
นายกฯลั่นไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเอเปคต่อจากนิวซีแลนด์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในโอกาสเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 27 ผ่านระบบการประชุมทางไกลโดยมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวว่า เอเปคจะต้องเป็นผู้นำในการเปิดกว้างทางการค้าและการลงทุน พร้อมกับบูรณาการเศรษฐกิจในภูมิภาค และเพิ่มความเข้มแข็งต่อระบบการค้าแบบพหุภาคี พร้อมระบุว่าเอเปคควรให้ความสำคัญต่อ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยให้มีการเข้าถึงโอกาสของการค้าและการลงทุนรวมทั้งเน้นการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน 2.เปิดตัวแพลตฟอร์มในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในยุคหลังโควิด-19 และ 3.สร้างระบบเศรษฐกิจสังคมที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง หรือ disruptions นายกฯยังยืนยันถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเอเปคครั้งที่ 29 ในปี 2565 ขณะที่นิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเอเปคในปีหน้า

ของขวัญปีใหม่! ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2 ดีเดย์ ม.ค. 64

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งที่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ยอดการใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่ง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน มูลค่าการใช้จ่ายรวม 23,023.4 ล้านบาท การใช้จ่ายรวมดังกล่าวเป็นส่วนของประชาชนใช้จ่ายเอง 11,747.9 ล้านบาท คิดเป็น 51% และรัฐสมทบ 11,275 ล้านบาท คิดเป็น 49 % ส่วนร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 782,169 ร้านค้า รายงานข่าวแจ้งว่าหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งให้ขยายโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 (เฟส 2) คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนธันวาคมนี้ และเปิดให้ใช้จ่ายได้ในช่วงเดือนมกราคม 2564 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่จากกระทรวงการคลัง สำหรับเงื่อนไขการลงทะเบียนเบื้องต้น กระทรวงการคลังชี้แจงว่า คนที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟส 2 จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง ส่วนคนที่ลงทะเบียนเฟส 1 ไปแล้ว จะต้องใช้สิทธิคนละครึ่งให้หมดภายใน 31 ธันวาคม 2563 จึงจะสามารถเข้าร่วมคนละครึ่งเฟส 2 ได้

เตรียมเปิดเก็บค่าทางด่วน-มอเตอร์เวย์ด้วยระบบ AI ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำร่องใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัจฉริยะรูปแบบใหม่ (M Flow) ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนทางด่วนและมอเตอร์เวย์ ลดความแออัดของรถบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับผู้ใช้บริการ โดยกรมทางหลวงจะนำร่องบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 ในช่วงต้นปี 2564 โดยปรับปรุงด่านนำร่องจำนวน 4 ด่าน ได้แก่ ด่านทับช้าง 1 ด่านทับช้าง 2 ด่านธัญบุรี 1 และด่านธัญบุรี 2 ในขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะนำร่องบนทางพิเศษฉลองรัช บริเวณด่านจตุโชติ ด่านสุขาภิบาล 5-1 และด่านรามอินทรา ทั้งนี้ ระบบ M Flow เป็นการใช้เทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบจัดเก็บค่าผ่านด้วยกล้องตรวจบันทึกภาพป้ายทะเบียนรถ แทนการเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบระบบไม้กั้น ทำให้ผู้ใช้รถยนต์สามารถขับขี่ผ่านบริเวณด่านฯโดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถ ด้วยความเร็วได้ถึง 160 กม./ชม. ช่วยระบายรถได้ 2,000 -2,500 คัน/ชม./ช่องทาง เร็วขึ้นกว่าระบบเดิมที่ใช้อยู่ถึง 5 เท่า รองรับการใช้งานกับรถยนต์ทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือทางพิเศษ ทั้งรถยนต์ 4 ล้อ รถยนต์ 6 ล้อ และรถยนต์มากกว่า 6 ล้อขึ้นไป ชำระค่าธรรมเนียมผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หลังการใช้บริการ หรือ ระบบ Post Paid ทั้งแบบชำระเป็นรายครั้งหรือชำระตามรอบบิล รวมไปถึงการชำระผ่านเว็บไซต์หรือโมบายแอปพลิเคชั่นของระบบ M-Flow ตลอดจนการชำระด้วยระบบ QR Code และการชำระผ่านระบบตัดเงินอัตโนมัติ

