า “บาดแผลใจ” สามารถเยียวยาได้แต่ต้องรีบ ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ในระบบนิเวศที่มีปัญหา ถูกกระทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน บาดแผลใจจะยิ่งลึก จะซึมซับความรุนแรงจนเป็นเรื่องปกติ เมื่อโตขึ้นจะส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และบุคลิกภาพ เช่น หวาดผวา มองโลกว่าไม่น่าอยู่ คิดลบ เกรี้ยวกราด ใครแรงมาก็แรงกลับ ขาดความเมตตาเอื้ออาทร เป็นต้น

“ส่วน “ภาพจำ” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มี 2 รูปแบบ คือ เด็กถูกกระทำไม่รุนแรง แต่ถูกซ้ำๆ ย้ำๆ ต่อเนื่อง หรือถูกกระทำแค่เพียงหนึ่งครั้งหรือไม่กี่ครั้ง แต่รุนแรงมาก ก็เกิดภาพจำได้เช่นกัน การมีภาพจำจากวัยเด็กไม่ได้แปลว่าจะกระทบต่อสุขภาวะทางจิตในทุกราย ถ้าเราดึงเขาออกมาจากพื้นที่ได้เร็ว เขาก็แค่จดจำเหตุการณ์ในอดีตได้เท่านั้น”

“บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองเป็นคนที่ไปตอกย้ำบาดแผลในใจเด็กเสียเอง วิธีการคืออย่าถามเด็กตรงๆ อย่าบีบคั้น อย่าถามย้ำซ้ำไปซ้ำมา ต้องมีกลยุทธ์โดยใช้การเล่น การวาดรูป การเล่านิทาน เพื่อให้เด็กค่อยๆ สะท้อนเรื่องราวในใจออกมา เช่น เด็กอาจจะวาดรูปคนมีใบหน้าน่ากลัว ท่าทางดุร้าย เราก็ค่อยๆ ถามว่าคนในรูปคือใคร ทำไมน่ากลัวจัง เด็กก็จะเผยออกมาเอง โดยไม่เกิดบาดแผลซ้ำในใจ”
“ในแผนยุทธศาสตร์ชาติก็พูดถึงครอบครัว รวมไปถึงระบบนิเวศของสังคมไทย ว่าต้องไร้ความรุนแรง เพราะเราตระหนักว่าเป็นสิ่งสำคัญในการหล่อหลอมเด็กบนเส้นทางสันติวิธี โดยมีบ้านเป็นหัวใจสำคัญ” หมอสุริยเดว กล่าว

ความรุนแรงในวัยเด็ก

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ย้ำ “บ้าน” ต้องเป็นฐานที่มั่น ปกป้องเด็กจากความรุนแรง

“เมื่อเด็กถูกกระทำที่โรงเรียน เขาจะมีบ้านเป็นที่พึ่ง ต้องรีบพาเขาออกมาจากพื้นที่ล่อแหลมก่อน กลับมาสู่ครอบครัว มาสู่อ้อมกอดของพ่อแม่เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย เมื่อเยียวยาจิตใจจนพร้อมแล้ว ค่อยพากลับเข้าไปสู่สังคมในโรงเรียนอีกครั้ง” หมอสุริยเดว ย้ำถึงทางออกที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาจากปัญหาการใช้ความรุนแรงกับเด็ก
“ที่ผ่านมา ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นในลักษณะของการ “กลั่นแกล้ง” (Bully) ซึ่งสังคมไทยตื่นตัวเรื่องนี้กันมากขึ้น ถ้าใครโดนกลั่นแกล้งอย่างหนักและต่อเนื่องจะส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ปัจจุบันพบผู้มีอาการซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น จากการถูกกลั่นแกล้งต่อเนื่องในวัยเด็ก โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือ”
“ส่วนความรุนแรงที่หนักกว่าการกลั่นแกล้ง คือ การ “ทารุณกรรม” (Abuse) แบ่งเป็นทารุณกรรมทางร่างกาย ทางจิตใจหรืออารมณ์ ทางเพศ และปัจจุบันเพิ่มมาอีกหนึ่ง คือ ทางโลกไซเบอร์ บางคนถูกกระทำจนเกิดความอับอาย ไม่อาจอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ

โรงเรียนต้องเป็นบ้านหลักที่สอง ผู้บริหารต้องปรับ Mindset

“จากสภาพสังคมเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป ครอบครัวเล็กลง มีลูกน้อยลง พ่อแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ไม่มีใครอยู่บ้านเลี้ยงลูก ต้องเอาลูกไปฝากไว้กับโรงเรียน จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องสร้างโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองอย่างแท้จริง”

คำกล่าวนี้ของหมอสุริยเดว ต้องการสะท้อนว่า “ในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยมีเด็กตั้งแต่วัยเตาะแตะ ต้องมุ่งเน้นเรื่องความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัย บุคลากรจะต้องผ่านการคัดเลือกอย่างดี ต้องเป็นคนที่เข้าใจหลัก “จิตวิทยาพัฒนาการ” และหลัก “วินัยเชิงบวก” ในเด็กวัย 2-5 ขวบ เพราะเป็นวัยที่อยู่บนพื้นที่บูรณาการประสาทสัมผัส พร้อมจะซึมซับสิ่งต่างๆ รอบตัว”

“เพราะ “ปฐมวัย” ถือเป็นวัยที่ระบบนิเวศรอบตัวมีความหมายอย่างยิ่ง ปรัชญาของโรงเรียนต้องชัดเจนว่า “เรียนรู้ผ่านการเล่น” ไม่ใช่ “เรียนรู้แบบยัดเยียด” การบังคับให้ท่องจำจะสร้างความตึงเครียด หลักคิด (Mindset) ของครูและผู้บริหารโรงเรียนจึงมีความสำคัญมาก”
facebook.com/moraltouch
“หลักวินัยเชิงบวกสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นเทคนิคการจัดการเด็กอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องใช้การลงโทษ ก็สามารถเจียรนัยพฤติกรรมของเด็กให้เป็นไปอย่างเหมาะสมได้ แต่ผู้ใหญ่ต้องปรับ Mindset ของตัวเองก่อน” หมอสุริยเดว กล่าว
สุดท้าย หมอสุริยเดว ยังฝากถึงสื่อมวลชนและคนที่เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ความรุนแรงในเด็ก ว่านาทีนี้อาจทำไปเพื่อตรวจสอบให้เกิดการกำกับดูแลและแก้ไข แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ได้ข้อยุติแล้ว ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันลบคลิปเหตุการณ์ทั้งหมดออกจากระบบ เพราะเมื่อเด็กที่ถูกกระทำโตขึ้นจนรู้ความได้กลับมาดู อาจเกิดผลกระทบต่อจิตใจได้ จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน

ร่วมหาทางออกให้สังคม ฟังแนวทางดีๆจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เปิดห้องเรียนพ่อแม่ กับ ‘นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์’ บ่มเพาะทักษะศตวรรษที่ 21 ให้กับลูกอย่างไม่หลงทาง

‘สุดารัตน์ สังข์ฤทธิ์’ ลดขยะ 15 ตัน เหลือ 2 กิโล ด้วยมายด์เซ็ต ‘ไม่มีถัง ก็ไม่มีขยะ’

‘รศ.วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์’ มากกว่าภารกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การพัฒนา ธุรกิจนวัตกรรม ตอบโจทย์สังคม