ถ้าวันหนึ่ง พบว่าตัวเองหายใจติดขัด เหนื่อยง่าย เรายังต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อหาคุณหมอตรวจเช็คสุขภาพปอด ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อ “ปอดของกรุงเทพฯ” อย่าง ‘คุ้งบางกะเจ้า’ ส่งสัญญาณ SOS ขอความช่วยเหลือ เพราะปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ทันทีที่ ชุมชนซึ่งเป็นแหล่งออกซิเจนใกล้กรุงนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ วิกฤตครั้งนี้เองได้กลายมาเป็นโอกาสเดินหน้า ปฏิบัติการ #SAVEคุ้งบางกะเจ้า ให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนกรุงที่บริสุทธิ์ ไร้ซึ่งมลพิษอีกครั้ง
ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนปฏิบัติการ #SAVEคุ้งบางกะเจ้า ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม จึงนำมาสู่การจัดตั้ง คณะทำงานด้านการจัดการขยะ ภายใต้ โครงการ OUR Khung BangKachao ขึ้น ซึ่งคณะทำงานนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดคณะทำงานที่ทาง มูลนิธิชัยพัฒนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนาคุ้งบางกะเจ้าอย่างยั่งยืน โดยมีขอบเขตการดำเนินงานโครงการนี้ทั้งหมด 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561-2566

โดยโครงการหลัก “OUR Khung BangKachao” จัดขึ้นเพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียว ที่ธรรมชาติและชุมชนอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ทั้งนี้ สำหรับ คณะทำงานด้านการจัดการขยะ มี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นประธานคณะทำงานด้านการจัดการขยะ โดยร่วมกับกลุ่ม ปตท. อย่าง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ GPSC พร้อมหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เช่น Central Group, True, CP, SCB ฯลฯ ภาคสถาบันการศึกษา ร่วมขับเคลื่อนภารกิจนี้ร่วมกับภาคชุมชนเจ้าของพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า อีกกว่า 10 หน่วยงาน
โดยพื้นที่ที่โครงการ OUR Khung BangKachao ได้ลงไปร่วมมือกับภาคชุมชน ประชาชน วางระบบการจัดการขยะครอบคลุมชุมชนบางกะเจ้าทั้ง 6 ตำบล ซึ่งเป็นการทำงานในรูปแบบของการ Social Collaboration with Corrective impact หรือทำงานร่วมกันผ่านความเชี่ยวชาญของแต่ละภาคส่วน
มาในวันนี้ คณะทำงานด้านการจัดการขยะ ได้ดำเนินงาน ภายใต้โครงการ OUR Khung BangKachao มาได้ครึ่งทางแล้ว ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการวางระบบจัดการขยะที่ดีในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย ผ่านกลไก “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน ที่เป็นช่องทางในการส่งผ่านองค์ความรู้ สร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะในพื้นที่ เพื่อนำสู่การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพที่สุด ร่วมกับการปรับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะ วัสดุเหลือใช้ ตามหลัก 7R
และความเปลี่ยนแปลงที่จะนำสู่ความยั่งยืนนั้น มีอะไรบ้าง ไปหาคำตอบได้ใน ปฏิบัติการ #SAVEคุ้งบางกะเจ้า กัน
ปฐมบทปฏิบัติการ #SAVEคุ้งบางกะเจ้า ต้องเริ่มที่การสร้างจิตสำนึกการจัดการขยะที่ดี ให้กับเยาวชน
การปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ได้รับรู้ถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ นับเป็นเจตจำนงสำคัญที่ คณะทำงานด้านการจัดการขยะ ภายใต้โครงการ OUR Khung BangKachao ได้กำหนดไว้เป็นหลักชัยลำดับต้นๆ เพราะตระหนักดีว่าพลังของเยาวชนในพื้นที่นั้น สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ทางคณะทำงาน ได้วางกลไกการดำเนินงานโดยร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าในหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

ตั้งแต่ในแผนการดำเนินงานปี 2562 ทางคณะทำงานได้ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนนำร่อง “ธนาคารขยะ” ในพื้นที่บางกะเจ้า จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน โรงเรียนวัดบางกอบัว และโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก มีนักเรียนและคุณครูเข้าร่วม จำนวน 140 คน
ผลการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม “SCB ชวนน้องออม พร้อมรักษ์โลก” ได้รู้จักวิธีคัดแยกขยะให้ถูกวิธี เห็นคุณค่าและเข้าใจถึงปัญหาขยะในชุมชนที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งถ้าทำได้ ยังเป็นช่องทางในการออมเงินจากการนำขยะไปขายผ่าน ธนาคารขยะ ด้วย
ในปี 2563 วางเป้าหมายหลัก ลดปริมาณขยะ ให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2565 ด้วยภารกิจ 6 ด้าน หนึ่งในนั้น คือ การพัฒนาเครือข่ายโรงเรียน Zero Waste ที่มุ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการจัดการขยะ ซึ่งคาดว่าจะมีโรงเรียนในพื้นที่บางกะเจ้าเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของโรงเรียนในพื้นที่ทั้งหมด

