1 จังหวัด 1 หลักสูตร ระบบการศึกษาแนวใหม่

นับเป็นอีกยุคที่ระบบการศึกษาไทยน่าจับตามองถึงการเปลี่ยนแปลง จนอาจกล่าวได้ว่าถ้าทำได้จริงก็ถือเป็นการปฏิรูปขนานใหญ่ นั่นคือการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่


จากเดิมที่หลักสูตรการเรียนการสอนออกแบบเหมือนกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ภาคไหน ก็เรียนหลักสูตรเดียวกัน นำมาสู่คำถามว่านั่นคือรูปแบบที่ถูกต้องจริงหรือ
หลักสูตรที่เหมาะกับจังหวัดขอนแก่น อาจไม่เหมาะกับบริบทของพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แนวคิดการออกแบบหลักสูตรรูปแบบใหม่มีการพูดคุยกันมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กระทั่ง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในโอกาสมอบนโยบายให้กับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต หลายคนฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
โดย รมว.ศธ.ได้แจกแจงให้เห็นทิศทางการศึกษาไทยว่ามาถึงช่วงที่จะต้องปฏิรูปกันขนานใหญ่ การศึกษาไทยจะต้องยกระดับการพัฒนาแบบยกกำลังสองในทุกมิติ เพื่อให้มีสถานศึกษาที่มีคุณภาพทั้งบุคลากรที่ทำหน้าที่บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์ผู้สอน เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพที่ดีออกสู่สังคม
ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเลิกคำนึงถึงปริมาณผู้เรียนเพื่อหวังผลทางงบประมาณ เพราะต่อไปนี้กระทรวงศึกษาธิการจะจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นที่แท้จริง
หากสถานศึกษาจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณเพื่อกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แม้จำนวนผู้เรียนในสถานศึกษานั้นจะมีไม่มากก็สามารถจัดทำงบประมาณเสนอได้ เพราะการใช้จ่ายงบประมาณทางการศึกษาคือการลงทุนของประเทศ
ในส่วนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะต้องกำหนดให้ทุกสถาบันหาจุดเด่นของตน ต้องกล้าที่จะยุบสาขาวิชาที่ไม่ถนัดเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการจัดการ แล้วไปมุ่งพัฒนาการสอนในสาขาที่ชำนาญเพื่อให้สถานศึกษาแต่ละแห่งก้าวสู่การเป็น ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ (Excellence Center) ในแต่ละด้าน

1 จังหวัด 1 หลักสูตร

“การศึกษายุคใหม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เมื่อสถานศึกษาพัฒนาจนเข้มแข็ง มีความโดดเด่น ผลิตผู้จบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จำนวนผู้เรียนก็จะเพิ่มขึ้นเอง” รมว.ศธ. กล่าว

พร้อมกับย้ำว่าได้หารือเรื่องนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว
เบื้องต้นนายกฯ เห็นด้วยกับแนวทางนี้  
เริ่มต้นด้วยแผนการจัดการศึกษาระดับจังหวัด
หยิบวิถีชีวิต ความโดดเด่น ความต้องการแรงงานในพื้นที่มาเป็นโจทย์ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อยกระดับรายได้จังหวัดจากการศึกษาให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงศึกษาฯ
“การศึกษาที่มีคุณภาพไม่ควรเป็นการตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนกัน เพราะบริบทของพื้นที่แต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน ภูเก็ตพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถึงร้อยละ 97 แต่ขณะที่การเรียนการสอนของโรงเรียนภายในจังหวัดภูเก็ตกับโรงเรียนในภาคอีสานก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน สอนเนื้อหาเดียวกัน ดังนั้นต่อจากนี้ไประบบการศึกษาในพื้นที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ เน้นการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ของจังหวัดตามภาคธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งแผนการดำเนินการในเรื่องนี้จะถูกเชื่อมโยงไปถึงการวางแผนการจัดทำคำของบประมาณปี 2565 ด้วย”

1 จังหวัด 1 หลักสูตร

สำหรับแผนยกระดับจังหวัดด้วยการศึกษานั้นจะเป็นแผนงานที่ผสมผสานการศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงอาชีวศึกษา
อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนสนใจคือการออกแบบหลักสูตรเนื้อหา จะมีการปลดล็อกและเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาเนื้อหาร่วมกับสถาบันการศึกษาได้
เพื่อให้นักเรียน ครู และผู้บริหารทางการศึกษามีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและตลอดเวลาผ่านแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP)

“การประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในฐานะที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาอาชีพนั้นๆ เพื่อจะได้ประสบการณ์จากผู้ชำนาญที่เป็นตัวจริงเสียงจริงมาสู่สถานศึกษาอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต” รมว.ศธ.กล่าว

พร้อมปิดท้ายว่า นอกจากการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าวแล้ว ยังจัดทำ “คู่มือมาตรฐานโรงเรียน” เพื่อกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องมีพื้นฐานมาตรฐานที่จำเป็นเหมือนกันหมด 
ถือเป็นนโยบายที่ท้าทายและชวนติดตามว่าจะประความสำเร็จหรือไม่!!