ชื่อชั้นของนักเขียนรุ่นใหม่ในรอบ 4-5 ปีมานี้ นาม “โอมศิริ วีระกุล” เป็นที่จับตามอง ทั้งในฐานะเจ้าของหนังสือขายดีหลายเล่ม ทั้งในฐานะผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่
จากประสบการณ์เข้มข้นของเขา ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ผ่านมุมมองของมนุษย์เงินเดือน-พนักงานออฟฟิศ-คนทำงานประจำ สู่บริบทใหม่ในวงการหนังสือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทการเป็นวิทยากรชื่อดังแห่งยุคคนหนึ่ง SALIKA ได้รับเกียรติจาก “โอมศิริ วีระกุล” มาพูดคุยกันถึงเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา
ถาม : หากนับจาก “สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก” มาจนถึงหนังสือเล่มล่าสุด มุมมองที่มีต่อวงการหนังสือ เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
ตอบ : ผมคิดว่าเป้าหมายหลักของหนังสือยังเหมือนเดิม คือให้ความรู้ และความบันเทิง แต่วิธีการสื่อสารของวงการหนังสือเปลี่ยนไปมากครับ เพราะเกิดคู่แข่งด้านการช่วงชิงเวลา และการเข้าถึงเนื้อหาต่อคนอ่านมีเยอะขึ้น เราจึงเริ่มเห็นการโปรโมทหนังสือเฉพาะกลุ่มจากการใช้สื่อออนไลน์ หรือการที่ สนพ. เฟ้นหานักเขียนที่มีฐานแฟนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เพื่อมาประคับประคองยอดขายของ สนพ. มากขึ้น หรือการที่ สนพ. ใหญ่ๆ ยังตั้งรายการ Live รีวิวหนังสือของตัวเองขึ้นมา เพื่อค่อยสื่อสารกับกลุ่มคนอ่านดั้งเดิม และกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ มากขึ้นด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้น พอเกิดเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ อย่าง FB GROUP หรือ PODCAST ขึ้นมา คอมมูนิตี้จากการเจอกัน ก็เจอในออนไลน์แทน และแลกเปลี่ยนกันได้เหมือนเดิม แถมไวกว่าเดิม แต่อรรถรสอาจสู้ได้ไม่เท่าการไปเจอกันในงาน รวมถึงการตัดสินใจในการซื้อหนังสือก็มีการประเมินมากขึ้น จากเพจรีวิว หรือ อินฟลูเอนเซอร์ที่ติดตาม ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจกับกลุ่มคนอ่านมากขึ้น แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะไม่ใช่หนังสือที่เราให้ความสนใจตั้งแต่แรกเช่นกัน

ถาม : ย้อนกลับไปก่อนที่จะตีพิมพ์สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก Landscape สภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ หรือคนอ่าน แตกต่างกับปัจจุบันอย่างไร
ตอบ : คำตอบโดยรวม ผมคิดว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากเดิม ขออนุญาตตอบคำถามนี้เป็น 2 ส่วนครับ
ส่วนแรก ถ้าจำกันได้ย้อนกลับไปในปี 2556 เมืองไทยเคยได้รับเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลก แต่ภาพรวมก็ไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ว่าเมืองไทยจะเป็นเมืองหนังสือโลก เพราะกลไกการขับเคลื่อน และการสนับสนุนจากภาครัฐก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรม หรือการเข้าถึงแต่อย่างใด จนตัดภาพมาปัจจุบัน ในความคิดเห็นโดยส่วนตัว ก็ยังพบว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ชัดเจนจากการขับเคลื่อน นอกเหนือจากการซื้อหนังสือแล้วได้รับสิทธิ์เอาไปลดหย่อนภาษี
ส่วนที่สอง เป็นการขับเคลื่อนจากกลุ่มคนที่สนใจอยู่แล้ว ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป เช่น คนชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็มักมาเจอกันบนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเราจะเจอคอหนังสือตามแหล่งคอมมูนิตี้อย่าง “ร้านหนังสือเดินทาง” “ร้านสวนเงินมีมา” “งานมิวเซียมสยาม” หรือ “งานสัปดาห์หนังสือ” นี่คือสภาพแวดล้อมในอดีตที่ยังคงดำเนินอยู่ และก็ยังดำเนินแบบนี้ต่อไปแบบเป็นชนเผ่า ยังไม่ได้เกิดภาพรวมให้เห็น ว่าเออ…เมืองไทยนี่เหมาะแก่การเป็นเมืองหนังสือโลกแบบที่เคยได้ตำแหน่งมานะ
ถาม : อยากถามถึงขั้นตอนการทำงานเขียน สำหรับเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ มีการเตรียมข้อมูลอย่างไร และแต่ละวันวางแผนอย่างไรสำหรับการเขียน