ในปี 2564 วางแผนความร่วมมือกับกลุ่ม Thai Bev ในการขยายผลการดำเนินงานกับ คณะทำงานด้านการศึกษา จัดกิจกรรมอบรมการจัดการขยะขึ้นใน 11 โรงเรียน

และเพื่อให้เห็นภาพผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราได้ไปพูดคุยกับตัวแทนครูและนักเรียนจากโรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ ว่าจากความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ พวกเขาได้นำไปต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในด้านใดบ้าง

สิริน นารีสิริ ครูประจำโรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ เล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิด โครงการ OUR Khung BangKachao และการจัดการขยะในคุ้งบางกะเจ้าอย่างจริงจังว่า
“ในส่วนของการคัดแยกขยะในโรงเรียน เราเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างจริงจังจากกลุ่มบริษัท ปตท. ที่เข้ามาจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อให้ความรู้กับทั้งนักเรียน ครู และทางโรงเรียนเอง ในการคัดแยกขยะ นำขยะไปใช้ต่อเพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ขณะเดียวกัน ทางโรงเรียนก็ได้สอดแทรกให้ความรู้ในเรื่องของการคัดแยกขยะกับเด็กนักเรียน เพื่อให้เขามีจิตสำนึกที่ดีในการคัดแยกขยะในแบบการบูรณาการร่วมกับการสอนวิชาสังคมศึกษา”
“และที่ผ่านมา ภาคชุมชนในคุ้งบางกะเจ้า ก็มีการตื่นตัวเรื่องการคัดแยกขยะมากขึ้น เพราะพอคุ้งบางกะเจ้ากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ปริมาณขยะก็มีมากขึ้น ทุกฝ่ายก็อยากเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหานี้ และโชคดีด้วยที่เรามีต้นแบบการจัดการขยะที่ดี ที่เกิดขึ้นจริงในวัดจากแดง ทำให้ทางโรงเรียนก็มีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน สามารถพานักเรียนไปศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการจัดการขยะในชุมชนได้ที่วัดด้วย”
“เมื่อเด็กๆได้เรียนรู้วิธีคัดแยกขยะมาแล้ว นักเรียนก็ได้นำมาปรับใช้จริงทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงขึ้นในตัวเด็ก ซึ่งครูมองว่าวิธีนี้จะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกที่ยั่งยืนได้”

ด้าน ดญ.ชญานุช ศรีจิ๋ว นักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 รร.วัดราษฎร์รังสรรค์ และเพื่อนๆที่ได้ร่วมกิจกรรมการอบรมเรื่องการคัดแยกขยะทั้งจาก วัดจากแดง และคณะทำงานด้านการจัดการขยะ ของโครงการ OUR Khung BangKachao ก็มาเล่าให้ฟังว่า
“ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หนูรู้สึกเลยว่าที่บ้านเรามีขยะทิ้งเกลื่อนกราดเยอะมาก หนูเลยอยากมีส่วนช่วยเก็บขยะ ทำให้บ้านเราสะอาดขึ้น หลังจากได้รู้เรื่องการคัดแยกขยะจากที่วัด เดี๋ยวนี้เวลาเดินไปเจอขวดพลาสติกตามท้องถนน หนูก็จะเก็บมาแล้วคัดแยกใส่ตะแกรงตามที่หลวงพ่อและพี่ๆจาก ปตท. สอน เพื่อนำไปขาย และบางส่วนก็รวบรวมไปบริจาคให้วัดจากแดง โดยในการแยกขยะขวดพลาสติกนี้ หนูจะแยกขวด ฉลากพลาสติก และฝา ออกจากกันค่ะ”
“และที่บ้าน หนูก็จะบอกคุณพ่อ คุณแม่ ให้แยกขยะด้วย ก็จะแยกเป็น ขยะทั่วไป ขยะเศษอาหาร ขยะรีไซเคิล และจากที่หนูแยกขยะเป็นประจำ หนูคิดว่าการแยกขยะ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ แถมเมื่อแยกแล้ว ขยะนั้นก็ไม่ถูกทิ้งไปเฉยๆ สามารถนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ หนูเลยอยากชวนทุกคนมาร่วมกันแยกขยะเหมือนที่หนูทำค่ะ”

