‘หมู่บ้านบลูเทค ซิตี้’ กับภารกิจสานฝันให้คนทำมาหากิน มีที่ดินเป็นของตนเอง

ทันทีที่ โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ เกิดขึ้น บริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด ผู้ลงทุนและพัฒนาพื้นที่ ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณ ตำบลเขาดิน ซึ่งพบปัญหาหลักของชาวบ้านในตำบลเขาดินที่คล้ายกันว่า เมื่อรุ่นบรรพบุรุษขายที่ทางไป ชาวบ้านก็ไม่มีเงินก้อนซื้อที่ดินเป็นของตนเอง เพราะส่วนใหญ่จะขายทั้งแปลง จึงเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง ครั้นจะหาเช่าที่เพื่ออยู่อาศัยหรือปลูกบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่คิดเลย

“พอรู้ว่า จะมีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้งในพื้นที่ เราก็กังวลเรื่องบ้านมาก ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน วันๆไม่ต้องทำมาหากิน หาแต่ที่” นี่คือเสียงสะท้อนแรก ของ พินิจ แก้วพิทักษ์ หนึ่งในสมาชิกชาวหมู่บ้านบลูเทคฯ ที่ย้อนกลับไปเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากด้านการหาที่อยู่อาศัย และทันทีที่รู้ว่า ต้องย้ายบ้านหลังจากที่เจ้าของที่ดินได้ขายที่ให้กับทางโครงการฯ
ไม่ต่างกันกับ นิรันด์ ปามา ที่แม้พื้นที่บ้านเดิมจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของโครงการฯ แต่ก็ต้องย้ายบ้านเนื่องจากเจ้าของที่ริมแม่น้ำบางปะกงขอที่ดินคืนไปทำบ่อปลา ทำให้นิรันด์ต้องมองหาที่อยู่อาศัยใหม่เช่นกัน

ส่วน สมบูรณ์ ไมตรีจิต และ วิไล ไมตรีจิต ก็ประสบปัญหาในการหาบ้านเช่า ภายหลังจากต้องย้ายออกจากที่ที่เคยอยู่ เพราะเจ้าของที่ขายที่ดินให้กับโครงการฯ ไม่ต่างจาก ป้าพินิจ โดย ลุงสมบูรณ์บอกว่า ใช้เวลาหาบ้านเช่ามาครึ่งปี ก็ยังหาไม่ได้ เพราะเจอปัญหาว่า เมื่อเจ้าของที่ดินประกาศขายที่ ก็มักจะขายที่ดินเป็นแปลงใหญ่ ราคาสูง แต่ลุงสมบูรณ์มีเงินไม่พอ เลยซื้อไม่ได้
และเสียงสะท้อนที่แสดงถึงความทุกข์ร้อนของชาวบ้านในพื้นที่นี้เอง ที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นให้โครงการหมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ เกิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและความทุกข์ของชาวบ้านในตำบลเขาดิน นี่เอง

หมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ ความตั้งใจดีที่ต้องการสานฝันให้ชาวบ้านในตำบลเขาดินมีที่ดินเป็นของตัวเอง

ถ้าถามถึงความเป็นมาของ หมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีไปกว่า กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ผู้บริหาร บริษัท ดับเบิลพี แลนด์ จำกัด และผู้บริหารโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทค ซิตี้ ผู้บริหารหญิงที่ลงพื้นที่สำรวจด้วยตนเอง ไปพูดคุยกับชาวบ้านในตำบลเขาดิน จนกระทั่งได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริง
กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ผู้บริหาร บริษัท ดับเบิลพี แลนด์ จำกัด และผู้บริหารโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทค ซิตี้

“หลักการทำงานที่เรายึดมั่น คือ เมื่อมีการตกลงแล้วว่าจะเลือกพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่จัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ทางบริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด ก็ได้ลงพื้นที่สำรวจชุมชนโดยรอบสถานที่ก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรมฯ อย่างน้อย 5 กิโลเมตร โดยรอบ เพื่อเก็บข้อมูลปัญหาและข้อเรียกร้องจากชาวบ้าน พอได้ข้อมูลมา ก็เอามาระดมสมอง พูดคุยกัน หาทางออกไปด้วยกัน ระหว่างชาวบ้านและบริษัทฯ ซึ่งที่ผ่านมา เราได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นขึ้นหลายครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทางกฎหมายกำหนด”

