ไม่เชื่ออย่าลบหลู่! พึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดันเศรษฐกิจให้โตสวนกระแสวิกฤตอย่างไร ให้ถูกทาง

ด้วยสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความศรัทธา เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นคราใด ผู้คนจึงยังมีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามศาสนาที่นับถือ โดยผู้คนต่างเดินทางไปขอพร ขอโชคลาภ บนบานสานกล่าว กิจกรรมเหล่านี้เองที่มีส่วนช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้ผู้คนเดินทาง จับจ่าย ก่อให้เกิดเงินสะพัดทั่วประเทศ พอบรรเทาความทุกข์ร้อนที่เกิดกับทุกธุรกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้ได้ไม่มากก็น้อย


ไอ่ไข่ฟีเวอร์ บทพิสูจน์ดันเศรษฐกิจให้โตได้ ด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตัวอย่างของความศรัทธาใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยดันเศรษฐกิจให้โตแบบสวนกระแสในช่วงปีที่ผ่านมา ที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ คือ ความศรัทธาของผู้คนทั่วทุกสารทิศ ที่ต่างปักหมุดเดินทางไปนมัสการ ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ที่ว่ากันว่าสร้างรายได้ ทำเงินสะพัดในเมืองคอน หรือจังหวัดนครศรีธรรมราช มหาศาล ผ่านกิจกรรมต่างๆ ต่อไปนี้
นครศรีธรรมราช
ผู้คนทั่วทุกสารทิศที่เดินทางไปนมัสการ ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์
  • เฉพาะแค่ในช่วยวันหยุดยาว 4-7 กันยายน มีเงินสะพัดในจังหวัดนครศรีธรรมราชถึง 800 กว่าล้านบาท
  • จากการเก็บตัวเลขล่าสุดในแต่ละวัน มีผู้คนเดินทางไปวัดเจดีย์มากถึง 8,000 – 10,000 คนต่อวัน
  • มีเที่ยวบิน บินเข้านครศรีธรรมราชมากถึง 50 เที่ยวบินต่อวัน
  • เดิมวัดมีเนื้อที่แค่ 9 ไร่ ด้วยจิตศรัทธา ทำให้ทางวัดขยายพื้นที่ด้วยการซื้อที่ดินเพิ่มเป็น 200 ไร่ ราคาที่เคยอยู่ที่ไร่ละ 1-2 แสน ขยับขึ้นเป็นไร่ละ 2 ล้านกว่าบาท
  • เหรียญทองคำที่ออกมาในปี 2546 ถือเป็นรุ่นที่ 5 ของวัด แต่เป็นรุ่นที่ 1 ของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ตอนนี้ราคาสูงถึง 2 ล้าน 1 แสนบาท ส่วนเหรียญปี 2562 ขึ้นเป็นหลักแสนบาทแล้ว
  • ร้านค้าบริเวณวัดคึกคัก อย่างร้านขายประทัด เดิมคนจะจุดประทัดแก้บนแค่ 1,000 นัด เดี๋ยวนี้ขั้นต่ำจุดเป็นหมื่นนัดขึ้นไป (ประทัด 10,000 นัด ราคา 800 บาท) หรือเคยมีคนใหญ่คนโตมาบนบาน เมื่อสมหวังก็จะมาแก้บนเป็นหลักล้านนัด มีสูงถึง 8 ล้านนัดก็มี
  • ยอดทำบุญทอดกฐินสามัคคี กับ ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2563 สูงถึง 56,552,782.69 บาท
ไม่ใช่แค่ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ เท่านั้น ที่ตัวอย่างของความศรัทธาในยุคที่ต้องพึ่งพา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดันเศรษฐกิจให้โต แต่ที่ผ่านมา ในสังคมไทย ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ที่ยังดึงดูดให้มหาชนเดินทางไปสักการะ ไม่ว่าจะเป็น พญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา ณ วัดป่าคำชะโนด จังหวัดอุดรธานี หรือ หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังมีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้อยู่ไม่เว้นวัน
หลวงพ่อทันใจ
หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่