“แต่ก่อนหนูรู้แค่ว่าการคัดแยกขยะ ทำให้เราสามารถนำขยะมาใช้ใหม่ตามหลัก 3R เท่านั้น แต่ตอนนี้หนูทราบเพิ่มเติมว่า พวกเราสามารถช่วยลดปริมาณขยะได้ด้วยหลัก 7R คือ Refuse Recycle Reuse Refill Repair Reduce และ Return ซึ่งตอนนี้หนูพยายามจะทำให้ได้ทุกข้อเลยค่ะ”
ทั้งนี้ นอกจากที่ รร.วัดราษฎร์รังสรรค์ จะสอนให้เด็กนักเรียนทุกคนแยกขยะจำพวกที่นำไปรีไซเคิลได้ อย่าง ขวดพลาสติก พลาสติก กระดาษ ที่นี่ ยังปลูกฝังให้นักเรียนแยกขยะที่เป็นเศษอาหาร เพื่อเอาไปเลี้ยงไก่ไข่ ที่จะออกไข่ และนำไปทำอาหารกลางวันให้เด็กในโรงเรียน นับเป็นการประหยัดค่าอาหารไก่ไปได้ด้วย
ภาคประชาชน สะท้อนแนวทางจัดการขยะที่ได้ผล จากความร่วมมือของชาวคุ้งบางกะเจ้า
ด้าน สิทธิพงษ์ ภู่ถาวร ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบางกอบัว ได้สะท้อนความเห็นด้านการจัดการขยะในภาคประชาชนและภาคผู้ประกอบการการท่องเที่ยวชุมชนว่า

“ชมรมของเราเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านที่อยากจัดการท่องเที่ยววิถีคลองขึ้น และหลังจากที่เราจัดให้มีการพานักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมวิถีคลองนั้น ก็พบว่าตามลำคลองมีขยะจำนวนมาก ทั้งที่เป็นวัสดุธรรมชาติ ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก อย่างที่ท่าน้ำบ้านผม มีขยะลอยมาติดที่ท่าน้ำเยอะมาก ผมต้องเก็บทุกวัน”
“ทีนี้พอมีการประชุมในสภาชุมชน ซึ่งผมเป็นหนึ่งในกรรมการสภาฯอยู่แล้ว ก็มีการนำปัญหาเรื่องขยะนี้เข้าสภาฯ ซึ่งในตอนนั้น ผมได้ชี้แจงไปว่า ถ้าเป็นขยะที่เป็นวัสดุธรรมชาติ อย่าง ลูกตีนเป็ด ลูกจาก เราก็จะเอาไว้ริมตลิ่งเพราะจะขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นขวดพลาสติก ถุงพลาสติก โฟม ผมบอกไปตามตรงว่าเรายังไม่มีแนวทางจัดการขยะเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าใดนัก”

“ในตอนนั้น ทางรองเจ้าอาวาสวัดจากแดง พระทิพากร อริโย หรือพระอาจารย์ไก่ ซึ่งท่านเป็น ประธานแกนนำสภาชุมชน โครงการ OUR Khung BangKachao ด้วย ก็แนะนำว่าในส่วนของถุงพลาสติกและขวดพลาสติก สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล เป็นน้ำมันและทำจีวรพระได้ ส่วนโฟม สามารถเอาไปย่อมแล้วนำมาทำกระถาง แผ่นปูพื้นได้ กล่องนมก็สามารถนำมาย่อย ทำหลังคา ผนังบ้านได้ ซึ่งทำให้ชาวชุมชนเริ่มเห็นแนวทางในการจัดการกับขยะเหล่านี้”
“กอปรกับในตอนนั้น ได้มีการทำผนังกั้นขยะจากแม่น้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในชุมชน แล้วชาวบ้านก็ร่วมกันมาเก็บขยะในคลอง ซึ่งทางคณะทำงานด้านการจัดการขยะ โดยทาง GC ได้เข้ามาให้คำแนะนำว่า ควรมีการทำสถิติ เก็บข้อมูลว่า หลังจากทำแนวกั้นขยะจากปากแม่น้ำไม่ให้ขยะไหลเข้ามาในชุมชน ปริมาณขยะนั้นลดน้อยลงหรือไม่”