“จนกระทั่ง ทางบริษัทฯ ประกาศออกไปว่าจะเดินหน้าทำโครงการ หมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาความทุกข์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน พอชาวบ้านในพื้นที่หลายคนได้ทราบว่าจะมีโครงการนี้ เขาก็ดีใจ และบอกเราว่าไม่เคยคิดว่าจะมีที่ดิน มีโฉนด เป็นของตัวเอง โครงการหมู่บ้านบลูเทคฯ เป็นความฝันที่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นจริงได้ มันมีทางเป็นจริง จากแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ตอนนี้มีกำลังใจในการทำงาน เพราะมีความหวังว่า วันหนึ่งจะได้ที่ทาง บ้าน เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน”
นอกจากนั้น ผู้บริหารหญิงแกร่งท่านนี้ ยังได้ให้ข้อมูล ของโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ เพิ่มเติมด้วยว่า จะส่งผลดีต่อชุมชนตำบลเขาดินอย่างไรบ้าง

“ต่อไป พื้นที่กว่า 2,023 ไร่ ในตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานไฟฟ้า พัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงทางพลังงาน มีแหล่งทรัพยากรด้านพลังงานที่เพียงพอตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานในอนาคต”
“โดยดำเนินงานภายใต้แนวคิดการสร้างอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่พัฒนาทั้งด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านและบุตรหลานของคนในพื้นที่ ได้มาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมฯแห่งนี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้พวกเขามีอาชีพที่มั่นคง ทั้งยังเป็นการดึงแรงงานกลับสู่ท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ที่อยู่ใน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC”
“และเมื่อประชาชนในพื้นที่มีหน้าที่การงาน มีฐานะที่มั่นคง ปัญหาอาชญากรรม ก็จะลดน้อยลง ทุกคนมีความปลอดภัยในทุกด้าน ทั้งทรัพย์สินและร่างกาย ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทค ซิตี้ ก็เป็น อุตสาหกรรมสะอาดที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย จึงแน่ใจได้ว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมแน่นอน”

หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ของผู้มีสิทธิได้เข้าอยู่อาศัยใน หมู่บ้านบลูเทค ซิตี้

นอกจากปัญหาด้านที่อยู่อาศัยที่กล่าวมาแล้ว ชาวบ้านเขาดินยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้านที่รุมเร้าเข้ามาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ด้วยพื้นที่ติดแม่น้ำบางปะกง ในทุกปี เมื่อระดับน้ำขึ้นสูง น้ำจะท่วมที่พักอาศัย
  • บ้านส่วนใหญ่อยู่ใกล้ป่าจาก จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง สัตว์เลื้อยคลาน หากถูกกัดต่อยจะเกิดอันตรายได้
  • มีปัญหาด้านสุขาภิบาล ขาดน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค ทำให้สุขอนามัยของคนในพื้นที่ไม่ดีนัก
  • มักโดนไล่ที่ โดยเฉพาะไล่ออกจากพื้นที่สาธารณะ

ดังนั้น การเกิดขึ้นของหมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ ก็เพื่อมาแก้ปัญหาที่กล่าวมานี้ โดยหลักเกณฑ์ของผู้ที่มีสิทธิได้เข้าร่วม โครงการหมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ นี้ได้รับการกำหนดไว้ชัดเจน คือ
  1. เป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และมีถิ่นกำเนิดอยู่ในตำบลเขาดิน
  2. เป็นผู้เช่าหรือพักอาศัยอยู่บนที่ดินของคนอื่น
  3. เป็นผู้ที่เช่าหรือพักอาศัยอยู่บนที่ดินสาธารณะและได้รับผลกระทบจากการซื้อที่ดินของโครงการ
  4. เป็นผู้อาศัยและประกอบอาชีพในตำบลเขาดิน
  5. เป็นผู้ที่ได้รับการรับรองจากทางผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบลเขาดินแล้ว

เมื่อผ่านหลักเกณฑ์แล้ว จะได้รับสิทธิแบ่งเนื้อที่ 50 ตารางวา สำหรับ 1 ครัวเรือน คิดราคาต้นทุน ผ่อนแบบคงที่ ปลอดดอกเบี้ย เฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี โดยหมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ ตั้งอยู่ มีระบบสาธารณูปโภคครบครัน ทั้งยังอยู่ใกล้ สถานีอนามัย วัด และโรงเรียน มีเส้นทางถนนเข้าออกสู่ถนนใหญ่ได้อย่างสะดวกสบาย โดยในอนาคตจะจัดโครงการฝึกอาชีพให้กับชาวบ้านเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ฟังเสียงสะท้อนของชาวหมู่บ้านบลูเทคฯ ที่ในตอนนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง

