Wednesday, August 26, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.311

‘บิ๊กตู่’ ชวนแอฟริกาใต้ลงทุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในอีอีซี

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2563 นายเจฟฟรีย์ ควินตัน มิตเชลล์ ดอยจ์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญว่า เอกอัครราชทูตฯขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด พร้อมทั้งยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้ ตลอดจนเห็นพ้องว่าทั้งสองฝ่ายควรเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น ทั้งในด้านการค้าการลงทุน การเกษตรและสาธารณสุข นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฯ ชื่นชมนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแอฟริกาใต้พร้อมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ดังกล่าวกับไทย ด้านนายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลแอฟริกาใต้ที่อำนวยความสะดวกส่งชาวไทยเดินทางกลับประเทศในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยืนยันไทยพร้อมแลกเปลี่ยนร่วมมือกับแอฟริกาใต้เพื่อผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวไปด้วยกัน ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเป็นประตูเชื่อมภูมิภาคให้แก่กันและกันได้ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักลงทุนจากแอฟริกาใต้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในสาขาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการลงทุน และไทยพร้อมสนับสนุนให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในแอฟริกาใต้มากขึ้นเช่นกัน

‘สุริยะ’ หนุนสร้างคลังน้ำมันแห่งใหม่ในมาบตาพุด เสริมแกร่งพลังงานแห่งภูมิภาค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการคลังน้ำมันและท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิง (NFCT Fuel Tank Farm Project) ของบริษัท เอ็นเอฟซีที จำกัด ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยระบุว่าโครงการฯดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การลงทุน เพื่อสร้างโครงข่ายการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์สมบูรณ์เชื่อมโยง 3 ระบบ ทั้งระบบถนน ระบบราง เรือ และอากาศ โดยเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและเปิดโอกาสให้มีการค้าน้ำมันในระดับภูมิภาค เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคต่อไปในอนาคต  อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริมนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว มูลค่าการลงทุนรวมโครงการฯอยู่ที่ประมาณ 2,570 ล้านบาท หรือ ประมาณ 83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2564

ผุด TOYOTA Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลแห่งแรกนอกญี่ปุ่นรับสังคมไร้เงินสด

มร.อากิฮิโระ ฟุคุโตเมะ
มร.อากิฮิโระ ฟุคุโตเมะ ซีอีโอ บริษัท โตโยต้า ไฟแนนเชี่ยล เซอร์วิส คอร์ปอเรชั่น กล่าวในนามของโตโยต้า ไฟแนนเชี่ยลเซอร์วิสฯ ประเทศญี่ปุ่น ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและการบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าและสนับสนุนการขายรถยนต์โตโยต้าทั่วโลก มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำ TOYOTA Wallet แก่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกประเทศญี่ปุ่น กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถใช้ได้ทั้งโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ร้านค้าทั่วไปและร้านค้าออนไลน์ พร้อมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเพื่อเติมเงิน เพียงมีบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์และแอพพลิเคชั่น SCB Easy นับเป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในฐานะผู้นำการให้บริการที่เรียบง่ายแต่ปลอดภัยสำหรับทุกการใช้จ่าย ในอนาคตยังจะพัฒนาฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มเติมเพื่อให้ TOYOYA Wallet เป็นมากกว่าช่องทางการชำระเงิน โดยจะร่วมมือกับผู้ให้บริการภายในประเทศ เพื่อที่จะนำเสนอการบริการที่ทุกคนชื่นชอบ สำหรับวันนี้เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของโตโยต้า ซึ่ง TOYOTA Wallet มีเป้าหมายไปสู่การเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่สามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกประเทศทั่วโลก หวังว่าทุกคนจะเพลิดเพลินกับการใช้จ่ายได้อย่างอิสระผ่าน TOYOTAWallet และติดตามการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

‘เดอะ แพลทินั่ม’ ยกระดับ SMEs สู่ความสำเร็จด้วยวิถีการค้ายุคใหม่ 

วิกฤต COVID-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความเข้มแข็งและเสริมศักยภาพด้านการตลาด ศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ จึงจัดกิจกรรมฝึกอบรม “Digital Marketing Training : Live ยังไงให้ขายได้” ภายใต้โครงการ The Platinum Fashion Mall  Empowering SMEs เพื่อยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจของผู้ประกอบการให้สามารถใช้เครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ (Digital Tools) ตลอดจนขยายช่องทางการตลาดมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตคอนเทนท์ออนไลน์  อ.วรางคณา จำปาทอง คุณนันท์ชวัล กิตติวรสวัสดิ์ (ยุ้ย) แม่ค้าออนไลน์ เจ้าของเพจ “ยุ้ยที่รักขาค่ะ” และคณะทำงานมากประสบการณ์ ร่วมให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังความกล้าให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เช่น การค้นหาตัวตน เอกลักษณ์จุดเด่นสินค้า พร้อมเทคนิคการถ่ายภาพและนำเสนออย่างไรให้ปังปุริเย่ การฝึกเป็นพิธีกรแนะนำสินค้า-ร้านค้าของตนเอง การค้นหาช่องทางการขายออนไลน์ที่เหมาะสม โดยเน้นการนำไปใช้ได้จริง ประหยัดต้นทุน เพื่อมาส่งเสริมกับช่องทางการขายออฟไลน์หน้าร้าน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

G20 ชูเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมเสาหลักใหม่ของโลก

รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 และนานาประเทศ ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมและพบปะพูดคุยกันทุกปีในการประชุม G20 ซึ่งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี เพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม โดยเน้นไปที่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรองรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการช่วยให้เข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น ขณะที่การประชุมเชิงวัฒนธรรมระดับสูงที่มีซาอุดีอาระเบียในฐานะประธาน G20 เป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นว่ามีความเชื่อร่วมกันว่า วัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ เจ้าชายบาดร์ บิน อับดุลเลาะห์ บิน ฟาร์ฮัน อัล ซาอุด รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมซาอุดีอาระเบีย กล่าวในพิธีปิดการประชุมว่า “เรามีความรับผิดชอบร่วมกันในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง ตลอดจนสร้างสรรค์และเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน” แม้ว่าโรคระบาดจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก แต่เรายังคงติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด และแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังคงเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ออนไลน์ ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน “ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ คุณค่าอันเป็นสากลของวัฒนธรรมจะเป็นรากฐานในการฟื้นฟูโลกของเราขึ้นใหม่อีกครั้ง” ดาริโอ ฟรานเซสชินี รัฐมนตรีกระทรวงมรดกทางวัฒนธรรม กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของอิตาลี และประธานร่วมของการประชุมครั้งปฐมฤกษ์กล่าว  ยูเนสโกคาดการณ์ว่ารายได้ต่อปีของอุตสาหรรมเชิงวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์จะอยู่ที่ราว 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ และมูลค่าการส่งออกจะทะลุ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ อุตสาหกรรมนี้มีบุคลากรเกือบ 30 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของจีดีพีโลกในอนาคตอันใกล้นี้