หรือในอดีตที่ผ่านมา กระแสความนิยม องค์จตุคามรามเทพ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่แสดงให้เห็นว่า ความศรัทธาของคนไทย มีพลังยิ่งใหญ่ ทั้งสร้างงาน สร้างอาชีพให้ผู้คน และดันเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังซบเซาให้ฟื้นคืนชีพขึ้นได้อย่างอัศจรรย์


เผยผลสำรวจ คนไทยใช้จ่ายเพื่อทำบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มากแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ การจะสรุปว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโต โดยยืมมือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาของผู้คน จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ ทว่า ต้องอาศัยการวางแนวทางส่งเสริมที่เหมาะสม มีความพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป มิเช่นนั้นเท่ากับว่า เป็นการสนับสนุนให้ผู้คนงมงายโดยไม่ได้ตั้งใจ
ด้วยเหตุนี้ ทาง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) จึงได้สำรวจพฤติกรรมและความเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศว่า มีการใช้จ่ายไปในการทำบุญหรือในการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นหรือน้อยลง และใช้จ่ายในเรื่องใด โดยเฉพาะในช่วงที่เรายังคงต้องต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 อยู่ พร้อมให้คำแนะนำในการส่งเสริมการตลาดในด้านนี้ให้ถูกวิธี เหมาะสม และพอดี
พิมพ์ชนก วอนขอพร
พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า
“จากการที่ความเชื่อและศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะหากเกิดปัญหาหรือเครียด คนไทยก็มักจะหันหน้าเข้าวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาของตนเพื่อขอพรและโชคลาภ ดังที่เราเห็นข่าวเรื่องการบนขอหวยและการแก้บนเพิ่มขึ้นมากในสื่อต่างๆ ซึ่งเชื่อว่ามีเงินสะพัดในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากในหลายจังหวัด”
“สนค. จึงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและความเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศว่า มีการใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้นหรือน้อยลง และใช้จ่ายในเรื่องใด โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโควิด-19 ยังคงอยู่”

โดยการสำรวจได้ทำขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2563 สนค. กับผู้บริโภคในทุกอำเภอทั่วไทย รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,904 คน เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พบว่า
การเดินทางไปทำบุญ-ขอพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตอบว่า เท่าเดิม ร้อยละ 44.98 รองลงมา คือ ลดลง ร้อยละ 43.95 และเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 11.07 เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 ที่เป็นปัจจัยลบต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว
วัตถุประสงค์ 3 อันดับแรก ในการทำบุญไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในชีวิต (ร้อยละ 42.42) ขอโชคลาภ/เงินทอง (ร้อยละ 29.64) ขอเรื่องการงาน – ธุรกิจ (ร้อยละ 10.95)

สิ่งศักดิ์สิทธิ์

รายได้และการงาน เป็นตัวแปรหลักของการทำบุญ ที่ต้องคำนึงด้วยว่าสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันหรือไม่ ผลการสำรวจค่าใช้จ่ายในการทำบุญแต่ละครั้ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.72 มีค่าใช้จ่ายต่อสถานที่ โดยเฉลี่ย 100 – 200 บาท รองลงมา คือ น้อยกว่า 100 บาท ร้อยละ 24.57 ดังนั้น ประชาชนกว่าร้อยละ 70 ทำบุญครั้งละไม่เกิน 200 บาท คนทำบุญส่วนใหญ่จะเป็นผู้ไม่มีงานทำ และนักเรียน นักศึกษา ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินกว่า 200 บาทขึ้นไป ส่วนมากเป็นกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐ และนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ
การทำบุญส่วนใหญ่เป็นการบริจาคตู้ทำบุญ ถึงร้อยละ 47.58 รองลงมา คือ การถวายสังฆทาน ร้อยละ 39.46
กิจกรรมความเชื่อที่ประชาชนส่วนใหญ่นิยมทำควบคู่ไปกับการทำบุญ 3 อันดับแรก ได้แก่ การดูชะตาราศี (เช่น วัน เดือน ปีเกิด) ร้อยละ 54.13 ดูลายมือ ร้อยละ 20.94 และดูไพ่ยิปซี ร้อยละ 12.23