พินิจ แก้วพิทักษ์ พร้อมกับลูกชายและหลานสาวน่ารัก 2 คน เป็นครอบครัวแรกๆ ที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่บนที่ดินของหมู่บ้านบลูเทค ซิตี้ ดังที่เกริ่นมาว่าป้าพินิจเป็นผู้ที่เช่าหรือพักอาศัยอยู่บนที่ดินของผู้อื่น และได้รับผลกระทบจากการซื้อที่ดินของโครงการฯ ซึ่งเมื่อทาง บริษัท ดับเบิ้ลพีแลนด์ จำกัด ผู้ลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ได้จัดที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ป้าพินิจ ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปเข้าร่วม
พินิจ แก้วพิทักษ์
“ในตอนนั้น พอมีข่าวว่า บลูเทคฯ จะทำโครงการจัดสรรที่ดินให้ปลูกบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า ไม่ต้องไปหรอก เขาหลอกแน่นอน แต่ป้าก็ลองไปดู ก็ได้เจอคุณกิ๊ก (กุลพรภัสร์) ที่ได้มาพูดคุย สอบถามว่าป้าเช่าบ้านอยู่เดือนเท่าไร ก็บอกว่า ป้าเช่าอยู่เดือนละ 3,000 บาท ทางบลูเทคก็ขอใบเสร็จค่าเช่าบ้านไปตั้งแต่ตอนนั้น”
“จากนั้น คุณกิ๊กกับทีมงานก็พาป้าไปดูที่ก่อสร้างหมู่บ้านบลูเทคฯ บอกด้วยว่า ป้าจองคนแรก ก็ให้ล็อคแรกเลย ในตอนนั้นไม่มีชาวบ้านมาสักคน เพราะไม่มั่นใจว่าบลูเทคฯจะทำโครงการก่อสร้างหมู่บ้านนี้จริง คิดว่าก็แค่หลอก”
“จนถึงตอนนี้ ป้าสร้างบ้านนี้ และผ่อนมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 20 เดือนแล้ว ยอมรับเลยว่าชีวิตดีขึ้น ที่ทำงานของลูกชายก็ใกล้บ้านนี้ ไม่ต้องเดินทางไกล และที่ตรงนี้น้ำก็ไม่ท่วม จากที่อยู่ที่บ้านเก่าต้องเจอน้ำท่วมทุกปี ลูกหลานก็ชอบบ้านใหม่นี้ ญาติที่เดินทางมาเยี่ยมก็บอกว่าบ้านนี้เดินทางมาสะดวกมาก ไม่ไกลจากถนนใหญ่”
ครอบครัว นิรันด์ ปามา
ด้าน นิรันด์ ปามา ที่กำลังก่อสร้างบ้านด้วยฝีมือตัวเอง บนเนื้อที่ 50 ตารางวา พร้อมแปลงผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่ขอใช้ที่ของโครงการหมู่บ้านบลูเทคฯ ก่อน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ บอกกับเราว่า การได้ปลูกบ้านบนที่ดินของตนเอง เป็นความใฝ่ฝันที่เขาบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะเอื้อมถึง ตราบใดที่ยังเป็นคนหาเช้ากินค่ำเช่นนี้
“ผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วไปครับ เลยมีความรู้ในการสร้างบ้าน ก็เลยปลูกบ้านนี้ด้วยตัวเองโดยค่อยๆทำไปครับไม่เร่งรีบ แล้วตอนนี้ก็เสริมด้วยการปลูกผัก ทำเป็นโรงเรือนไม่ถาวร ที่รื้อได้ ในพื้นที่ทางโครงการหมู่บ้านบลูเทคที่อนุญาตให้ใช้ได้ฟรี”
“ตอนนี้ ตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ มันเหมือนเป็นความโชคดี ที่หาอะไรเปรียบไม่ได้เลย อย่าง ลูกชายของผม เวลาไปโรงเรียนก็มีรถมารับถึงหน้าบ้าน และไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมีที่ดินเป็นชื่อของตัวเอง เป็นมรดกตกทอดให้ลูก จากแต่ก่อน กังวลกินไม่ได้นอนไม่หลับเรื่องหาที่อยู่ ตอนนี้สบายใจแล้วว่าลูกเรามีที่อยู่แน่นอน”
“วันที่รู้ว่าผมได้รับจัดสรรที่ที่โครงการหมู่บ้านบลูเทค ผมแหกปากร้องดีใจยังกับคนบ้าเลยครับ” นิรันด์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ที่ทำให้เราพลอยได้เห็นภาพความดีใจในวันนั้นของเขาไปด้วย
ร้านขายของชำของ สมบูรณ์ ไมตรีจิต และ วิไล ไมตรีจิต
ส่วนเจ้าของบ้านที่ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายของชำนั้น เป็นของ สมบูรณ์ ไมตรีจิต และ วิไล ไมตรีจิต ที่บอกตามตรงว่า ถ้าไม่มีเจ้าของที่คนเก่าที่ผ่อนผันให้เราได้อยู่ในที่ดินนั้นต่อไปจนกว่าจะหาที่ใหม่ได้ และ ถ้าไม่มี คุณกิ๊ก ที่ให้เรามาจับจองที่ในหมู่บ้านบลูเทคฯ ตอนนี้ก็ไม่รู้ชะตาชีวิตจริงๆ ว่าต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่ไหน
“เพราะที่ดินแถวนี้ ถ้าจะขาย ก็จะขายเป็นแปลงใหญ่เลย ไม่แบ่งขาย เราก็ไม่มีเงินไปซื้อ พอทางบลูเทคประกาศว่าจะสร้างหมู่บ้าน ลุงกับป้าก็รีบมาทางนี้เลย เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เกิดแน่ มีเหตุผล เราปลูกบ้านบนที่ดิน แล้วผ่อนแบบไม่มีดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ 10 ปี ที่ดินก็จะเป็นของเรา”
“ส่วนที่นาตอนนี้ เป็นที่ดินของพ่อของผมที่ตอนนี้ก็ขาย ให้กับทางโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ไปแล้ว ซึ่งจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังทำการเกษตรบนผืนดินนี้ เพราะทางโครงการฯก็ยังไม่ได้ขยายการก่อสร้างมาบนพื้นที่นี้ เลยอนุญาตให้ผมทำเกษตรต่อ ผมต้องขอบคุณทางบลูเทคมาก และถ้าทางบริษัทจะใช้ที่ผืนนี้ ผมก็ยินดีจะเลิกทำ ไม่คัดค้านใดๆ”

