
ตั้งเป้าปีหน้าลงทุนอีอีซี 3 แสนล้าน 9 เดือนออกบัตรส่งเสริมพุ่ง 47%

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ว่า เป้าหมายปี 2564 ต้องการให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยต้องการให้เร่งเดินหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง และนำเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดอีอีซีเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านการลงทุนในสิ้นปีนี้ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซีรองรับการลงทุนในอนาคต โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) มีโครงการขอรับการส่งเสริมในอีอีซีช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 63) จำนวน 313 โครงการมูลค่ารวม 109,430 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากพิจารณาจากตัวเลขออกบัตรส่งเสริม 9 เดือนอยู่ที่ 309 โครงการ เพิ่มขึ้น 16% คิดเป็นมูลค่าลงทุน 185,000 ล้านบาท เพิ่ม 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความคืบหน้าแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อีอีซีมีการยกระดับเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ผลผลิตสูงขึ้น การผลิตเวชสำอางจากผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาการปลูกผักอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพิ่มความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรเข้าถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพิ่มรายได้เทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ รวมถึงจะมีการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออกอีกด้วย

ดิจิทัลคอนเทนต์ปี 62 แตะ 3.1 หมื่นล้าน ตลาดเกมกินส่วนแบ่ง 80%

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และสถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจมูลค่าดิจิทัลคอนเทนต์และบิ๊กดาต้าของปี 2561-2562 ในประเทศไทย ครอบคลุมสามสาขาหลักได้แก่ อุตสาหกรรมแอนิเมชัน อุตสาหกรรมเกม อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ และบิ๊กดาต้า ภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยปี 2562 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.51% คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรม 31,080 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปี 2561 ที่ 27,873 ล้านบาท และ 25,040 ล้านบาทในปี 2560 โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยปีก่อนเติบโตมาจากตลาดเกมที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดที่ 15.96% คิดเป็นมูลค่า 25,440 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยหนุนมาจากการเปิดตัวเกมใหม่ของผู้ประกอบการไทย และคนไทยนิยมเล่นเกมไทยมากขึ้น ประกอบกับสมาร์ทโฟนรุ่นพื้นฐานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและจูงใจต่อการเล่นเกม ขณะที่ตลาดแอนิเมชันหดตัวเฉลี่ย 6.53% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3,494 ล้านบาท เนื่องจากความนิยมของประชาชนที่เปลี่ยนจากการชมเพย์ทีวีและฟรีทีวีในประเทศไปเป็นสตรีมมิงต่างประเทศ ซึ่งสถิติรายได้จากบริการสตรีมมิงบางส่วนไม่ถูกรวมในการสำรวจ เช่นเดียวกับตลาดคาแรคเตอร์ที่หดตัว 2.32% มีมูลค่ารวม 2,146 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดคาแรคเตอร์มาจากความนิยมสติ๊กเกอร์ LINE ลดลง ในส่วนของอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าไทยปี 2562 พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.64% คิดเป็นมูลค่า 13,177 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 12,129 ล้านบาทในปี 2561 โดยตลาดที่มีเม็ดเงินสะพัดมากที่สุดคือ ส่วนบริการและส่วนซอฟท์แวร์-ฮาร์ดแวร์ สำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ลดลง 12.04% เหลือ 5,021 คน จาก 5,708 คนในปี 2561 เพราะรูปแบบการจ้างงานในปัจจุบันผู้ประกอบการนิยมเอาส์ซอร์สงานทดแทนการจ้างพนักงานประจำเพื่อลดภาระต้นทุนคงที่

“คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน” ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค. ฟื้นตัว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. 2563 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. 2563 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 43.9 เพิ่มขึ้นจาก 42.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำอยู่ที่ 49.0 เพิ่มขึ้นจาก 48.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 59.9 เพิ่มขึ้นจาก 59.4 ซึ่งการที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นเพราะได้รับผลดีจากรัฐบาลออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ในด้านการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกัน ประกอบกับราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงในด้านจิตวิทยาเชิงบวก แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศค่อนข้างมาก ทั้งนี้ คาดว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างน้อยไปจนถึงไตรมาสที่ 4 เพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ว่าจะสามารถคลี่คลายตัวลงได้มากน้อยอย่างไร