โพลชี้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ ศก.ไทยดีขึ้นหลังเลือกตั้งอเมริกา

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ความติดเห็นของคนไทยที่มีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-18 พ.ย. 63 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,038 คน พบว่า 58.38% ค่อนขางสนใจการเลือกตั้งดังกล่าว และเมื่อถามเหตุผลว่าทำไมถึงมีการติดตามข่าวสารการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ 73.80% มองว่ามีผลต่อเศรษฐกิจโลก 60.75% มองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจ และ 49.17% เพื่อลุ้นว่าใครจะเป็นผู้ชนะ เมื่อถามว่าหลังการเลือกตั้งเศรษฐกิจของไทยจะเป็นอย่างไร 48.36% มองว่าจะดีขึ้น 47.11% มองว่าน่าจะเหมือนเดิม และ 4.53% มองว่าน่าจะแย่ลง เมื่อถามว่าเรื่องที่เป็นแบบอย่างที่สามารถนำมาใช้ในทางการเมืองและสังคมไทย ประชาชน 60.84% ระบุว่าผู้นำประเทศต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 56.74% บอกว่ามีความตื่นตัวของประชาชนในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อถามว่าคนไทยได้เรียนรู้อะไรจากการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ 67.52% ระบุว่าระบบการเลือกตั้งของต่างประเทศ และ 59.57% ระบุว่าเป็นการแสดงอกทางการเมืองของประชาชน เป็นต้น

‘เวียงจันทน์สเตชั่น’ สถานีใหญ่สุด ‘รถไฟจีน-ลาว’ ก่อสร้างอาคารหลักเสร็จสิ้น

สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (19 พ.ย.) พิธีปิดหลังคาโครงการก่อสร้างอาคารหลักของสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (Vientiane Station) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟจีน-ลาว ถูกจัดขึ้นในนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการก่อสร้างโครงสร้างหลัก และจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างและตกแต่งโครงสร้างรองของรถไฟเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นสถานีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดของทางรถไฟจีน-ลาว ก่อสร้างโดยบริษัทไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชัน กรุ๊ป (CRCG) โดยสถานีจะประกอบด้วยชานชาลา 4 แห่งที่มีช่องเดินรถ 7 ช่อง และชานชาลาเสริมอีก 2 แห่งที่มีเส้นช่องเดินรถสำรอง 3 ช่อง บริษัทการรถไฟลาว-จีน (LCRC) กิจการค้าร่วมผู้รับผิดชอบการก่อสร้างและดำเนินการรถไฟจีน-ลาว ระบุว่าสถานีแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ก่อสร้าง 14,543 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 2,500 คน นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างสถานีในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายโครงการของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชัน กรุ๊ป ได้ดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ไปพร้อมๆ กับการก่อสร้างทางวิศวกรรม ด้านผู้อาศัยในพื้นที่กล่าวว่าวิศวกรชาวจีนและลาวสามารถเอาชนะความยากลำบากต่างๆ และฤดูฝนที่ยาวนาน ทั้งยังพยายามเร่งการก่อสร้างให้คืบหน้าและปิดสถานีได้อย่างทันเวลา ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาวระยะทาง 422 กิโลเมตร ประกอบด้วยอุโมงค์ 75 แห่งความยาวรวม 198 กิโลเมตร และสะพานความยาวรวม 62 กิโลเมตร จะเริ่มวิ่งจากชายแดนเมืองบ่อเต็นทางตอนเหนือของลาวที่มีพรมแดนติดกับจีน มุ่งหน้าไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โครงการทางรถไฟดังกล่าวเริ่มต้นการก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2016 มีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในเดือนธันวาคม 2021
Post Views: 1,003