NEWS DIGESTสาลิกาคาบข่าว Vol.319By salika - November 14, 2020FacebookXPinterestLINE WHO ทึ่งสาธารณสุขไทยคุมโควิดติดเชื้อน้อยกว่า 4 พันคนนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ชื่นชมบทบาทการเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีไทย รวมทั้งการทำงานด้านสาธารณสุขของไทยในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกได้กล่าวในพิธีปิดการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 73 (World Health Assembly 2020) ขอบคุณประเทศไทยที่สนับสนุนการทำงานขององค์การอนามัยโลก และชื่นชมประเทศไทยที่เป็นตัวอย่าง ต้นแบบของการประสบความสำเร็จในการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐและภาคประชาสังคมต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้จะยังไม่มีวัคซีน ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่มีการรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 นอกจากจีน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยซึ่งมีประชากรกว่า 70 ล้านคน และเป็นประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าประชากรหนาแน่นแห่งหนึ่งของโลก กลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 4 พันคน และผู้เสียชีวิตมีเพียง 60 คน ซึ่งความสำเร็จของไทยนี้ไม่ใช่เรื่องความบังเอิญ แต่เป็นเพราะการดำเนินนโยบายของไทยอย่างจริงจัง และตลอด 40 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ลงทุนในโครงสร้างทางด้านสาธารณสุข เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้กับโรคภัยตามหลักการของสาธารณสุขสากลสธ. ผุด “WOW” เขตสุขภาพแบบเบ็ดเสร็จ นำร่อง “นครชัยบุรินทร์”นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของเขตสุขภาพที่ 9 นครชัยบุรินทร์ ว่า คอนเซ็ปต์ “WOW” คือ W : Wellness ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี O : Outstanding แนวคิดและวิธีการดำเนินงานที่โดดเด่น W : Work Force ประกอบด้วย 6 เรื่อง ได้แก่ 1. ระบบบริการระดับปฐมภูมิ : เน้น 3 หมอต่อครอบครัว พัฒนาการศักยภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล คลินิกหมอครอบครัวเขตเมือง 2. ระบบบริการระดับทุติยภูมิ : เพิ่มเตียงรับผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤต พัฒนาห้องผ่าตัด ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ปรับโฉมโรงพยาบาลชุมชนเป็น Smart Hospital และยกระดับการบริการในโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่าย 3. ระบบบริการระดับตติยภูมิ : ลดความแออัดโรงพยาบาลทั่วไป, ยกระดับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 4. ระบบเทคโนโลยี ใช้ Tele Medicine และเชื่อมฐานข้อมูลอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.),รพ.สต.,โรงพยาบาลชุมชน (รพช.), โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) และโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) รองรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ มีระบบ Telehealth ดูแลสุขภาพประชาชนทางไกลในชุมชน และใช้แอปพลิเคชัน R9 Health Buddy สนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน 5. บุคลากร : ผลิตบุคลากรด้านกัญชาทางการแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และศูนย์แพทยศาสตรศึกษา 4 จังหวัด สามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางด้านต่างๆ 6. การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ : เพิ่มผลิตผลทางการเกษตรเพื่ออาหารปลอดภัย แหล่งผลิตกัญชาทางการแพทย์ การผลิตไพล/ขมิ้นชัน ต่อยอดนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ และสร้าง Wellness Center ระดับจังหวัด ทั้ง 6 ด้านถือเป็นก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ลดแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ โดยเรื่องแรกที่เร่งรัดดำเนินการคือนโยบาย 30 รักษาทุกที่ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับประชาชน ไม่ต้องออกไปรักษานอกเขตสุขภาพ ปตท. ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ “DJSI” ต่อเนื่องปีที่ 9นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) ประจำปี 2563 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) โดยได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated (OGX) นำมาซึ่งความภาคภูมิใจขององค์กรและประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการท่ามกลางช่วงเวลาที่ท้าทาย และการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ ปตท. ตามแนวคิด “Powering Thailand’s Transformation” ในการสร้างความเข้มแข็งด้านพลังงานพร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (จีซี) ยังได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท โดย ไทยออยล์ ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Refining & Marketing (OGR) และ จีซี ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Chemicals (CHM) อีกด้วย“กาแฟดอยตุง” ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคม ขึ้นทะเบียน GI ในกัมพูชานายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งผลักดันเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสในตลาดต่างประเทศให้กับชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศถึง 6 รายการ ครอบคลุมกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ ประเทศในสหภาพยุโรป (EU) อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และล่าสุดสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญากัมพูชาได้ประกาศรับขึ้นทะเบียน “กาแฟดอยตุง” เป็นสินค้า GI ในกัมพูชา คาดช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายธุรกิจไปยังประเทศกัมพูชา ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในกัมพูชาที่จะได้ดื่มกาแฟดีมีคุณภาพอย่างกาแฟดอยตุง อนาคตเตรียมเปิดตลาดในญี่ปุ่น พร้อมเดินหน้ายื่นคำขอ GI ในญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา หากขึ้นทะเบียน GI สำเร็จจะเป็นการขยายตลาดส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งต่อไป สำหรับกาแฟดอยตุงเป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิกาลูกผสม ปลูกในพื้นที่ป่าเขียวชอุ่มในโครงการพัฒนาดอยตุงบนเทือกเขานางนอน จังหวัดเชียงราย ที่ระดับความสูง 800 ถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากปัจจัยดังกล่าวทำให้กาแฟดอยตุงมีรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นหอมหวานจากผลไม้ มีรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่เปรี้ยวจัด มีเนื้อสัมผัสและรสชาติกำลังดี จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักดื่มกาแฟและมีผู้สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟดอยตุงเพื่อนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นต้นแบบของธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนทีมไบเดนแจงไม่มีแผนล็อกดาวน์ทั่วสหรัฐ แม้ยอดติดโควิดรายวันพุ่งทำนิวไฮสำนักข่าวอินโฟเควทส์ รายงาน วิเวค เมอร์ธี ที่ปรึกษาด้านโรคโควิด-19 ของโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ระบุว่ามาตรการจำกัดต่างๆ จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้ว่ายอดติดเชื้อโควิดรายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 167,000 รายต่อวันซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ก็ตาม รัฐต่างๆ ในสหรัฐได้กำหนดมาตรการควบคุมโควิดอีกครั้ง ขณะที่ดร.แอนโทนี ฟอซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ และเป็นนายแพทย์ใหญ่ของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุมโรคโควิด-19 ของทำเนียบขาวได้แนะนำให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยในการพบปะกันในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าของปีนี้ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ย. 2563 นอกจากนี้ ดร.ฟอซียังคงแนะนำให้ชาวสหรัฐดำเนินมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม, หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ เขากล่าวว่า “หลักการด้านสาธารณสุขจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลชุดเก่า” ทั้งนี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย, โอเรกอน และวอชิงตัน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกรัฐ เนื่องจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแสดงความวิตกว่าการเดินทางในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าจะยิ่งเร่งอัตราการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ดร.โรเบิร์ต คิมฟาร์ลีย์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแอนเจลิสระบุว่า การพุ่งขึ้นของยอดติดเชื้อโควิด-19 เป็นผลจากการเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนในช่วงที่ผ่านมา และเตือนว่ายอดติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกหากชาวอเมริกันไม่สนใจคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง และการรวมตัวกันในวันขอบคุณพระเจ้าปลายเดือนนี้ และในช่วงคริสต์มาส Post Views: 1,434