“ตอนนั้น ผมและชาวบ้าน ก็ทำตาม โดยแยกขยะเลยว่า ในแต่ละเดือน เก็บขยะประเภทไหนได้เท่าไร ปรากฎว่าหลังจากทำผนังกั้นขยะ ปริมาณขยะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่เป็นศูนย์ นั่นแสดงว่า มีบางบ้านยังคงทิ้งขยะลงสู่ลำคลองอยู่”
“ต่อมาเราจึงมีการรณรงค์ให้ชาวบ้านได้รู้ในเรื่องของการคัดแยกขยะ ว่าเมื่อคัดแยกแล้ว ขยะนั้นสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง ผ่านการจัดกิจกรรมขึ้นที่บ้านของประธานชุมชนแต่ละหมู่ และเมื่อชาวบ้านค่อยๆเรียนรู้ในเรื่องนี้ ก็ส่งผลให้ปริมาณขยะในคลองลดลงอีก”
“ส่วนวิธีการคัดแยกขยะ ที่ทางชุมชนรับรู้ร่วมกัน ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้โครงการ OUR Khung BangKachao คือ การคัดแยกขยะตามประเภทแบบง่ายๆ คือ ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋อง ใส่ตะแกรงไว้ ส่วนถุงพลาสติก ก็ใช้ “ลวดพระทำ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเก็บขยะแบบง่ายๆจากไอเดียของท่านเจ้าอาวาสวัดจากแดง พอได้จำนวนมากพอก็นำไปบริจาคที่วัด”
“ส่วนในภาคการท่องเที่ยว ในฐานะที่ผมเป็นประธานชมรมท่องเที่ยวในชุมชน ที่ผ่านมา ก็ได้จัดวางถังขยะ โดยแยกสีถังขยะตามขยะแต่ละประเภท เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แยกทิ้งให้ถูกต้อง แต่ก็พบว่านักท่องเที่ยวก็ยังทิ้งขยะกันไม่ถูกถัง เราเลยมาคิดกันว่า ในเมื่อหลักๆเราอยากได้ขวดพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลหรือนำไปถวายวัด ก็ควรแยกที่ทิ้งขยะนี้ออกมาด้วยการนำตระแกรงไปวางให้นักท่องเที่ยวใส่ขยะที่เป็นขวดพลาสติกให้ชัดเจนไปเลย ซึ่งก็ได้ผลดี”
“และยิ่งเมื่อทาง GC และ GPSC ได้เข้ามาร่วมมือกับทางวัดจากแดง ผลิตจีวรจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ก็มีส่วนสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจแยกขยะที่เป็นขวดพลาสติกมากขึ้น เพราะเป็นการทำบุญง่ายๆด้วยขยะที่ทำได้เลย”
“ผมมองว่า ถ้าทุกคนในชุมชนได้รู้ว่าขยะมีค่า สามารถนำไปรีไซเคิลทำอะไรได้มากมาย พวกเขาก็จะมาให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะ เก็บขยะ ทำให้ปริมาณขยะในชุมชนน้อยลง และเมื่อขยะน้อยลงก็ย่อมส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว เพราะแหล่งท่องเที่ยวที่สะอาดปราศจากขยะใครๆก็อยากมาเที่ยวจริงไหมครับ”
จากจุดเริ่มต้น สู่ความยั่งยืน รับฟังบทสรุปความเข้มแข็ง การจัดการขยะของ คุ้งบางกะเจ้า ที่ วัดจากแดง
จากการนำเสนอที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของภาคชุมชน ประชาชน และโรงเรียน ต่างมีจุดเกาะเกี่ยวในเรื่องของการคัดแยกขยะอยู่ที่ วัดจากแดง ซึ่งจุดเริ่มต้นของการจัดกิจกรรมและรณรงค์เรื่องการแยกขยะ มาจากโครงการของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เล็งเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจชุมชน หากวัดเป็นต้นแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ย่อมทำให้ประชาชนในชุมชนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาการส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด มาตั้งแต่ปี 2557

พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง คุ้งบางกระเจ้า จ.สมุทรปราการ ได้บอกเล่าเพิ่มเติมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานด้านจัดการขยะ และ โครงการ OUR Khung BangKachao ว่า
“ที่วัดจากแดงของเรามีการพัฒนาโครงการมากมายเกี่ยวกับการจัดการขยะ ก็เพราะที่ผ่านมาทางวัดประสบปัญหาเรื่องขยะ อาตมาขอแบ่งออกเป็น ขยะมีชีวิต และขยะไม่มีชีวิต สำหรับขยะมีชีวิต ก็คือ สุนัข แมว ที่ประชาชนนำมาปล่อยที่วัด ซึ่งแต่ก่อนมีเยอะมากถึงเกือบ 300 ตัว เดินไปในวัดก็มีแต่อุจจาระสัตว์เหล่านี้ ส่งกลิ่นเหม็นมาก”