ตอบ : ก่อนที่จะเขียนหนังสือ ผมไม่เคยรู้หลักการอะไรเลย รู้ตัวแค่ว่าต้องมีความชอบก่อน ความชอบก็คือ ชอบสื่อสาร ชอบเล่าเรื่อง ผ่านการเขียนเนี่ยแหละ พอรู้ว่าเรามีทักษะตรงนี้ ก็ค่อยลองหาความสนใจว่า ถ้าเราจะเขียนเรื่องอะไรสักอย่างขึ้นมาจริงๆ และธีมของเรื่องนั้น เราและมันจะอยู่ไปเกิน 10 ปี หรือมากกว่านั้น ธีมนั้นคือธีมอะไร สำหรับผมตอนนี้มีอยู่สองธีม คือ เรื่องเงิน กับ เรื่องงาน เพราะมันคู่กัน และทุกคนต้องเผชิญอยู่แล้วในชีวิต
ส่วนเรื่องแรงบันดาลใจอาจใช้ได้แค่ในช่วงแรกของการหาความชอบ และสิ่งที่สนใจ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ มากครับ เพราะพอพบสิ่งที่ชอบกับธีมที่ใช่แล้ว นอกจากนั้นก็คือ วินัย และความรับผิดชอบ ที่สัญญากับตัวเองไว้ล้วนๆ เลยว่าต้องเขียน เขียนดีบ้าง เขียนแย่บ้าง แต่ขอให้เขียนไปก่อน คิดไปก่อน ลงมือทำไปก่อน อย่างน้อยก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงกับเวลาที่ล่วงเลยไป
เรื่องการวางแผน หากหลายคนเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบผม ก็อาจต้องหาเวลาให้ดี อาจจำเป็นต้องแจกโจทย์ให้ตัวเองว่า 1 สัปดาห์จะเขียนให้ได้กี่เรื่อง กี่หน้า ขึ้นอยู่กับสเกลการทำงานของแต่ละคนเหมือนกันครับ บางคนทำงานเร็ว บางคนทำงานช้า หรือลักษณะงานประจำของบางคนก็เอื้ออำนวย หรือไม่เอื้ออำนวย ก็ต้องนำมาออกแบบการให้เวลาในงานเขียนอีก
โดยส่วนตัวเราถนัดงานเชิงบทความ ก็จะตั้งโจทย์ว่า 1 สัปดาห์ต้องเขียนบทความส่งตัวเอง 1 บทความชิ้นใหญ่ แต่หากระหว่างสัปดาห์เขียนได้มากกว่า 1 ก็ถือเป็นโบนัส ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ปีหนึ่งเราจะได้ถึง 52 บทความเชียว ส่วนเรื่องการหาข้อมูลก็สำคัญ แต่ก็คิดว่าไม่ได้ยากเย็นนัก เพราะเดี๋ยวนี้เราเข้าถึงข้อมูลสำคัญ และข้อมูลแปลกๆ ได้เยอะ
วิธีของผมเจออะไรใน FB หรือเว็บไซต์ที่คิดว่าประเด็นน่าสนใจและน่าต่อยอดได้ ก็จะกด Save Post นั้นไว้ก่อน แล้ววันหยุดค่อยไล่ดูว่ามีอะไรน่าสนใจ ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมในการขยายความเพื่อเอามาเขียนไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องฟังเพลง ดูหนัง ดูซีรี่ย์ การคุย การสังเกต ก็เป็นพื้นฐานที่ควรต้องมีในการเก็บเกี่ยววัตถุดิบอยู่แล้ว
สุดท้ายเราก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ ว่าเป้าหมายในการเขียนทุกวันนี้ของเราคืออะไร เพื่อฝึกฝน เพื่อเรียนรู้ เพื่อบันทึกความคิดของเราในช่วงเวลานั้น หรือเพื่อออกหนังสือในอนาคตกันแน่ การตอบเป้าหมายได้ชัดเจน จะทำให้เราไม่ต้องทุกข์ทรมาน ต่อการที่เราต้องมานั่งเขียนทุกครั้งครับ
ถาม : การแบ่งภาคระหว่างหมวกนักเขียน กับหมวกวิทยากร มีความยากง่ายอย่างไร หรือมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ : แตกต่างพอสมควร นักเขียนก็เล่าเรื่องผ่านความคิดตัวเอง เต็มที่ก็ใช้จินตนาการกับคลังคำของภาษาออกมาใช้ แต่การเป็นวิทยากร มันต้องบูรณาการ และอ่านเกมของคนฟังในขณะนั้น ว่าเขารู้สึกอย่างไร เราต้องสื่อสารในระดับไหน ใช้อารมณ์อย่างไร ก็ยอมรับว่ายาก และแตกต่างกันคนละแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนกันก็คือ การเปิดเรื่องมายังไงให้น่าสนใจ ปิดท้ายยังไงให้น่าประทับใจ ทั้งเรื่องเขียนและการบรรยาย ก็ยังคงมีองค์ประกอบแบบนี้คล้ายๆ กัน (ไม่งั้นเดี๋ยวเขาไม่จ้างเราต่อ 555) ที่สำคัญคนฟังจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิต และงานของเขาอย่างไรด้วย เรื่อง Customer Centric ก็เป็นสิ่งสำคัญ
ถาม : หากมองย้อนกลับไปก่อนที่จะออกหนังสือเล่มแรก ความตั้งใจเดิมยังคงอยู่หรือไม่ หรือเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ตอบ : ส่วนตัวเป้าหมายยังเหมือนเดิม คือทุกสัปดาห์เรายังคงเขียนบันทึกส่วนตัว และเขียนบทความเพื่อทบทวนตัวเอง หรือหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง และบูรณาการต่ออาชีพการงานที่ทำอยู่ด้วย ส่วนเรื่องการออกหนังสือ ก็ตั้งเป้าไว้ว่า 1-2 ปี ออกสัก 1 เล่มก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้ก็ยังเขียนต่อไป เพราะเราเชื่อว่างานของเรามันมีประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องงานและเรื่องเงิน ตอนนี้มีเขียนอยู่ใน aday BULLETIN คอลัมน์ MONEY LIFE BALANCE และ เขียนบทความใน OFFICE04.org ก็สามารถไปติดตามกันได้ ส่วน Podcast ก็มีเช่นกันครับ จัดอยู่ 2 รายการ ออฟฟิศ 0.4 ฝันโคตรไกล…แต่ไปยังไม่ถึง The Money Case by The Money Coach ครับ ฝากติดตามด้วยนะครับ














