เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 และนานาประเทศ ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมและพบปะพูดคุยกันทุกปี
ในการประชุม G20 ซึ่งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี เพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม โดยเน้นไปที่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรองรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการช่วยให้เข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น
ขณะที่การประชุมเชิงวัฒนธรรมระดับสูงที่มีซาอุดีอาระเบียในฐานะประธาน G20 เป็นเจ้าภาพในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อร่วมกันว่าวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ


เจ้าชายบาดร์ บิน อับดุลเลาะห์ บิน ฟาร์ฮัน อัล ซาอุด รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมซาอุดีอาระเบีย กล่าวในพิธีปิดการประชุมว่า เรามีความรับผิดชอบร่วมกันในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง ตลอดจนสร้างสรรค์และเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน แม้ว่าโรคระบาดจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก แต่เรายังคงติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด และแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังคงเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ออนไลน์ ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน
“ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ คุณค่าอันเป็นสากลของวัฒนธรรมจะเป็นรากฐานในการฟื้นฟูโลกของเราขึ้นใหม่อีกครั้ง” ดาริโอ ฟรานเซสชินี รัฐมนตรีกระทรวงมรดกทางวัฒนธรรม กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของอิตาลี และประธานร่วมของการประชุมครั้งปฐมฤกษ์กล่าว

ถ้านึกไม่ออกว่าเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมหน้าตาเป็นอย่างไร ลองนึกถึง “โดราเอม่อน” หรือ “อิกคิวซัง” ที่ทำให้ให้สินค้าญี่ปุ่นได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทั้งข้าวของเครื่องใช้หรืออาหาร แม้กระทั่งการท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้กับญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้
ใกล้เข้ามาอีกนิดกับความสำเร็จของละคร “แดจังกึม” ทำให้อาหารและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้กระโดดขึ้นมาติดอันดับโลก สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จ “กังนัมสไตล์” สู่ตำนานเพลงระดับเวิลด์คลาส ละครซีรีย์มากมายทำรายได้อย่างถล่มทลาย เชื่อมโยงสู่เสื้อผ้า เครื่องสำอาง การท่องเที่ยว หรือ ศัลยกรรม

แม้กระทั่งจีนซึ่งกำลังก้าวเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยังให้ความสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ถึง 9 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งยังแยกย่อยไปได้อีกนับไม่ถ้วน
จากบทความ “วัฒนธรรม คุณค่าสู่มูลค่า” ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่าการนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้และขาย “วัฒนธรรม” เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของชาติ จริงๆ แล้วผู้ที่นำนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้ในการพัฒนาประเทศเป็นเจ้าแรกๆ คือประเทศอังกฤษ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และสินค้าทางวัฒนธรรมทำรายได้ให้อังกฤษมากเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน วงดนตรี The Beatles (สี่เต่าทอง) ภาพยนตร์เรื่องเจมส์บอนด์ แดรกคิวล่า เชอร์ล็อคโฮม ที่เรารู้จักกันดี รวมถึงอุตสาหกรรมฟุตบอลของอังกฤษได้ระบาดไปทั่วโลก สินค้าที่เกี่ยวกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วัฒนธรรมการดื่มชาทำให้ชาสไตล์อังกฤษกลายเป็นของฝากชั้นดีมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อภาพยนตร์ Harry Potter เข้ามาฉายก็กวาดรายได้จากเยาวชนทั่วโลกไปไม่น้อย พ่วงท้ายด้วยขายของที่ระลึกจากภาพยนตร์เรื่องนี้ไปได้อีกหลายสิบปี จะเห็นได้ว่าพลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าทางวัฒนธรรมสามารถพลิกเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง



ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง นโยบายในมิติการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานเสวนาบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดลำปางต่อการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานหลังโควิด-19 ว่า การพัฒนา จ.ลำปาง ไม่ได้มีแต่เฉพาะด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว ฯลฯ แต่จะต้องพัฒนาด้านวัฒนธรรมด้วย
“เหมือนกับประเทศไทยที่ขาหนึ่งต้องมีการลงทุนด้านเศรษฐกิจ เช่น อีอีซี โทรคมนาคม 5G การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็น 4.0 มีเรื่องของ AI และโรบอท แต่อีกขาจะต้องลงทุนด้านวัฒนธรรมด้วย ในประเทศที่เจริญแล้วใช้วัฒนธรรมในการสร้างชาติสร้างรายได้เข้าประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน หรือแม้กระทั่งจีน เมืองใหญ่ทุกเมืองมีพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้นประเทศไทยต้องเดิน 2 ขาคือขาของเศรษฐกิจและขาของวัฒนธรรม” รมว.อว. กล่าว

รมว.อว. มองว่าลำปางเป็นเมืองเก่าแก่มีอายุมากกว่า 1,300 ปี เก่าแก่กว่าเชียงใหม่ถึงกว่า 600 ปี มีวัฒนธรรมมากมาย กำเนิดมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นอิสระในยุคของพญามังราย 200 ปี ครั้งที่ 2 พ่ายแพ้ถูกพม่าเอาเป็นเมืองประเทศราชพร้อมกับอยุธยา 200 ปี และ ครั้งที่ 3 พระเจ้าทิพย์ช้างกล้าก่อกบฏต่อพม่า ทำให้ลำปางเป็นเอกราช มีอิสรภาพ และทำให้ภาคเหนืออยู่คู่กับประเทศสยาม เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างจิตวิญญาณแห่งทิพย์ช้างขึ้นมาให้ได้ เพื่อให้ลำปางเจริญรุ่งเรืองสืบไป
นอกจากนี้ ลำปางยังมีเพลงพื้นเมืองพื้นถิ่นมากที่สุดในประเทศไทย รมว.อว. จึงได้หารือกับ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเอาเพลงล้านนาหรือเพลง “ลาวลำปาง” มาทำเป็นซิมโฟนีและบันทึกเสียงจำหน่ายไปทั่วโลก


นโยบายดังกล่าว นอกจากจะเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการยกย่องครูดีๆ ให้เป็นศาตราจารย์ปฏิบัติ หรือ ศาสตราจารย์ศิลปะ ในฐานะที่สร้างความรู้ให้กับแผ่นดิน
“ผมอยากจะเห็นใน จ.ลำปาง มีการเกิดขึ้นของสถาบันช่างศิลป์ล้านนา หรือ สล่า เป็นศูนย์กลางช่างศิลป์ของล้านนาที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาใหม่ ทั้งเรื่องของการสร้างวัด สร้างโบราณสถาน เป็นต้น รวมทั้งอยากจะเห็นพิพิธภัณฑ์ล้านนาที่ลำปางสามารถหาเงินได้ เป็นการสร้างเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ล้านนาต้องมีชีวิต และคนต้องอยากมาเที่ยว มาเที่ยวแล้วต้องอยากซื้อของที่ระลึกกลับบ้าน ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดโดยคนลำปาง ไม่ใช่มาจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากรัฐมนตรี คนลำปางจะต้องมีความตื่นตัว รักหวงแหนใน จ.ลำปาง ลำปางจึงจะมีอนาคต ต้องสร้างลำปางนิยมขึ้นมา” ดร.เอนก กล่าว
ยูเนสโกคาดการณ์ว่ารายได้ต่อปีของอุตสาหรรมเชิงวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์จะอยู่ที่ราว 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ และมูลค่าการส่งออกจะทะลุ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ อุตสาหกรรมนี้มีบุคลากรเกือบ 30 ล้านคนทั่วโลก คาดว่าจะมีสัดส่วนราว 10% ของจีดีพีโลกในอนาคตอันใกล้นี้