ต่อมา พิมพ์ชนก อธิบายเพิ่มเติมว่า “จากผลการสำรวจในครั้งนี้ สนค. ประมาณการว่า การเดินทางไปทำบุญของประชาชนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบได้ประมาณ 10,800 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 0.36 ต่อมูลค่าการท่องเที่ยวรวมของไทย (ปี 2562)”
การเดินทางไปทำบุญของประชาชน

“ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ และมีโอกาสต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศควบคู่ไปกับภาคบริการการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะมีมูลค่าโดยรวมแล้วยังสามารถช่วยให้เกิดการกระจายรายได้เชิงพื้นที่ได้อย่างดี เนื่องจากศาสนสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของไทยมีอยู่กระจายทั่วทุกจังหวัด”

“ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ และการเก็บข้อมูลที่แม่นยำและต่อเนื่อง รวมทั้งการดูแลสถานที่เหล่านี้ให้คงสภาพดีและมีความสอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว จะสามารถสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในสาขานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านศาสนาและความเชื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีความระมัดระวังในการกำหนดมาตรการนโยบายให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงบริบทความเชื่อและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและบิดเบือนข้อเท็จจริงที่อาจเกิดขึ้นได้”
องค์จตุคามรามเทพ
องค์จตุคามรามเทพ
โดยบทสรุปนี้ มีข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผู้คนในสังคมไทย มีความศรัทธาใน องค์จตุคามรามเทพ จนกลายเป็นวัตถุมงคลที่มีราคาแพงสูงลิ่ว ทว่า กระแสความนิยมในองค์จตุคามฯ ก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งในกรณีนี้มีผู้วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุของความเสื่อมศรัทธาในองค์จตุคามรามเทพ ก็เพราะในเวลานั้นมีแต่คนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จนเกิดความโลภ และมีการทะเลาะแบะแว้งกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างองค์จตุคามฯ นี้เอง
ในตอนนั้นหลายคนอ้างว่าสร้างองค์จตุคามฯเพื่อการกุศล สร้างสาธารณประโยชน์ แต่เอาเข้าจริง ความโลภกลับบังตา คนเหล่านี้ไม่ได้ทำตามที่บอกไว้ จนเกิดความขัดแย้งในเครือข่ายกันเอง แรงศรัทธาต่อองค์จตุคามฯ จึงหายไปอย่างรวดเร็ว
บทเรียนจึงย้ำให้รู้ว่า ศรัทธา เป็นของที่เกิดขึ้นได้ ก็ดับลงได้ และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น การจะรักษากระแสความศรัทธา เพื่อทำให้ธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดำเนินต่อไปได้บนทางสายกลางนั้น จึงต้องอาศัยความดี ศีลธรรม เป็นที่ตั้งด้วย

ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “พาณิชย์เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์” เผยแพร่ใน Facebook : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

รู้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ในทุกมิติ ผ่านบทความต่อไปนี้ 

11 ความจริง รู้ถึงแก่นแท้การตลาดของ มหกรรมช้อปออนไลน์หยุดโลก ‘วันคนโสด 11.11’

วิถีการค้าใหม่ ยุค Post-covid ต้องปรับกลยุทธ์ ตีตลาด Local Economy เศรษฐกิจฐานราก ให้ได้

กรณีศึกษา Co-working space : WeWork ยังเวิร์กอยู่ไหม ในยุคที่ใครๆ ก็ Work from Home

Previous articleพัฒนาพื้นที่ 1 ล้านไร่รองรับการลงทุนหลังโควิด
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.317
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์