ต้องยอมรับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา มีผลทำให้ปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วน้ำ ช้อน สำหรับ food delivery อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซองพัสดุในธุรกิจ e-commerce ที่เติบโตอย่างมากในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ แม้ว่าในตอนนี้สถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 จะคลี่คลายลงแล้ว ทว่า ความต้องการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ยังคงมีอยู่ ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ว่าการใช้ บรรจุภัณฑ์ทางเลือก แบบครั้งเดียวทิ้ง จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อโรคระบาดได้
เมื่อมีความต้องการ หรือ Demand สูงขึ้น ทางฝั่งผู้ผลิต หรือ Supply ก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ในหลากหลายรูปแบบตาม ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-used plastic) รวมถึง บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น จานกาบหมาก ชามใบตองตึง เป็นต้น“
ทำอย่างไรเราจึงจะปลอดภัยจากโรคติดต่อ แถมยังเป็นการปฏิบัติตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม? บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ตอบคำถามนี้ได้จริงไหม?” นี่คือ คำถามที่ ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล ผู้เขียนบทความเรื่อง “พลาสติกย่อยสลายได้…ทางออกในยุคสิ่งแวดล้อมก็ต้องใส่ใจ อนามัยก็ต้องรักษา” ระบุไว้ในบทความซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ SCB EIC
โดยคำตอบของคำถามนี้ นอกจากจะอยู่ในบทความแล้ว เรายังมี เจ้าของผลิตภัณฑ์ จานกาบหมาก จากไร่ศรพิพัฒน์ จังหวัดกำแพงเพชร บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติที่มาแรง ทำตลาด Niche market อยู่ในตอนนี้ มาบอกเล่าเรื่องราวของจานกาบหมาก ที่แม้จะราคาสูง แต่ก็ยังมีตลาดที่สนใจ บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้อยู่
แนวโน้มการเติบโตของ บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ในยุค Post Covid
จากบทความของ ณัฐนันท์ ผู้เขียนบทความที่กล่าวถึงข้างต้น ได้กล่าวถึง แนวโน้มการเติบโตของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพแบบย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (compostable plastic) ว่ามีแนวโน้มการเติบโตอย่างไรบ้าง
“บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจาก พลาสติกชีวภาพแบบย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เมื่อผ่านกระบวนการหมักจะสามารถสลายตัวเป็นแร่ธาตุ เป็นสารประกอบในธรรมชาติ หรือเป็นปุ๋ยได้ ซึ่งตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมกำหนดให้ 90% ของวัสดุต้องย่อยสลายทางชีวภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และชีวมวล ภายในระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน”
“ปัจจุบันเม็ดพลาสติกแบบย่อยสลายได้ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ Polylactic acid (PLA) ผลิตจากสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้อดีของ PLA คือมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับพลาสติกทั่วไป ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร ยืดอายุการวางอยู่บนชั้น ไม่ปนเปื้อน ปลอดภัยต่อสุขภาพ”
“ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย new S-curve ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ขณะนี้ มีโรงงานผลิต PLA ของบริษัท Total Corbion PLA ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Total และ Corbion เปิดในปี 2019 กำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี”
“โดยโรงงานนี้ใช้วัตถุดิบจากอ้อยในประเทศ และด้วยกำลังการผลิตของโรงงานแห่งนี้ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ที่เน้นตลาดส่งออกไปยังยุโรป เป็นหลักไปแล้ว”

“นอกจากนั้น แนวโน้มการใช้พลาสติกแบบย่อยสลายได้ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดย Bloomberg ได้ประเมินตลาดพลาสติกแบบย่อยสลายได้ของโลกว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นจาก 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2019 เป็น 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 เท่ากับมีอัตราการขยายตัวถึง 12% ต่อปี”
“สำหรับไทยพลาสติกย่อยสลายได้มีศักยภาพเติบโตจากปัจจัยสนับสนุน ต่อไปนี้ หนึ่ง กระแสรักษ์โลก สอง นโยบายรัฐบาล สาม การเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และสี่ การใช้สินค้าเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม”
แต่อย่างไรก็ตาม บทความนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ตลาดพลาสติกแบบย่อยสลาย ยังมีความท้าทายสำคัญ คือ
ด้านราคาที่แพงกว่าพลาสติกทั่วไป 2-3 เท่า ภาครัฐจึงมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนการใช้ โดยภาคธุรกิจสามารถนำรายจ่ายค่าซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้มาหักเป็นจำนวน 1.25 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปในช่วงปี 2019-2021 ทั้งนี้ราคาของพลาสติกแบบย่อยสลายได้มีแนวโน้มลดลงตามต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลง
การจัดเก็บขยะพลาสติก เนื่องจากพลาสติกแบบย่อยสลายได้ต้องอยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิ ความชื้น และระดับจุลินทรีย์เหมาะสม จึงจะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ การจัดเก็บที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจทำให้ขยะพลาสติกรั่วไหลลงสู่ทะเล
ทว่า สิ่งที่ผู้เขียนบทความชิ้นนี้มองเห็นอย่างชัดเจน นั่นคือ ประเทศไทยมีความได้เปรียบทั้งวัตถุดิบการเกษตรที่ใช้ผลิตพลาสติกแบบย่อยสลายได้ และที่ตั้งเหมาะสมต่อการส่งออกไปยังตลาดหลักในเอเชียและยุโรป จึงเป็นโอกาสการลงทุนในประเทศเพื่อตอบรับเทรนด์การใช้พลาสติกที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