2 สตาร์ทอัพเลือดใหม่เปิดประตูโอทอปเกษตรโตในตลาดออนไลน์
Herbs Starter
Find Foodสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA แนะนำ 2 สตาร์ทอัพที่พร้อมจะติดเขี้ยวเล็บใหม่ให้กับเกษตรกรไทยคือ “Herbs Starter” แพลตฟอร์มที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรอย่างครบวงจร เป็นแพลตฟอร์มที่ต่อยอดจาก “Hub of Herbs” ซึ่งเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศให้สามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยน แปรรูปสินค้าได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น จึงได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ทำให้พบปัญหาของเกษตรกรที่แตกต่างกันออกไป เกษตรกรบางรายต้องการแปรรูปวัตถุดิบที่มีอยู่ บางรายต้องการขายแค่วัตถุดิบ หรือบางรายต้องการขยายตลาดให้สามารถขายสินค้าทางการเกษตรให้ได้มากขึ้น ดังนั้น “Herbs Starter” จึงวางรูปแบบบริการไว้ 4 ด้าน คือ การประเมินศักยภาพและความพร้อมในการทำธุรกิจ การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำข้อมูลและสร้างเรื่องราวของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ และการตลาดทั้งโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เกษตรกรต้องการ ผ่านเครือข่ายและพันธมิตรในรูปแบบต่างๆ ซึ่งนอกจากจะใช้นวัตกรรมด้านการสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์เรื่องราวให้แก่สินค้าเกษตรกรและชุมชนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ในชุมชน ซึ่งเป็นการต่อยอดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรในพื้นที่ต่างจังหวัดได้ค่อนข้างมาก อีกหนึ่งนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้นนั่นคือ “Find Food” แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มาพร้อมกับแนวคิด “วัตถุดิบต้นทาง ราคาต้นทุน” เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ต่อยอดมาจากการทำนวัตกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชน เนื่องจากในช่วงที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถพานักท่องเที่ยวลงพื้นที่ได้เหมือนที่ผ่านมา จึงมานั่งคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้เกิดขึ้น และพบว่าช่วงนั้นมะม่วงและลิ้นจี่ของชุมชนที่เคยร่วมงานด้วยไม่สามารถขายได้ ทางบริษัทเลยระดมสมองกันและเกิดไอเดียในการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะเข้ามาช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร ดังนั้น จึงเริ่มทำเพจเฟซบุ๊ก “Find Food วัตถุดิบต้นทาง ราคาต้นทุน” และเริ่มติดต่อไปยังชุมชนในต่างจังหวัดเพื่อค้นหาสินค้าเกษตรท้องถิ่นมาจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เน้นขายสินค้าทางการเกษตรที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมเกษตรกรแบบยั่งยืน

จีนเผยโฉม ‘ฟลายอิงบอร์ดไอพ่น’ พามนุษย์ลอยขึ้นเหนือพื้นดินได้ถึง 1 กิโลเมตร
www.xinhuathai.comสำนักข่าวซินหัวระบุ สถาบันเทคโนโลยีจรวดขนส่งแห่งชาติจีน (China Academy of Launch Vehicle Technology – CALT) ซึ่งเป็นหน่วยงานผลิตจรวดชั้นนำของประเทศได้พัฒนาฟลายอิงบอร์ด (flying board) ที่ขับเคลื่อนด้วยไอพ่น สามารถพามนุษย์ลอยขึ้นเหนือพื้นดินได้ถึง 1 กิโลเมตร โดยสถาบันได้เผยแพร่ภาพถ่ายของเครื่องยนต์บินได้ที่มีรูปทรงคล้ายบอร์ดในบัญชีวีแชท พร้อมระบุว่าสิ่งประดิษฐ์ลักษณะนี้ถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในจีน ซึ่งสามารถใช้ปฏิบัติงานทางอากาศ การดับเพลิง การบรรเทาสาธารณภัย การค้นหาและช่วยชีวิต ทั้งยังสามารถทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าแบบไม่ต้องมีพนักงานในกรณีฉุกเฉิน อากาศยานดังกล่าวสามารถรับน้ำหนักได้ 80 กิโลกรัม บินได้เป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร ถูกออกแบบมาให้ลอยเหนือพื้นดินได้ในช่วงความสูง 100 เมตร – 1 กิโลเมตร ภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่าฟลายอิงบอร์ดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตขนาดเล็ก 5 เครื่องที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางบอร์ด โดยเชื้อเพลิงนั้นถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าเป้ ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องสะพายไว้ด้านหลัง และบังคับทิศทางการบินด้วยอุปกรณ์ควบคุมทิศทางและใช้การถ่วงน้ำหนักขณะยืนอยู่บนบอร์ด ทั้งนี้ สถาบันระบุว่าผู้ใช้งานสามารถเติมเชื้อเพลิงระหว่างการเดินทางได้
Post Views: 1,228