NEWS DIGESTสาลิกาคาบข่าว Vol.347By salika - December 12, 2020FacebookXPinterestLINE โครงการ “คนละครึ่ง” อาจทำให้ตู้เอทีเอ็มหายไปจากระบบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวในโอกาสเปิดงาน Thailand smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 ณ Sky Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ว่า โครงการคนละครึ่ง มีระบบการชำระผ่านมือถือได้เร็วมาก ซึ่งระบบดิจิทัลจะะมีการใช้งานมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งธนาคารในอนาคตอาจจะไม่ต้องมีตู้เอทีเอ็ม รวมถึงบริการของภาครัฐเอง เช่น การชำระภาษี จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการชำระภาษี เช่นเดียวกับนายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้ดูแลระบบโครงการคนละครึ่ง ที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งว่าเพราะโครงการนี้โฟกัสกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่าต้องเป็นรายเล็กเท่านั้น รายใหญ่เข้าไม่ได้ เมื่อโฟกัสรายเล็กทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้ซื้อของราคาถูกจริงๆ ร้านค้าก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะร้านข้างๆทำ แถมบางร้านลูกค้ายังเป็นคนบอกให้พ่อค้าแม่ค้าลงทะเบียน ไม่อย่างนั้นขายไม่ได้ จุดเด่นอีกสิ่งหนึ่งของโครงการคนละครึ่งที่แตกต่างจากโครงการอื่นๆของรัฐบาลคือ ต้องใช้ทุกวัน เมื่อใช้ทุกวัน เงินก็สะพัดทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าได้นำเงินไปซื้อวัตถุดิบ หมุนเวียนในท้องถิ่นหลายรอบ จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน จากแสนเป็นล้าน การกำหนดให้ร้านค้าที่ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการรายย่อยระดับรากหญ้า ถือเป็นการกระจายรายได้ลงระดับฐานราก โอกาสที่จะเกิด “เงินจม” อยู่กับผู้ประกอบการแทบจะไม่มี เพราะผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยระดับรากหญ้าที่ลงทะเบียนร่วมโครงการเพื่อรองรับการจับจ่ายของผู้ได้รับสิทธิ์ 10 ล้านคน ทำธุรกิจแบบเงินหมุนไม่มีทุนให้จม ได้เงินมาวันนี้รุ่งขึ้นก็ต้องไปซื้อของเข้ามาขายใหม่ แต่ที่มากกว่านั้นคือการทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว ด้วยแรงจูงใจจากคนทั้งประเทศ กลายเป็น “บิ๊กดาต้า” ให้รู้ว่าเทรนด์ที่สังคมและชุมชนต้องการคืออะไร ความเหลื่อมล้ำอยู่ตรงไหน จะลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นตรงกับความต้องการอย่างไร‘สุพัฒนพงษ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว วัคซีนจุดความหวังโลกนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวจนกลับเข้าสู่รูปแบบเดิมหรือกลับเป็นปกติเหมือนกับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ภายในระยะเวลาประมาณ 12-18 เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2/2563 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการที่จะฟื้นตัวเข้าสู่ระบบปกติจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ยากเท่าใดนัก ขณะที่การพัฒนาวัคซีนจากทั่วโลกหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ถือว่ามีความคืบหน้าไปได้มาก เมื่อวัคซีนได้ผลเป็นที่น่าพอใจและสามารถช่วยป้องกันโควิด-19 ได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วจากการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายพลังงานจะเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจฐานราก เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร รวมถึงการเดินหน้าเรื่องพลังงานทดแทนที่เป็นเป้าหมายของหลายประเทศในโลก สธ. ย้ำมาตรการสวมหน้ากากถูกวิธี ลดความเสี่ยงเชื้อโควิดสายพันธุ์ Gนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว่วา การสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นมาตรการสำคัญที่ป้องกันการแพร่กระจายของโรค จากการสำรวจพบว่าคนไทยสวมหน้ากากอนามัยสูงมากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งช่วยให้ป้องกันการแพร่ระบาดได้ และหากทุกคนสวมหน้ากากจะมีความปลอดภัยจากโรคโควิด 19 สูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ลดลงอย่างชัดเจนมากกว่า 10 เท่า ยืนยันว่าการสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งในที่สาธารณะ เป็นมาตรการสำคัญลดโรคติดต่อทางเดินหายใจได้ อย่างไรก็ตามเชื้อโควิด 19 มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น เชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดทั่วโลกกว่าร้อยละ 80 ในขณะนี้คือสายพันธุ์ G ซึ่งแตกต่างสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดจากอู่ฮั่น โดยสายพันธุ์ G มีแนวโน้มการแพร่กระจายของโรคได้ง่ายกว่าเดิม แต่ความรุนแรงของโรคน้อยลง การทดสอบในวัคซีนถือว่ามีประสิทธิภาพดีเกินกว่าร้อยละ 70 และจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวพบว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอินเดีย เข้าสู่เมียนมาและเข้าสู่ประเทศไทย แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้ ให้สังเกตอาการหากไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้ไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าร่วมกิจกรรมคลังแจงหนี้สาธารณะ 7.8 ล้านล้านบาทยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 60%นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 7.8 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่ากับ 49.53% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 60% ขณะที่ปี 2543 มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงสุดเท่ากับ 59.98% เนื่องจากประสบกับวิกฤติของสถาบันการเงินในประเทศ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) พบว่า รัฐบาลไทยมีหนี้อยู่ในระดับต่ำที่ 44.37% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย (Emerging and Developing Asia Countries) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 62.89% (IMF, 2563) นอกจากนี้ สัดส่วนของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม ASEAN และประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน เนื่องจากหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เกิดจากการกู้เพื่อเป็นรายจ่ายลงทุนในระบบงบประมาณ และการกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ GDP ของประเทศเกิดการขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ระดับสากล ได้แก่ S&P Moody’s และ Fitch ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากประเทศไทยมีภาคการคลังสาธารณะที่แข็งแกร่งเป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดFDA อนุมัติใช้วัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์แล้ว เตรียมแจกจ่ายทั่วสหรัฐสำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ สำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคในกรณีฉุกเฉินแล้ว นางเดนิส ฮินตัน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ FDA ระบุในจดหมายที่ส่งถึงไฟเซอร์ในวันศุกร์ (11 ธ.ค.) ว่า เธอได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ในกรณีฉุกเฉินแล้ว ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตวิดีโอระบุว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ “เราได้ส่งมอบวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพได้ในเวลาเพียง 9 เดือน นี่เป็นหนึ่งในความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ปธน.ทรัมป์ทวีต ทั้งนี้ การอนุมัติของ FDA จะทำให้รัฐบาลกลางสหรัฐสามารถเริ่มแจกจ่ายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ให้กับรัฐ, ดินแดน และเมืองใหญ่ทั่วประเทศรวม 64 แห่ง พลเอกกุสตาฟ เพอร์นา ผู้ดูแลด้านการขนส่งสำหรับโครงการวัคซีน Operation Warp Speed ของปธน.ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่ารัฐบาลสหรัฐวางแผนที่จะแจกจ่ายวัคซีน 2.9 ล้านโดสภายใน 24 ชั่วโมง ตามด้วยอีก 2.9 ล้านโดสใน 21 วันต่อมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการฉีดวัคซีนเป็นครั้งที่สอง โดยวัคซีนของไฟเซอร์จะต้องฉีด 2 โดส ซึ่งการฉีดโดสที่ 2 จะทิ้งระยะห่างจากโดสแรก 3 สัปดาห์ Post Views: 1,164