เจ้าของไอเดียธุรกิจ จานกาบหมาก กับบทเรียนการฝ่าวิกฤต เปิดตลาดใหม่ของบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ
นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกย่อยสลายได้แล้ว เรายังช่วยโลกได้อีก ด้วย บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ที่เป็นไอเดียสร้างธุรกิจได้จริง
โดยภายในงานประชุมระดับโลก GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together จัดโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เราได้พบกับ วลัยลักษณ์ ปิยะบุญสิทธิ เจ้าของไอเดียธุรกิจ จานกาบหมาก ไร่ศรพิพัฒน์ จ.กำแพงเพชร ที่มาเปิดโลกให้ได้รู้จักกับ บรรจุภัณฑ์จากกาบหมากหลายรูปแบบ ที่มีจุดเด่นน่าทึ่ง นั่นคือ
ผลิตจากกาบหมากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงย่อยสลายได้เองตามกระบวนการธรรมชาติ
ปลอดสารฟอกขาวและสารเคมี
ใส่อาหารร้อน-เย็น ตั้งแต่ -18 องศาเซลเซียส ถึง 250 องศาเซลเซียส
ใช้บรรจุของเหลวได้ 4-5 ชั่วโมง ไม่รั่วซึม
นำเข้าเตาไมโครเวฟและเตาอบได้
มีกลิ่นหอม ลวดลาย สีสัน เฉพาะ ตามธรรรมชาติ
“ตอนนี้เราทำสวนลำไยอยู่ที่กำแพงเพชร แต่พอช่วงว่างก็อยากหาอะไรใหม่ๆทำ ก็เข้าไปดูคลิปในยูทูป พบว่าที่ประเทศอินเดีย เขามีการผลิตจานกาบหมากและใช้กันแพร่หลายมานานแล้ว กอปรกับพอค้นหาข้อมูล ในประเทศไทยก็มีคนทำจานกาบหมากออกมาขายกันแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าอยากผลิตจานกาบหมากออกมาขายบ้าง”
“โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา เราตัดสินใจสั่งเครื่องผลิตจานกาบหมากมาจากประเทศอินเดียเลย เพราะจากการศึกษา เครื่องทำบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ของไทย แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพที่สามารถผลิตจานประเภทนี้ออกมาได้ แต่เมื่อผลิตออกมาแล้ว ก็ต้องเอาบรรจุภัณฑ์นั้นมาตัดแต่งอีก แต่เครื่องของอินเดีย จะทำบรรจุภัณฑ์ออกมาได้เรียบร้อยกว่า แต่ทั้งนี้ ในการทำก็ยังต้องอาศัยคนมาควบคุมในกระบวนการผลิตอยู่ เครื่องจักรแค่มาช่วยแบ่งเบาภาระของคนเท่านั้น”
“นอกจากนั้น เหตุผลที่มาทำจานกาบหมากออกมาจำหน่ายนี้ เพราะเห็นว่า ช่วงปีที่ผ่านมา เทรนด์รักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม กำลังอยู่ในความสนใจของคน โดยเราทำออกมาจำหน่ายจริงจังตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จนทำยอดขายได้ดีในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี แต่พอเกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้น ธุรกิจก็ชะงักลงไป”