“และเดี๋ยวนี้ การทำการเกษตรในพื้นที่นี้ ก็ไม่ได้ผลผลิตที่ดีเหมือนแต่ก่อน อย่างทำนาก็ทำได้ปีละครั้ง ซึ่งผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็ไม่ได้เยอะเหมือนแต่ก่อน เพราะข้าวฝ่อ เนื่องจากในพื้นที่นี้ น้ำเค็มมันมาเร็วกว่าแต่ก่อน ไล่น้ำจืดไป ดีที่มีเงินอุดหนุนทางภาครัฐช่วย นี่ยังไม่นับค่ายา ค่าปุ๋ย ค่ารถเกี่ยว ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งนั้น”  
“ดังนั้น การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ผมเลยมองว่ามันน่าจะถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะพอเกิดนิคมอุตสาหกรรมฯขึ้น ผมก็เห็นว่าคนในชุมชนสามารถไปขายของได้ ร้านค้าเดิมก็มีรายได้จากคนทำงานในนิคมฯที่มาอุดหนุน ลูกหลานของเราในอนาคตก็ไปทำงานในนิคมฯนี้ได้ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานไกล ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี และเราคงต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงนี้”

ใครสนใจอยากติดตามข่าวสารของ โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.bluetechcity.net และ Facebook : BlueTech City

 


การพัฒนาชุมชน เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ตามไปดู พื้นที่ชุมชนเข้มแข็งทั่วไทยกันต่อ

คืนชีวิตให้ ‘การท่องเที่ยวชุมชน’ สร้างสตอรี่ ‘นาเชิงคีรี-ทุ่งหลวง’ แห่งสุโขทัย พร้อมก้าวสู่มาตรฐาน CBT Thailand

เรียนรู้ความหมายของ ‘ชุมชนพึ่งตนเอง’ ขุมพลังในท้องถิ่นไทย ที่ บ้านดงน้อย จ.กาฬสินธุ์

‘ฉะเชิงเทรา’ เสน่ห์หัวเมือง ‘อีอีซี’ สายน้ำแห่งชีวิตกับเสียงสะท้อนของชุมชน

Previous articleมหา’ลัย 5 สไตล์ พลิกโฉมการศึกษาสู่ศตวรรษที่ 21
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.335
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์