จากข้อมูลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการตื่นตัวและหันมาพัฒนาธุรกิจใหม่ในอนาคต ที่เรียกว่าเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy กันมากขึ้น
เศรษฐกิจอวกาศถือว่าเป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ หรือ นิวสเปซ อีโคนามี ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขปี 2018 พบว่าทั่วโลกมีอัตราเติบโตถึงร้อยละ 8.1 มูลค่าสูงราว 415 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ในโลกอวกาศยุคใหม่ (New Space) ไม่ใช่เพียงแค่ด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างธุรกิจได้อย่างน้อย 4 ธุรกิจ คือ
1. การให้บริการธุรกิจดาวเทียมสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องมีวงโครจรประจำที่ แต่สามารถยิงดาวเทียมได้ไกลกว่าเดิมในอวกาศ
2. สร้างสถานที่ยิงจรวดอวกาศ หรือ Space launching
3. การขุดอวกาศ หรือ สเปซ ไมนิ่ง (Space mining) โดยการส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจทรัพยากรบนอวกาศซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศนั้นๆ
4. การท่องเที่ยวอวกาศ หรือ สเปซทัวร์ คือการทำธุรกิจทัวร์ในอวกาศซึ่งน่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในอนาคต
สำหรับประเทศไทย เป็นเรื่องน่ายินดีที่เรากำลังจะมีหน่วยงานรัฐมากำกับดูแลเรื่องกิจการอวกาศโดยเฉพาะ หรือ เรียกว่า สเปซ เอเจนซี่ (Space agency)
โดยเมื่อปลายเดือน ต.ค. 63 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 4/2563 โดยได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. และเห็นชอบให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจาก (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่
1. ก่อให้เกิดนโยบายและแผนการบริหารจัดการด้านกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม
2. ยกระดับกฎหมายเพื่อให้เกิดการกำกับและส่งเสริมกิจการอวกาศทั้งภาครัฐและเอกชน
3. ทำให้มีกลไกสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้านอวกาศ
4. มีกลไกการขับเคลื่อนนโยบายอวกาศ 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายกิจการอวกาศตามขอบเขตของพระราชบัญญัติ และ (2) สำนักงานกำกับกิจการอวกาศแห่งชาติ ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการให้กับคณะกรรมการฯ และกำกับการดำเนินงานตามขอบเขตของนโยบาย
จากการศึกษาอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทย พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมากกว่า 35,600 กิจการ ร้อยละ 95 เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเป็น Startup ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางตรงต่อเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี
ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เคยกล่าวภายหลังการเยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ SKP อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีว่า งานด้านอวกาศถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาและเติบโตขึ้นในหลายมิติ สิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้คือเรื่อง spaceport หรือท่าอวกาศยาน เพื่อใช้เป็นฐานยิงจรวด ยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ รวมทั้งเป็นจุดสำหรับรับจรวด รับดาวเทียมกลับสู่โลกด้วย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบและเหมาะสมเป็น 1 ใน 7 ของโลก เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ใกล้ทะเลทั้ง 2 ฝั่งคืออ่าวไทยและอันดามัน
“งานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยเราถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ GISTDA ทำการเปรียบเทียบทั้งด้านสมรรถนะและศักยภาพในงานด้านนี้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ว่าเราทำได้ในระดับไหน เขาทำได้ในระดับไหน แนวทางความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านควรทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาคนี้” รมว.อว. กล่าว
ถ้าเศรษฐกิจอวกาศของไทยขับเคลื่อนได้จริง จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่ช่วยผลักดันจีดีพี นอกเหนือจากเครื่องยนต์หลักๆ คือการส่งออก การลงทุน และ การท่องเที่ยว
เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง!!