“ต่อมาทางวัดก็จัดการโดยการนำไปเลี้ยงรวมกันในที่ที่ไกลชุมชน ทำหมัน และดูแล ฝึกฝนให้เขาแสนรู้ จากนั้นค่อยบอกบุญญาติโยมให้รับอุปการะไปเลี้ยง อย่าง สุนัข ก็มีหลายตัวที่ชาวบ้านขอไปเฝ้าสวน ก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่อง ขยะมีชีวิต ไปได้”
“ส่วน ขยะไม่มีชีวิต แต่ก่อน เราประสบปัญหาว่ามีขยะจากบ้านเรือน จากคนที่เอามาทิ้งลงแม่น้ำ และขยะก็ไหลมารวมกันอยู่ตรงท่าน้ำด้านหลังวัดจำนวนมาก เคยเก็บได้ถึงวันละ 2 ตัน และขยะของทางวัดเอง ก็เกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 50-60 กิโลกรัม ถ้าช่วงไหนจัดงานก็เพิ่มขึ้นไปถึง 100 กิโลกรัมได้เลย”
“ในช่วงหลายปีก่อน อาตมาก็พยายามนำขยะนี้มาแปรรูปเป็นน้ำมันด้วยเครื่องผลิตน้ำมันจากขยะ โดยขยะ 20 กิโลกรัม สามารถนำมาผลิตน้ำมันได้ 1 ลิตร จากนั้นก็หาวิธีจัดการขยะหลายๆประเภทมาเรื่อยๆ อย่างการนำขยะเปียกมาทำปุ๋ย และทำก๊าซชีวภาพใช้หุงต้มอาหาร”
“และล่าสุด จากการที่ทางวัดมีการคัดแยกขยะรีไซเคิล จำพวก ขวดพลาสติก ฉลากพลาสติก เพื่อให้ง่ายต่อการหมุนเวียนกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทางวัดก็ได้นำขยะรีไซเคิลไปต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ อย่าง ผ้าไตรจีวรที่ใช้ห่มทำกิจของสงฆ์ในวัด ซึ่งทำมาจากขยะขวดพลาสติก 60 ใบ ส่วนผ้าจีวรทำมาจากขวดพลาสติก 15 ใบ โดยการผลิตจีวรจากขวดพลาสติกนี้ เราได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC”
“โดยทางวัดมีส่วนเป็นผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์จีวรจากขวดพลาสติก ใน ต้นน้ำ นั่นคือ รวบรวมขยะที่เป็นขวดพลาสติก เพื่อส่งให้ทาง GC ที่รับหน้าที่เป็นส่วน กลางน้ำ ที่นำขวดที่ได้มาแปรรูปเป็นโพลีเอสเตอร์ เพื่อนำไปปั่นเป็นเส้นใยสำเร็จรูปเพื่อนำสู่กระบวนการทอเป็นผ้า ส่วน ปลายน้ำ ผ้าผืนที่ทอจากเส้นใยพลาสติก ก็จะถูกส่งกลับมาที่วัดให้กลุ่มชาวบ้านที่มีความรู้มาตัดเย็บบเป็นผ้าจีวรและผ้าไตรจีวร ที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ด้วย”
สำหรับคุณสมบัติของผ้าไตรจีวรและจีวรที่ทอขึ้นจากเส้นใยพลาสติกนี้ ช่วยลดแบคทีเรีย ความอับชื้นได้ด้วย เพราะถักทอด้วยเส้นใย Recycled Polyesther Zinc ผสมกับเส้นใย Cotton พิเศษ ทำให้ได้ผ้าที่มีคุณภาพสูง ไม่ร้อน เนื้อนิ่ม แห้งเร็ว ด้วย ซึ่งองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมสิ่งทอนี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC นั่นเอง

“อาตมามองว่า การจัดการขยะในชุมชน ด้วยการนำแนวคิดสร้างนวัตกรรมใหม่มาประยุกต์ใช้นั้น เป็นกุศลโลบายที่ดี ที่ช่วยต่อยอดให้ญาติโยมรู้ถึงคุณค่าของขยะ ว่าขยะทุกชนิดถ้านำมาคัดแยกและบริหารจัดการที่ดี ย่อมสามารถรีไซเคิลให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้”
การจัดการขยะที่ดี เริ่มต้นได้ง่ายๆที่ตัวคุณ ไปรับรู้วิธีการจัดการขยะแบบทำง่าย ได้ผลจริง กันต่อ
เรียนรู้และลงมือทำตาม ‘หลัก 7R’ จัดการ ขยะช่วงวิกฤตโควิด ได้จริง