“เพราะลูกค้าที่มาติดต่อซื้อจานกาบหมากของเรา ส่วนใหญ่เป็นลูกค้างานอีเวนต์ ร้านเบเกอรี่ และร้านอาหารมังสวิรัติ พอเกิดวิกฤตโควิด-19 เขาก็ต้องเลิกจัดงานและยอดขายอาหารก็ลดลงเพราะต้องปิดร้านในช่วงล็อกดาวน์ด้วย”
“ในช่วงวิกฤตโควิด เราก็อยากจะช่วยสังคม ก็เลยส่งจาน ชาม กาบหมาก ไปบริจาค ที่ รพ.ศิริราช ซึ่งเรามองว่า เขามีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติที่ใช้หนเดียวแล้วทิ้งมาก เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และในการจัดการ ก็ง่าย เพราะจานกาบหมากของเราทำจากวัสดุธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แค่เผาไป ก็ย่อยสลายได้ทันที ไม่ทิ้งมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย”
“เรามองว่า ธุรกิจการทำจานกาบหมาก เป็นการทำธุรกิจที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนที่ได้ดูคลิปการใช้จานชามจากวัสดุธรรมชาติที่อินเดีย เราก็ประทับใจว่าเขามีการรณรงค์เรื่องการลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกหรือโฟมกันจริงจัง ก็อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้นบ้าง”
“และที่เลือกกาบหมากมาทำบรรจุภัณฑ์ ก็เพราะวัสดุธรรมชาติอื่น อย่าง ใบสัก ใบตองตึง มองว่า ไม่สามารถตอบโจทย์การผลิตในระดับอุตสาหกรรม หรือเป็นพันใบขึ้นไปได้ ขณะเดียวกัน มองว่า ถ้าสมมุติว่าจะนำใบตองมาใช้ทำจาน ชาม ก็ไม่น่าจำเป็นต้องนำมาขึ้นรูป เพราะเราคุ้นเคยกับการนำใบตองมาห่ออาหารอยู่แล้ว และจานที่ทำจากใบตองก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเหมือนกาบหมากด้วย”
“และจากการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ในประเทศไทยก็มีแหล่งปลูกต้นหมาก กระจายอยู่ตามภาคต่างๆ อย่างในจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือในจังหวัดตากก็มี และในตอนนี้ก็มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกหมากไปยังต่างประเทศ เรียกว่าเป็นอันดับต้นๆของโลก ดังนั้นเราค่อนข้างแน่ใจว่า เรามีวัตถุดิบมาทำจานแน่นอน”

“แต่อุปสรรคสำคัญที่เจอ คือ โดยปกติแล้วชาวสวนก็จะไม่ได้ตั้งใจเก็บกาบหมากมาขายเพราะไม่คุ้มกับค่าแรง ยิ่ง ต้นหมาก ปลูกในสวนที่มีท้องร่อง พอกาบหมากตกลงในน้ำ เขาก็ไม่เก็บขึ้นมา ก็ขึ้นรา ดังนั้น พอเรามาทำจานกาบหมาก ก็เลยต้องไปหาแหล่งปลูกหมาก และไปอธิบายให้เจ้าของสวนฟังด้วยว่า กาบหมากมีค่านำมาทำจาน ชาม ได้ ดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อจูงใจเขาได้ ก็เริ่มจ้างคนงานให้เก็บกาบหมากทุกวัน ไม่ให้ค้างคืน เพราะมันจะโดนน้ำค้าง ทำให้ขึ้นราได้”
“ส่วนในตอนนี้ เราก็ต้องยอมรับว่า จานกาบหมาก ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง เพราะต้องบอกว่าเราต้องจ่ายค่าแรงคนเก็บกาบหมากที่แพง ค่าขนส่งที่ต้องขนลงมาจากภูเขา (อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก) และทางไร่ก็ต้องมาจัดเก็บกาบหมากในโกดังที่ต้องไม่มีวามชื้น เพราะในหนึ่งปี กาบหมากจะร่วงแค่หนึ่งครั้งในฤดูแล้ง และต้นหนึ่งจะร่วงมาแค่สองใบเท่านั้น”
“แต่ถามว่าทำไมยาก แล้วเรายังมาทำ เพราะ เรามองแล้วว่า ทั้งกาบหมากและจานกาบหมากที่ผลิต ออกมา เราสามารถเก็บเป็นสต็อกได้ และโดยส่วนตัวมองว่า กาบหมากที่ texture ที่สวย มีกลิ่นหอม นอกจากนั้น ถ้าคนที่ซื้อไปใช้ในครัวเรือน มีการล้างและจัดเก็บดี ไม่มีความชื้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วทิ้ง เก็บไว้ใช้อีกได้”
สรุปแล้ว บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ที่ทำจากไบโอพลาสติกหรือวัสดุธรรมชาติ นับว่ามีอนาคตที่สดใสในประเทศไทย ยิ่งถ้าได้รับการส่งเสริมทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ที่ทำอุตสาหกรรมในด้านบรรจุภัณฑ์ ให้มาผลิตบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้มากขึ้น เชื่อเหลือเกินว่า ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจไทยจะดีเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมของไทยก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

*ใครสนใจอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ ผลิตภัณฑ์ จานกาบหมาก ไร่ศรพิพัฒน์กำแพงเพชร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่คุณแอ๊นท์ วลัยลักษณ์ โทร 092-429-6959 หรือทาง LINE : @sornpiphat_farm, Facebook : ไร่ศรพิพัฒน์ Sornpiphat Farm
เทรนด์แพคเกจจิง พ.ศ. นี้ จะพัฒนาไปอย่างไรต่อไป หาคำตอบจากบทความต่อไปนี้
เทคโนโลยีและความยั่งยืน เทรนด์แห่งอนาคต กำหนดทิศทางพัฒนา ‘อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร’
รีวิว 3 ต้นแบบ ‘ภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ’ จากมันสมองคนไทย สร้างชื่อดังไกลทั่วโลก










